Search

วิจารณ์ปูพรมแดงรับ “มินอ่องหล่าย”ควรได้ผลลัพธ์มากกว่าพิธีการทางการทูต-ชี้พลาดผลักดันเรื่องมนุษยธรรม-สุดผิดหวังความร่วมมือแก้ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อน-เผยยังยึดกรอบเดิมแก้ปัญหาแรงงาน

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม สำนักข่าว The Reporters และสำนักข่าวชายขอบ จัดเวทีเสวนาออนไลน์ ในการเดินทางเยือนไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีและผู้นำรัฐบาลทหารพม่า ภายใต้หัวข้อ “เสียมากกว่าได้ หรือ ได้มากกว่าเสีย เมื่อรัฐไทยปูพรมแดงต้อนรับมิน อ่อง หล่าย” มีวิทยากรได้แก่ รศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดิศร เกิดมงคล เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) และเพียรพร ดีเทศน์ มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา และ Rivers and Rights ดำเนินรายการโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

รศ.ดร.นฤมล กล่าวว่าแม้ไทยจะมีเหตุผลด้านความมั่นคงในการเปิดการเจรจากับรัฐบาลทหารพม่า เนื่องจากพื้นที่ชายแดนไทยติดกับรัฐกะเหรี่ยง รัฐคะเรนนี และรัฐฉาน ซึ่งประชาชนไทยได้รับผลกระทบจากการสู้รบโดยตรง แต่หากไทยต้องการทำหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ก็จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่ามีอำนาจต่อรองอย่างแท้จริง เช่น ผลักดันให้เกิดการหยุดยิงชั่วคราว ขอให้ไม่มีการโจมตีทางอากาศที่กระทบชายแดนไทย

รศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีหลังการรัฐประหารในพม่า การคว่ำบาตรและการโดดเดี่ยวรัฐบาลทหารไม่ได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลง ขณะที่รัฐบาลไทยเองก็ทราบดีว่าการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเตรียมจัดขึ้นไม่ได้เป็นการเลือกตั้งที่สะท้อนประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้น หากไทยเลือกใช้แนวทางการมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหาร การต้อนรับครั้งนี้ควรต้องนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม มากกว่าการเป็นเพียงพิธีการทางการทูต

“หากไทยเลือกเปิดประตูให้รัฐบาลทหารพม่า ไทยก็ควรใช้โอกาสนี้ต่อรองให้ได้มากกว่านี้ เช่น ผลักดันให้ผู้แทนพิเศษอาเซียนได้เข้าพบอองซาน ซูจี เรียกร้องการปล่อยนักโทษการเมือง หรือผลักดันให้เกิดการหยุดยิงในบางช่วงเวลา เพราะสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะสะท้อนอำนาจต่อรองของไทย” รศ.ดร.นฤมล กล่าวและว่าไทยควรใช้โอกาสนี้เจรจาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น แม่น้ำปนเปื้อน หรือแรงงานข้ามชาติ เช่น การต่อสัญญาแรงงานโดยไม่ต้องให้รัฐบาลทหารเข้ามาแทรกแซงมากนัก

รศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า หากไทยต้องการมีบทบาทเป็นตัวกลางที่มีความหมาย ไทยจำเป็นต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า ศูนย์อำนาจของพม่าไม่ได้อยู่ที่กรุงเนปิดอเพียงแห่งเดียว แต่กระจายอยู่ในหลายกลุ่ม ดังนั้น ความสามารถในการเจรจากับทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งที่จะสะท้อนอำนาจต่อรองที่แท้จริงของไทย

“ไทยต้องยอมรับความจริงว่า พม่ามีหลายศูนย์อำนาจ หากไทยสามารถแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพในการเจรจากับทุกฝ่ายได้ นั่นจึงจะเป็นอำนาจต่อรองที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การต้อนรับที่จบลงเพียงในเชิงพิธีการ” รศ.ดร.นฤมล กล่าว

อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวอีกว่าหากรัฐบาลไทยต้องการให้การเยือนไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ก็ควรใช้โอกาสดังกล่าวผลักดันประเด็นที่เป็นรูปธรรมใน 3 มิติ ได้แก่ ความมั่นคง มนุษยธรรม และเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อทั้งพม่าและประเทศไทย

“ในมิติความมั่นคง เราได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสู้รบบริเวณชายแดน ทั้งกระสุนที่ตกเข้าฝั่งไทยและเสียงระเบิดที่ประชาชนได้ยินอยู่เป็นประจำ ดังนั้นไทยควรใช้โอกาสนี้ขอให้มีการหยุดยิงชั่วคราว อย่างน้อยก็ขอให้ไม่มีการโจมตีทางอากาศ (Airstrike) ในช่วงเวลาสำคัญ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนตามแนวชายแดน ในด้านมนุษยธรรม คือเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปิดพื้นที่ให้กลุ่มด้านมนุษยธรรมเข้าไปช่วยเหลือประชาชน เพราะจนถึงขณะนี้พม่าก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวจากเหตุแผ่นดินไหว และในด้านเศรษฐกิจ ไทยควรสะท้อนความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของพม่าที่กำลังเผชิญภาวะถดถอย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมเสนอให้รัฐบาลไทยใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผลักดันให้เกิดมาตรการที่ช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชน

“หากประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องเผชิญกับความอดอยาก สถานการณ์ในประเทศก็มีโอกาสคลี่คลายมากขึ้น ดังนั้นภายใต้กรอบความมั่นคง มนุษยธรรม และเศรษฐกิจ ไทยควรผลักดันให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม มากกว่าการพบปะในเชิงพิธีการเพียงอย่างเดียว” รศ.ดร.นฤมล กล่าว

ขณะที่ น.ส.เพียรพร กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังอย่างมากต่อการต้อนรับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย รัฐบาลไม่ได้แสดงความจริงจังในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่ในพม่า ซึ่งส่งผลให้แม่น้ำอย่างน้อย 6 สาย ได้แก่ แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี ปนเปื้อนสารพิษ กระทบต่อประชาชน  

“ดิฉันพูดทั้งในฐานะนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและในฐานะเหยื่อคนหนึ่ง บ้านอยู่เชียงราย และได้รับผลกระทบจากสารพิษ ผิดหวังค่อนข้างรุนแรงกับท่าทีของรัฐบาลไทย ซึ่งแม้จะมีการลงนามกรอบความร่วมมือ (TOR) ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับหน่วยงานของพม่า แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดแล้วพบว่า เป็นเพียงกรอบการทำงาน ไม่ใช่ข้อตกลงระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล และไม่สะท้อนมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอของมลพิษจากเหมืองแร่

“TOR ฉบับนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ต้นตอของมลพิษได้อย่างไร สุดท้ายก็อาจเหลือเพียงการถ่ายรูปร่วมกัน เซ็นเอกสาร แล้วบอกว่าคุยกันแล้ว ทั้งที่ปัญหายังอยู่เหมือนเดิม ซึ่งวิกฤตมลพิษในแม่น้ำทั้ง 6 สายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่ ซึ่งโดยจากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมพบว่ามีเหมืองแร่จำนวนมาก

“หลังการเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทย จีนพยายามผลักให้ปัญหานี้กลายเป็นเรื่องระหว่างไทยกับพม่า ทั้งที่จีนมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก และแร่ critical minerals ทำให้ดูเหมือนว่าปัญหานี้เป็นเรื่องระหว่างไทยกับพม่าเท่านั้น ทั้งที่ผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานแร่หายากไม่ได้มีแค่สองประเทศ หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ ประชาชนก็จะเข้าใจว่าแก้ปัญหาแล้ว ทั้งที่จริงยังไม่ได้แตะต้นตอของปัญหาเลย 

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านธุรกิจและภาคเอกชน แต่กลับไม่รับฟังเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้งฝ่านพม่ายังเสนอไม่ให้ใช้มาตรฐานสากลในการตรวจคุณภาพน้ำ แต่ใช้มาตรฐานที่เห็นชอบร่วมกัน ซึ่งกรมควบคุมมลพิษตรวจพบสารโลหะหนัก สารหนู เกินมาตรฐานหลายครั้ง ทั้งในน้ำและตะกอนดิน แต่ฝ่ายพม่ากลับบอกว่าไม่เกินมาตรฐานของเขา แล้วทำไมเราต้องปรับมาตรฐานของตัวเองให้เข้ากับผู้ก่อมลพิษ ดิฉันไม่เข้าใจ และ TOR ยังมีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งการกำหนดพื้นที่ความร่วมมือที่ครอบคลุมเพียงบางจังหวัดของไทยและบางพื้นที่ของพม่า ทั้งที่พื้นที่ได้รับผลกระทบกว้างกว่านั้น รวมถึงเงื่อนไขการรักษาความลับของข้อมูลและการยกเลิกข้อตกลงได้ภายใน 30 วัน ซึ่งอาจทำให้การดำเนินงานขาดความโปร่งใสและความต่อเนื่อง ซึ่งมันเหมือนพลาสเตอร์ยา ไม่ได้นำไปสู่การผ่าตัดแก้ปัญหาที่แท้จริง” นักอนุรักษ์ผู้นี้กล่าว

นายอดิศร กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ไทยและพม่าลงนามร่วมกันมี 2 ฉบับ ได้แก่ ความร่วมมือด้านแรงงาน และการนำเข้าแรงงานพม่าเข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งเป็นการต่ออายุจากข้อตกลงเดิมที่หมดอายุไป อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้ ยังไม่เห็นสาระสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายหรือการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ การลงนามครั้งนี้สะท้อนว่ายังยึดกรอบการบริหารจัดการแรงงานแบบเดิมที่ให้ความสำคัญกับรัฐบาลทหารพม่าในฐานะศูนย์กลางอำนาจ โดยไม่ได้คำนึงถึงสาเหตุที่แท้จริงของการอพยพย้ายถิ่น

“การเกณฑ์ทหารทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องหลบหนีออกจากพื้นที่ หลายคนข้ามเข้ามาในประเทศไทย เราประเมินว่ามีผู้ที่หนีการเกณฑ์ทหารเข้ามาไทยแล้วไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน ดังนั้นปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มีต้นเหตุจากสถานการณ์ในพม่า ไม่ใช่เกิดจากตัวแรงงานเอง” นายอดิศร กล่าวและว่า ปัจจุบันแรงงานพม่าในประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะแรงงานในระบบ MOU ที่ครบกำหนด 4 ปี แต่ไม่ต้องการเดินทางกลับประเทศ เพราะกังวลว่าจะถูกเกณฑ์ทหารและอาจไม่สามารถกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้อีก ส่งผลให้หลายคนยอมปล่อยให้เอกสารหมดอายุและหลุดออกจากระบบ เพื่อรอการเปิดขึ้นทะเบียนใหม่จากรัฐบาลไทย

“หากรัฐบาลยังไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ แรงงานที่อยู่นอกระบบจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และสุดท้ายก็จะถูกนำไปใช้สร้างวาทกรรมว่าแรงงานข้ามชาติเข้ามาแย่งงานคนไทย ทั้งที่ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่แรงงาน” นายอดิศร กล่าว

ผู้ประสานงาน MWG กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือแรงงานข้ามชาติที่กำลังจะหมดสิทธิอยู่ในระบบในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งมีจำนวนกว่า 1.8 ล้านคน หากรัฐบาลยังใช้แนวทางเดิมที่บังคับให้กลับประเทศก่อนเข้ามาใหม่ ก็จะยิ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับทั้งแรงงานและนายจ้าง

“คำถามสำคัญคือ เมื่อเอกสารหมดอายุ แรงงานเหล่านี้จะต้องกลับประเทศหรือไม่ เพราะหลายคนไม่กล้ากลับ หากไม่มีมาตรการรองรับ ก็จะเกิดปัญหาแรงงานนอกระบบครั้งใหญ่และไทยยังไม่มีอำนาจต่อรองกับรัฐบาลพม่าในหลายเรื่อง โดยเฉพาะกระบวนการจัดทำเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity-CI) ที่ยังมีปัญหาค่าใช้จ่ายสูงและการเรียกเก็บเงินผ่านนายหน้า ทำให้แรงงานจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้”