
เรื่อง ขอให้เร่งจ่ายค่าชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล และเปิดเขื่อนปากมูลตลอดไป เพื่อคืนสายน้ำ คืนชีวิต และคืนความเป็นธรรมให้คนลุ่มน้ำมูน
เรียน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ผู้แทนรับหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี
“วันนี้ ลูกหลานคนหาปลายืนอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่เพราะอยากรื้อฟื้นความขัดแย้ง แต่เพราะอยากให้พ่อแม่ของเราได้เห็นวันที่ความยุติธรรมเดินทางมาถึง”
พวกเราเป็นคนหาปลาริมแม่น้ำมูน เราไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งในชีวิตจะต้องเขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อบอกเล่าความทุกข์ และขอให้รัฐรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเรา
พวกเราไม่เคยต้องการเรียกร้องสิ่งใดที่เกินกว่าสิทธิอันพึงมีของประชาชน เพียงแต่ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา พวกเราสูญเสียแม่น้ำ สูญเสียอาชีพ สูญเสียอาหาร สูญเสียความมั่นคงของครอบครัว และสูญเสียเวลาชีวิตไปกับการรอคอยความเป็นธรรม
วันนี้ พวกเราจึงขอส่งเสียงจากริมฝั่งแม่น้ำมูนไปถึงรัฐบาล ขอให้รับฟังเสียงของคนธรรมดาที่เคยพึ่งพาสายน้ำสายนี้ และขอให้ความทุกข์ของพวกเราได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังเสียที
พวกเราเป็นคนหาปลาริมแม่น้ำมูน
เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเรียกร้องเงินเยียวยา แต่เกิดมาพร้อมกับแม่น้ำ สายน้ำคือบ้าน คือครัว คือที่ทำกิน และคือชีวิตของพวกเรา
เมื่อก่อนพวกเราหาปลาได้ตลอดทั้งปี แม่น้ำมูนมีปลาให้จับทุกฤดูกาล ลูกหลานเติบโตมากับปลาธรรมชาติ ผู้เฒ่าผู้แก่ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร ทุกบ้านแบ่งปันกัน ไม่มีใครร่ำรวย แต่ก็ไม่มีใครอดอยาก เพราะแม่น้ำหล่อเลี้ยงทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม
จนวันที่เขื่อนปากมูลถูกสร้างขึ้น ทุกอย่างก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ปลาเริ่มหาย แม่น้ำเปลี่ยน อาชีพหาย รายได้หาย หลายครอบครัวต้องขายเรือ เลิกเป็นคนหาปลา ออกไปรับจ้างต่างจังหวัด ทิ้งลูกหลานไว้กับปู่ย่าตายาย เพราะแม่น้ำที่เคยเลี้ยงคนทั้งลุ่มน้ำ ไม่สามารถเลี้ยงชีวิตของพวกเราได้เหมือนเดิม
เมื่อก่อน พวกเราหาปลาได้ 12 เดือน แม่น้ำมูนให้ชีวิตแก่พวกเราทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นหน้าแล้ง หน้าน้ำ หรือช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล เรามีความรู้ มีวิถี และมีเครื่องมือที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ เรารู้ว่าช่วงเวลาไหนปลาจะขึ้น ช่วงเวลาไหนควรจับ ช่วงเวลาไหนควรปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นตัว
แต่เมื่อมีเขื่อนปากมูล ชีวิตของคนหาปลาเปลี่ยนไป จากที่เคยหาปลาได้ทั้งปี พวกเราต้องออกมาเรียกร้องให้เปิดเขื่อนเพียง 4 เดือน เพื่อให้ปลาสามารถอพยพกลับมา เพื่อให้พวกเรามีโอกาสกลับไปประกอบอาชีพที่เคยทำ
พวกเรารอคอยวันที่ประตูเขื่อนเปิด เพราะนั่นคือวันที่แม่น้ำเริ่มมีชีวิต ปลาเริ่มกลับมา และครอบครัวของเราพอจะมีความหวัง
แต่เมื่อถึงวันที่มีโอกาสกลับไปหาปลา พวกเรากลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดจากกฎหมายและการควบคุมการทำประมง จนหลายครั้งไม่สามารถใช้โอกาสนั้นเลี้ยงครอบครัวได้ นี่คือความทุกข์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เดิมทีพวกเราสูญเสียแม่น้ำและอาชีพจากการสร้างเขื่อน ต่อมา เมื่อพยายามฟื้นคืนอาชีพด้วยการเปิดเขื่อน พวกเรากลับต้องเผชิญข้อจำกัดอีกชั้นหนึ่ง พวกเราไม่ได้ขอสิทธิพิเศษ พวกเราเพียงขอโอกาสกลับไปทำมาหากินในวิถีที่พวกเราเคยทำ และเลี้ยงดูครอบครัวด้วยอาชีพที่พวกเรารู้จักมาตลอดชีวิต
ความทุกข์ของคนหาปลาลุ่มน้ำมูนจึงไม่ใช่เพียงการสูญเสียปลา แต่คือการถูกพรากโอกาสในการยืนหยัดด้วยตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ความทุกข์ของพวกเราไม่ได้มีเพียงเรื่องรายได้ สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่านั้น คือเขื่อนทำให้คนที่เคยเป็นพี่น้องกัน ต้องหันหน้ามาขัดแย้งกันเอง เมื่อก่อนเราไม่เคยแบ่งว่าใครอยู่หน้าเขื่อน ใครอยู่ท้ายเขื่อน เราเป็นญาติกัน ไปมาหาสู่กัน ลงเรือหาปลาด้วยกัน งานบุญ งานศพ งานแต่งงาน ทุกหมู่บ้านช่วยเหลือกันเหมือนครอบครัวเดียว
แต่เมื่อรัฐสร้างเขื่อนและบริหารจัดการน้ำด้วยการเปิดและปิดประตูระบายน้ำ ชีวิตของคนสองฝั่งแม่น้ำก็ไม่เหมือนเดิมอีก
วันที่เปิดประตูระบายน้ำ คนท้ายเขื่อนพอมีโอกาสจับปลาได้ แต่คนหน้าเขื่อน โดยเฉพาะพี่น้องบ้านหัวเหว่ ได้แต่มองดูปลาว่ายผ่านไปต่อหน้าต่อตา เพราะกระแสน้ำไหลแรงเกินกว่าจะทำประมงได้
วันที่ปิดประตูเขื่อน คนหน้าเขื่อนพอจะมีโอกาสหาปลา แต่คนท้ายเขื่อนก็ต้องรอคอย
จากที่ครั้งหนึ่งแม่น้ำเคยแบ่งปันโอกาสให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม วันนี้นโยบายของรัฐกลับทำให้โอกาสของคนสองฝั่งแม่น้ำไม่เท่ากัน
หลายครั้งการประชุมเรื่องเขื่อนเต็มไปด้วยความเห็นที่แตกต่าง หลายครั้งพี่น้องที่เคยนั่งกินข้าววงเดียวกันต้องถกเถียงกันด้วยความเจ็บปวด ไม่ใช่เพราะเราไม่รักกัน แต่เพราะต่างคนต่างพยายามรักษาปากท้องของครอบครัว
เขื่อนไม่ได้กั้นเพียงสายน้ำ แต่ยังกั้นความสัมพันธ์ของผู้คนที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบ
ในบรรดาชุมชนที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด บ้านหัวเหว่เป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก แก่งบ้านหัวเหว่ถูกระเบิดกลายเป็นร่องน้ำลึก แหล่งอาศัยของปลาหายไป เมื่อเปิดประตูเขื่อน ปลาก็ว่ายผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านแทบไม่มีโอกาสประกอบอาชีพประมงเหมือนในอดีต
หากรัฐบาลจะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม พวกเราขอให้ดูแลพี่น้องบ้านหัวเหว่เป็นกรณีพิเศษ เพราะพวกเขาสูญเสียทั้งฐานทรัพยากร แหล่งทำกิน และโอกาสในการประกอบอาชีพมากกว่าพื้นที่อื่น
ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาหลายคน แต่ความทุกข์ของพ่อแม่พวกเรายังคงอยู่ที่เดิม หลายคนจากไปโดยยังไม่ได้เห็นวันที่ความเป็นธรรมมาถึง
วันนี้ พวกเราจึงฝากความหวังไว้กับรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี ขอให้เป็นรัฐบาลที่ช่วยปิดฉากความทุกข์ที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี ให้พี่น้องคนหาปลาได้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
ขอให้เสียงจากริมแม่น้ำมูนในวันนี้ เดินทางไปถึงหัวใจของรัฐบาล และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่รอคอยมานาน
ตลอด 29 ปีที่ผ่านมา พวกเราต้องพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเราเป็น “คนหาปลา” ทั้งที่เราเกิด เติบโต และใช้ชีวิตอยู่กับแม่น้ำมาตลอด หลายคนจากโลกนี้ไปก่อนจะได้รับความเป็นธรรม หลายคนชราภาพจนเดินทางไปติดต่อราชการไม่ไหว หลายครอบครัวเหลือเพียงลูกหลานที่ต้องสืบทอดการต่อสู้แทนพ่อแม่
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้มีมติรับรองรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 1,632 ครอบครัว นั่นหมายความว่ารัฐได้ยอมรับแล้วว่า พวกเราได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูลจริง จึงไม่มีเหตุผลใดอีกที่จะปล่อยให้การจ่ายเงินเยียวยาล่าช้าต่อไป
ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเราไม่ได้เพียงต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำ แต่พวกเรายังต้องต่อสู้กับระยะเวลาที่ยาวนานของการพิสูจน์สิทธิ มีพี่น้องผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูลจำนวน 3,038 คน ที่เคยยื่นขอรับการเยียวยา
แต่เมื่อเวลาผ่านไป กระบวนการที่ยืดเยื้อยาวนาน ทำให้วันนี้เหลือผู้ที่ได้รับการรับรองจำนวน 1,632 ครอบครัว
ตัวเลขที่ลดลงนี้ ไม่ได้หมายความว่าความทุกข์ของพวกเราลดลง แต่มันหมายถึงชีวิตของผู้คนที่รอคอยความเป็นธรรมมาอย่างยาวนาน บางคนจากไปก่อนที่จะได้เห็นวันที่รัฐยอมรับความจริง บางคนชราภาพจนไม่มีกำลังเดินทางไปต่อสู้ บางคนต้องฝากความหวังไว้กับลูกหลาน พวกเราไม่ได้อยากให้ความยุติธรรมมาถึงหลังจากที่คนที่ได้รับความเสียหายไม่มีโอกาสได้เห็นมัน
วันนี้ เมื่อรัฐได้รับรองแล้วว่าพวกเราได้รับผลกระทบจริง พวกเราจึงขอให้ขั้นตอนต่อไป อย่าได้กลายเป็นการรอคอยอีกครั้ง ขอให้การจ่ายเงินเยียวยาเกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้คนที่ยังอยู่ ได้มีโอกาสตั้งหลักชีวิต เพื่อให้ลูกหลานไม่ต้องรับช่วงความเจ็บปวดนี้ต่อไป
วันนี้เศรษฐกิจของประเทศยากลำบาก ค่าครองชีพสูง หนี้สินเพิ่มขึ้น คนหาปลาหลายครอบครัวไม่มีรายได้ประจำ
เงินเยียวยาที่พวกเรารอคอย ไม่ใช่เงินรางวัล ไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่เป็นการชดใช้ต่อความเสียหายที่เกิดจากนโยบายของรัฐ เป็นเงินที่จะช่วยให้ครอบครัวได้ซื้อข้าว ซื้อยา ส่งหลานเรียนหนังสือ และประคับประคองชีวิตให้เดินหน้าต่อไปได้
ขณะเดียวกันหากรัฐยังบริหารเขื่อนในรูปแบบเดิม ความทุกข์ก็จะดำเนินต่อไปไม่รู้จบ การเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลอย่างถาวร จะช่วยคืนเส้นทางอพยพของปลา ฟื้นฟูระบบนิเวศ คืนความมั่นคงทางอาหาร และคืนโอกาสให้คนหาปลากลับมายืนด้วยลำแข้งของตัวเองอีกครั้ง
พวกเราไม่ได้เรียกร้องสิ่งที่เกินกว่าหน้าที่ของรัฐ พวกเราเพียงขอให้รัฐบาลทำในสิ่งที่ควรทำ
ประการแรก เร่งจ่ายค่าชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและทายาทโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรอความยุติธรรมไปตลอดชีวิต
ประการที่สอง เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลอย่างถาวร เพื่อคืนแม่น้ำให้ไหลตามธรรมชาติ คืนปลา คืนอาหาร คืนอาชีพ และคืนอนาคตให้ลูกหลานของพวกเรา
ประการที่สาม กำหนดมาตรการเยียวยาพี่น้องบ้านหัวเหว่เป็นกรณีพิเศษ เพราะเป็นชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำและการสูญเสียแหล่งทำกินอย่างรุนแรงที่สุด
ประการที่สี่ เปิดโอกาสให้ประชาชนในลุ่มน้ำมูนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของแม่น้ำ และนำบทเรียนจากเขื่อนปากมูลไปทบทวนโครงการเขื่อนใหม่ทุกแห่ง เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นกับชุมชนอื่นอีก
ประการที่ห้า ขอให้รัฐบาลนำบทเรียนจากเขื่อนปากมูลไปใช้ในการกำหนดนโยบายด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ และยุติการผลักดันโครงการเขื่อนใหม่บนแม่น้ำโขง
พวกเราไม่อยากเห็นความทุกข์ที่พวกเราเผชิญมาตลอด 36 ปี ต้องเกิดขึ้นกับพี่น้องริมแม่น้ำโขงหรือชุมชนใดในประเทศไทยอีก
พวกเราเคยสูญเสียปลา สูญเสียอาชีพ สูญเสียความมั่นคงทางอาหาร สูญเสียความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน และสูญเสียเวลาทั้งชีวิตไปกับการรอคอยความเป็นธรรม ความสูญเสียเหล่านี้ไม่ควรถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป
พวกเราจึงขอร้องรัฐบาลด้วยความจริงใจว่า ขอได้โปรดหยุดการผลักดันโครงการเขื่อนใหม่บนแม่น้ำโขง และทบทวนนโยบายการพัฒนาเขื่อนทุกโครงการ โดยใช้บทเรียนจากเขื่อนปากมูลเป็นเครื่องเตือนใจว่า การพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่แลกมาด้วยการทำลายวิถีชีวิตของประชาชน ระบบนิเวศ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
ขอให้ความเจ็บปวดของพวกเรา เป็นบทเรียนสุดท้าย และอย่าให้มีชุมชนใดต้องใช้เวลาหลายสิบปีเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมเช่นเดียวกับที่พวกเราเผชิญมา
“หากรัฐบาลได้เรียนรู้จากความทุกข์ของพวกเรา ความทุกข์นี้ก็จะไม่สูญเปล่า แต่หากรัฐยังเดินหน้าสร้างเขื่อนใหม่ ความเจ็บปวดของปากมูลก็จะกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมครั้งต่อไป”
ท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ
พวกเราไม่ได้อยากส่งต่อความขัดแย้งให้ลูกหลาน แต่อยากส่งต่อแม่น้ำที่ยังมีปลา มีอาหาร และมีความหวัง
ขอให้รัฐบาลตัดสินใจในวันนี้ เพื่อให้คนลุ่มน้ำมูนไม่ต้องรอความยุติธรรมไปอีกหลายสิบปี
ขอให้การจ่ายเงินเยียวยาและการเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลอย่างถาวร เป็นจุดเริ่มต้นของการสมานแผลที่ยาวนานที่สุดแผลหนึ่งของสังคมไทยและเป็นการคืนศักดิ์ศรีให้แก่ประชาชนผู้เฝ้ารอความเป็นธรรมมาตลอดกว่า 36 ปี
หมายเหตุ-ระหว่างการจัดงานรวมพลคนกินปลา แม่น้ำมูล-โขง ที่บริเวณท่าหาปลาริมแม่น้ำมูลบ้านวังสะแบงใต้ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี วันที่ 8 สิงหาคม 2569 ชาวบ้านได้ร่วมกันอ่านจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี