Search

สารพัดองค์กรภาคประชาชนเคลื่อนไหวประณาม “มินอ่องหล่าย”เยือนไทย-แฉปล้นแรงงานพม่าหัวละ 1-3 พันผ่านระบบธนาคารเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ทหารเข่นฆ่าประชาชน-วอนอาเซียนหนักแน่นหลักการฉันทามติ 5 ข้อ

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เครือข่าวสิทธิด้านแรงงานข้ามชาติในนามกลุ่ม Bright Future ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการสานสัมพันธ์กับอาชญากรเผด็จการทหารเมียนมา และเรียกร้องให้ปกป้องสิทธิแรงงานข้ามชาติ โดยระบุว่า เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านถึงที่สุดต่อการที่รัฐบาลไทยให้การต้อนรับและสานสัมพันธ์กับ พล.อ. มิน อ่อง หล่าย และตัวแทนจากสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ซึ่งเป็นรัฐบาลผด็จการทหารที่ปล้นอำนาจและเข่นฆ่าประชาชนของตนเอง การที่รัฐบาลไทยเลือกจับมือกับผู้ที่มีเลือดประชาชนเปื้อนมือ ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายสิทธิมนุษยชนของไทยในเวทีโลก แต่ยังเป็นการเปิดทางให้เผด็จการทหารเมียนมาใช้อำนาจข้ามแดนมา “ขูดรีดและกดขี่” แรงงามข้ามข้ามชาติที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านกระบวนการทําเอกสารรับรองบุคคล (CI-Cenificate of Identity) ซึ่งมีความทุจริตและการขูดรีดผ่านศูนย์ CI ที่รัฐบาลไทยปล่อยปละละเลย

แถลงการณ์ระบุว่า ในขณะนี้แรงงานพม่าในไทยกำลังเผชิญกับการขูดรีดอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นการสมคบคิดกันระหว่างเผด็จการเมียนมาและกลุ่มผลประโยชน์ในไทย โดยการบังคับปล้นทรัพย์ผ่านระบบธนาคาร (กฎโอนเงิน 25%) โดยรัฐบาลทหารเมียนมาได้ออกกฎระเบียบที่ไร้มนุษธธรรม บังคับให้แรงงานในไทยต้องโอนเงินอย่างน้อย 1 ใน 4 (25%) ของรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศในช่วง 3 เดือน กลับเข้าบัญชีครอบครัวผ่านระบบธนาคารที่รัฐบาลทหารรับรอง เพื่อแลกกับการต่อใบอนุญาตทำงานเมื่อครบวาระ 4

“นี่คือการบังคับให้แรงงานหาเงินมาเป็นท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุนกองทัพ เพื่อนำไปซื้ออาวุธมาเข่นฆ่าประชาชนทางบ้านเกิด ขบวนการนายหน้าเถื่อนที่ศูนย์ CI นอกเป็นการขูดรีดจากรัฐบาลทหารแล้ว ยังต้องเผชิญกัญกับแก๊งนายหน้าที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อบังคับเก็บเงินใต้โต๊ะแบบไม่มีใบเสร็จอีก 1,000 -3,000 บาทต่อคน เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการในศูนย์ CI ได้ หากใครปฏิเสธที่จะจ่ายส่วยนี้ก็จะถูกกีดกันไม่ให้เข้ารับบริการ แม้ว่าแรงงานเหล่านั้น จะทำการจองคิวผ่านระบบและจ่ายค่าธรรมเนียมตามประกาศของรัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็ตาม”แถลงการณ์ของ กลุ่ม Bright future ระบุ

แถลงการณ์ระบุว่า นอกจากวิกฤตของแรงงานแล้ว ขอประนามการกระทำของรัฐบาลทหารเมียนมาในการรุกรานปราบปราบประชาชน เช่น ฆ่าด้วยการทิ้งระเบิดใส่พลเรือน เผาหมู่บ้าน และการจับกุมทรมานผู้เห็นต่างทางการมืองจำนวนมาก เป็นอาชญากรรมสงครามที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ความไม่สงบที่เกิดจากกองทัพเมียนมา ทำให้เกิดคลื่นผู้ลี้ภัยและยังเป็นแหล่งบ่มเพาะอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย

1. ยุติการสานสัมพันธ์กับเผด็จการทหาร ยุติการให้ความร่วมมือ การต้อนรับ และการรับรองความชอบ ธรรมของ พล.อ. มิน อ่อง หล่าย และคณะรัฐบาลไทยควรยืนเคยงข้างประชาชนเมียนมา ไม่ใช่อาชญากรสงคราม 2. ยกเลิกการใช้เอกสารรับรองบุคคล (C1-Cerififificate of Ideminy) ให้รัฐบาลไทยรับรองสิทธิการทำงานและการพำนักด้วย โดยการออกเอกสารอนุญาตทำงาน “บัตรสีชมพู” เพียงใบเดียวแทน โดยไม่ต้องผ่านการรับรองจากสถานทูตเมียนมาภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมา เพื่อตัดวงจรไม่ให้รัฐบาลเผด็จการได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากหยาดเหงื่อของแรงงานพม่าในไทย

3. ขอให้รัฐบาลไทยเตรียมการรับรองอำนาจการบริหารของรัฐบาลที่ชอบธรรมของประชาชนเมียนมา และสนับสนุนโครงสร้างการปกครองตนเองในอนาคต

ทั้งนี้ในระหว่างเวลา 13.00 น.-14.00 น.เครือข่าย Bright Future ได้นับรวมตัวกันที่บริเวณหน้าอาคารสหประชาชาติ(UN) ถนนราชดำเนิน เพื่อจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่อต้าน พล.อ.มิน อ่อง หล่าย

ขณะที่ 17 องค์กรภาคประชาชน อาทิ Solidarity Collective TH ,SEM (Spirit in Education movement),สมัชชาคนจน ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการมาเยือนไทยของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย โดยระบุว่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา วิกฤตในเมียนมาไม่ได้เป็นเพียงปัญหาภายในประเทศ หากแต่ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วทั้งภูมิภาค การมอบความชอบธรรมหรือผลประโยชน์ให้รัฐบาลทหารเมียนมา ไม่ได้ทำให้ภูมิภาคสงบสุข หากกลับยิ่งยืดเยื้อความรุนแรง หล่อเลี้ยงสงคราม และทำให้ประชาชนต้องเผชิญความทุกข์ทรมานต่อไป ความมั่นคงที่แท้จริงของประเทศไทยและภูมิภาค ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนรัฐบาลที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชนของตนเอง แต่ต้องตั้งอยู่บนสันติภาพ ความยุติธรรม และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แถลงการณ์ระบุว่า เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายต่อสถานการณ์เมียนมาให้สอดคล้องกับ ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน (ASEAN Five-Point Consensus) หยุดส่งผ่านรายได้และผลประโยชน์ให้รัฐบาลทหารเมียนมา พร้อมทบทวนความร่วมมือและข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์หรือสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารเมียนมา โดยรับฟังข้อเรียกร้องของแรงงานเมียนมาในประเทศไทย

“รัฐบาลไทยต้องยืนยันอย่างชัดเจนว่า การหารือกับฝ่ายเมียนมาจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง และผู้หนีภัยการสู้รบ รวมถึงผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยขอให้รัฐบาลไทยยึดหลักการห้ามผลักดันกลับไปเผชิญอันตราย หรือหลักการ non-refoulement รวมทั้งปฏิเสธการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารเมียนมา เราขอเรียกร้องให้อาเซียนดำเนินบทบาทที่จริงจังในการยุติความรุนแรง และยืนหยัดต่อหลักการที่ว่า การยึดอำนาจด้วยกำลังและการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนไม่ควรได้รับการยอมรับหรือสร้างความชอบธรรมผ่านเวทีระหว่างประเทศ”แถลงการณ์ระบุ