Search

ชำแหละ TOR ฉบับไร้ความหมาย-ขาดการตรวจสอบเหมืองแร่แหล่งปล่อยมลพิษลงแม่น้ำข้ามแดนอย่างจริงจังแถมปิดลับเดินตามเกมพม่า-ทอดทิ้งแม่น้ำกระบุรีไว้ข้างหลัง

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 นายพีระ ประสงค์เวช ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์แม่น้ำกระบุรี ให้สัมภาษณ์ถึงการมาเยือนประเทศไทยของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา และมีการลงนามแก้ไขปัญหาแม่น้ำข้ามแดนปนเปื้อนกับทางการไทย ว่าจริงแล้วควรเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลไทยได้หารือเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้ง 6 ลุ่มน้ำที่มีการทำเหมืองแร่ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวไทย แต่จากข่าวหลายๆ สำนักทำให้รู้สึกว่ารัฐบาลพยายามปิดหูปิดตาไม่ให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารถึงการตั้งคณะทำงานร่วมทางเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษและคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน”(TOR) ทำให้ประชาชนที่คาดหวังและรอความหวังที่จะแก้ปัญหาเรื่องมลพิษทางน้ำข้ามเเดนรู้สึกเป็นกังวลใจว่ารัฐบาลแนวทางเจรจาจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยออกมาเปิดเผยผลการประชุมอย่างโปร่งใส พร้อมอธิบายและตอบคำถามของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

นายพีระกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่ TOR ฉบับนี้ไม่รวมถึงแม่น้ำกระบุรีเพราะในคณะทำงานร่วมของ 2 ประเทศ แม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมให้มีตัวแทนจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่และเชียงรายแล้ว แต่กลับไม่มีผู้แทนจากจังหวัดระนอง ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองจากฝั่งพม่าเช่นเดียวกัน

“ผมรู้สึกสับสนที่รัฐบาลเมียนมาและกองกำลังชนกลุ่มน้อยกำลังโยนความรับผิดชอบกันไปมาว่า พื้นที่ทำเหมืองเถื่อนที่ต้นแม่น้ำกระบุรีไม่ใช่เขตที่กองกำลังของฝ่ายตัวเองควบคุมอยู่ แต่ความเป็นจริงชาวบ้านในพื้นที่รู้ดีว่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ในการควบคุมของใคร ที่สำคัญคือแร่ที่นำเข้าผ่านจังหวัดระนองและส่งไปท่าเรือแหลมฉบังหรือท่าเรือเชียงแสนนั้น มาจากจังหวัดเกาะสองซึ่งอยู่ในการปกครองของรัฐบาลเมียนมา และเหมืองแร่บางส่วนก็อยู่ห่างจากตัวจังหวัดเกาะสองไม่ถึง 50 กิโลเมตรด้วยซ้ำซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลเมียนมาย่อมปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้”นายพีระ กล่าว

ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์แม่น้ำกระบุรี กล่าวว่า จึงอยากให้รัฐบาลเมียนมาตรวจสอบการส่งแร่เข้าจังหวัดระนองว่ามาจากเหมืองที่ถูกต้องหรือไม่และรัฐบาลเมียนมาต้องแสดงความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำของแม่น้ำกระบุรีอย่างจริงใจ

ขณะที่นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ Climate Connector ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึง TOR ไทย-เมียนมาวิกฤตมลพิษทางน้ำข้ามแดนว่า กว่า 1 ปีแล้วที่น้ำกก/สาย/รวก/โขงทางภาคเหนือของไทยต้องรับสารหนูและโลหะหนักที่ไหลมาจากการทำเหมืองฝั่งรัฐฉาน นักวิจัยหลายฝ่ายชี้ว่าวิกฤตนี้เชื่อมโยงกับพื้นที่ภายใต้อิทธิพลกองกำลังติดอาวุธและกับการทำเหมืองแร่หายากและทองคำที่ป้อนเข้าสู่โรงงานแปรรูปของทุนจีน โดยมีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว

นายธารากล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยและเมียนมาได้ลงนามในเอกสารกรอบอ้างอิง (TOR) ความยาว 6 หน้า จัดตั้ง “คณะทำงานร่วมด้านการบริหารจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำพรมแดนและแม่น้ำระหว่างประเทศ” นับเป็นก้าวที่เป็นรูปธรรมที่สุดในระดับทวิภาคีต่อวิกฤตนี้จนถึงขณะนี้

“หากอ่าน TOR ฉบับนี้อย่างโดดๆ อาจดูเหมือนความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญ แต่หากเทียบกับ 11 ข้อเรียกร้องที่อาจารย์สืบสกุล กิจนุกร เสนอไว้ก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ ตั้งแต่การระงับนำเข้าแร่ การเปิดเจรจาไตรภาคีกับจีน การรับประกันที่นั่งให้ภาคประชาสังคมและนักวิชาการ ไปจนถึงงบฉุกเฉินสำหรับจัดหาแหล่งน้ำ จะเห็นว่า TOR ฉบับนี้แคบกว่านั้นมาก มันเป็นเพียงแค่คณะทำงานติดตามตรวจสอบมีอายุ 3 ปีที่ไม่สามารถเปิดเผยผลการตรวจสอบของตัวเองต่อสาธารณะได้ เว้นแต่ทั้งสองรัฐบาลจะยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกัน” นายธารา กล่าว

ผู้อำนวยการ Climate Connector กล่าวว่า TOR ฉบับนี้มีสาระอยู่บ้างแต่ไร้ความหมาย เช่น จัดตั้งเวทีทวิภาคี มีประธานร่วมจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสองฝ่าย เพื่อประสานการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกัน สืบหาต้นตอการปนเปื้อน ระบุจุดเสี่ยง และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า มีการระบุหน่วยงานคู่ขนานที่ชัดเจน ฝั่งไทยคือกรมควบคุมมลพิษและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ฝั่งเมียนมาคือกรมเหมืองแร่และกรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดให้ประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง จัดทำแผนแม่บท 3 ปี และรายงานผลการตรวจสอบร่วมเป็นประจำทุกปี ในระบบบนกระดาษอาจเป็นระบบตรวจสอบมาตรฐานเดียวกันที่ขาดหายไปมาโดยตลอด เพราะจนถึงตอนนี้ หน่วยงานไทยและเมียนมาต่างตรวจสอบแยกกัน ใช้มาตรฐานคนละชุดแล้วโต้เถียงกันว่าตัวเลขของใครน่าเชื่อถือกว่า แต่สาระข้อถัดไปสำคัญกว่า

“TOR กำหนดให้ทั้งสองรัฐบาลต้องรักษาความลับของข้อมูล เอกสาร และผลที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนี้ทั้งหมด ห้ามเปิดเผยต่อบุคคลที่สามเว้นแต่ทั้งสองฝ่ายจะยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกัน และแถลงการณ์หรือข่าวประชาสัมพันธ์ใดๆ เกี่ยวกับกิจกรรมของคณะทำงานนี้ ต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติล่วงหน้าจากทั้งสองฝ่ายก่อนเผยแพร่ นี่คือประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะคำชี้แจงของรัฐบาลเมียนมาต่อผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ได้ระบุไปแล้วว่าผลตรวจสอบของฝ่ายไทยเป็นข้อมูลด้านเดียวและยังไม่ได้รับการตรวจสอบ ข้อมูลจะเผยแพร่สู่สาธารณะได้ก็ต่อเมื่อเนปิดอว์ยินยอมเท่านั้น จึงเท่ากับมอบอำนาจยับยั้งอย่างเป็นทางการให้กับฝ่ายที่มีแรงจูงใจมากที่สุดในการลดทอนความสำคัญของผลการตรวจสอบนั้น ทั้งที่วัตถุประสงค์ของ TOR เองก็ระบุเรื่องการสร้างความตระหนักรู้สาธารณะและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมไว้ด้วยซึ่งขัดแย้งกับข้อกำหนดปฏิบัติจริงที่ปิดกั้นข้อมูลไว้หลังประตูที่ปิดสนิทเว้นแต่ทั้งเนปิดอว์และกรุงเทพฯ จะตกลงเป็นอื่น”นายธารา กล่าว

นายธารากล่าวว่า TOR ฉบับนี้เป็นทวิภาคีล้วนๆ ไม่มีคำว่า “จีน” ปรากฏแม้แต่ครั้งเดียวในเอกสาร 6 หน้า ทั้งที่จีนคือผู้ซื้อและผู้แปรรูปที่อยู่ใจกลางห่วงโซ่อุปทานซึ่งภาคประชาสังคมพยายามตามรอยมานานกว่าปี และทั้งที่สถานทูตจีนประจำกรุงเทพฯ เองก็เคยระบุไว้ในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมว่า สนับสนุนให้ไทยและเมียนมาเสริมสร้างการสื่อสารและตรวจสอบตามหลักวิทยาศาสตร์ร่วมกันซึ่งตรงกับกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ TOR ฉบับนี้เพิ่งจัดตั้งขึ้นพอดี ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือบังเอิญ เอกสารฉบับนี้ได้ทำให้เส้นแบ่งเขตอำนาจที่ฝ่ายการทูตจีนวางไว้แต่แรกกลายเป็นกลไกที่เป็นทางการ คณะทำงานที่สามารถตรวจสอบต้นตอมลพิษได้ทั้งสองฝั่งพรมแดน แต่ไม่มีอำนาจ สมาชิกหรือกลไกใดๆ ที่จะเข้าถึงโรงงานแปรรูปและช่องทางนำเข้าที่อยู่ปลายอีกด้านของห่วงโซ่อุปทาน ย่อมไม่มีศักยภาพตอบคำถามที่ชุมชนกำลังถามอยู่จริงๆ ว่าแร่จากเหมืองไหน ผ่านโรงงานแปรรูปใด คือต้นตอของโลหะที่ปนเปื้อนอยู่ในระบบนิเวศแม่น้ำ

“TOR ฉบับนี้มีอายุ 3 ปี ต่ออายุได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ยกเลิกได้ฝ่ายเดียวด้วยการแจ้งล่วงหน้า 30 วัน แต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง ไม่มีกองทุนเฉพาะกิจ และผลผลิตชิ้นแรกคือแผนแม่บท ในขณะที่ มีราว 30,000 ครัวเรือนในอำเภอแม่สาย เชียงแสน และเชียงของ ที่ยังไม่มีแหล่งน้ำทดแทน การประปาเชียงรายกำลังอยู่กลางการย้ายแหล่งน้ำดิบด้วยงบ 2,000 ล้านบาท และเศรษฐกิจร้านอาหารริมน้ำสูญเสียนักท่องเที่ยวไปแล้วสองฤดูกาลติดต่อกัน ความเหลื่อมล้ำด้านกรอบเวลานี้ไม่ใช่รายละเอียดทางเทคนิค แต่คือมาตรวัดที่ชัดเจนที่สุดว่าข้อตกลงฉบับนี้ไร้สาระและไม่มีความหมายใดๆ” นายธารา กล่าว

(อ่านรายละเอียด TOR ฉบับผ่านการลงนามของทั้งไทย-พม่า ใน https://transbordernews.in.th/home/?p=47275 )