Search

เศรษฐกิจชุมชนคึกคักหลังเปิดเขื่อนปากมูนเสนอนายกฯอนุทินยกประตูเขื่อนตลอดปี-ชาวบ้านเผย 36 ปีแห่งความทุกข์ยาก-เกิดความแตกแยกชนิดไม่เผาผีกัน-จัดงานรวมพลคนกินปลาคึกคัก-ปลาอพยพเข้าแม่น้ำ-ชาวประมง/แม่ค้าปลายิ้มได้-รายได้เพิ่มวันละนับพันบาท

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ที่บริเวณท่าเรือหาปลาริมแม่น้ำมูนบ้านวังสะแบงใต้ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ชาวบ้านปากมูนได้ร่วมกันจัดงาน “รวมพลคนกินปลาแม่น้ำมูน-โขง” โดยมีนายสุริยัน วรรณวงศ์ ประมงจังหวัดอุบลราชธานี เป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเปิดงาน ซึ่งมีชาวบ้านประมาณ 200 คนเข้าร่วม ทั้งนี้แม่น้ำมูนบริเวณนี้มีชาวบ้านกำลังหาปลากันอย่างคึกคักภายหลังจากที่เปิดตูเขื่อนเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา

แม่สมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูนกล่าวรายงานว่า มีชาวบ้าน 55 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล สำหรับคนหาปลาการเปิดประตูเขื่อนไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลานาน ในวันนี้ในที่สุดแม่น้ำก็กลับมาไหลเวียนเมื่อประตูเขื่อนเปิด ทำให้ปลาได้ไว้แหวกว่ายทวนน้ำขึ้นมาขยายพันธุ์ ที่สำคัญคือคนหาปลาอย่างพวกเราได้หาปลาเลี้ยงชีพ การจัดงานวันนี้จึงเกิดจากความตั้งใจของชาวบ้าน 55 หมู่บ้าน เพื่อปกป้องสายน้ำให้แม่น้ำมูนและแม่น้ำโขงให้กลับมาเป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืน

นายสุริยัน วรรณวงศ์ ประมงจังหวัด กล่าวเปิดงานว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด(ผวจ.)ติดภารกิจจึงได้มอบให้มอบรอง ผวจ.แต่รอง ผวจ.ติดภารกิจจึงได้มอบให้ตนเป็นประธาน ซึ่งการจัดงานกินปลาครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่ง เพราะมีการจัดงานกินปลากันหลายครั้งใน อ.โขงเจียม ขณะนี้หลากหลายพื้นที่ในลุ่มน้ำมูลและแม่น้ำโขงมีวิถีชีวิตของคนหาปลาหล่อเลี้ยงตั้งแต่บรรพบุรุษ จากรุ่นสู่รุ่นถึงปัจจุบัน แต้สภาพสัตว์น้ำลดลงเรื่อย ๆ จากหลายปัจจัย โดยปีนี้ปลาแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูน ชาวประมงบอกว่าจับปลาได้มากขึ้น

จากนั้นได้มีการอ่านจาดหมายจากคนหาปลาถึงนายกรัฐมนตรีโดยมีเนื้อหาระบุว่า “พวกเราไม่เคยต้องการเรียกร้องสิ่งใดที่เกินกว่าสิทธิอันพึงมีของประชาชน เพียงแต่ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา พวกเราสูญเสียแม่น้ำ สูญเสียอาชีพ สูญเสียอาหาร สูญเสียความมั่นคงของครอบครัว และสูญเสียเวลาชีวิตไปกับการรอคอยความเป็นธรรม จึงขอส่งเสียงจากริมฝั่งแม่น้ำมูนไปถึงรัฐบาล”

“เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเรียกร้องเงินเยียวยา แต่เกิดมาพร้อมกับแม่น้ำ สายน้ำคือบ้าน คือครัว คือที่ทำกิน และคือชีวิตของพวกเรา เมื่อก่อนพวกเราหาปลาได้ตลอดทั้งปี แม่น้ำมูนมีปลาให้จับทุกฤดูกาล ลูกหลานเติบโตมากับปลาธรรมชาติ ผู้เฒ่าผู้แก่ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร ทุกบ้านแบ่งปันกัน ไม่มีใครร่ำรวย แต่ก็ไม่มีใครอดอยาก เพราะแม่น้ำหล่อเลี้ยงทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม จนวันที่เขื่อนปากมูลถูกสร้างขึ้น ทุกอย่างก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป”จดหมายระบุ

จดหมายระบุว่า พวกเราไม่ได้เรียกร้องสิ่งที่เกินกว่าหน้าที่ของรัฐ พวกเราเพียงขอให้รัฐบาลทำในสิ่งที่ควรทำ 1.เร่งจ่ายค่าชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและทายาทโดยเร็วที่สุด 2.เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลอย่างถาวร เพื่อคืนแม่น้ำให้ไหลตามธรรมชาติ คืนปลา คืนอาหาร คืนอาชีพ และคืนอนาคตให้ลูกหลานของพวกเรา 3.กำหนดมาตรการเยียวยาพี่น้องบ้านหัวเหว่เป็นกรณีพิเศษ เพราะเป็นชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำและการสูญเสียแหล่งทำกินอย่างรุนแรงที่สุด

4.เปิดโอกาสให้ประชาชนในลุ่มน้ำมูนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของแม่น้ำ และนำบทเรียนจากเขื่อนปากมูนไปทบทวนโครงการเขื่อนใหม่ทุกแห่ง

(อ่านรายละเอียดได้ใน https://www.facebook.com/share/p/1FHVd51MFs )

หลังจากนั้นได้มีการเชิญผู้เฒ่าผู้แก่ที่ร่วมต่อสู้มายาวนานออกมายืนยันการต่อสู้ต่อไป ปรากฏว่ามีผู้สูงอายุ 13 คนซึ่งมีอายุสูงสุด 89 ปี ต่ำสุด 73 ปี ออกมาปรากฏตัว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าสู้มา 36 ปีผ่านมาหลายชั่วอายุคน

หลังจากนั้นมีการเสวนา “เปิดเขื่อน คืนปลา คืนแม่น้ำ : วิถีชีวิตและความมั่นคงทางอาหารของคนลุ่มน้ำมูน-โขง” โดยแม่สมปอง เวียงจันทร์กล่าวว่า ตนต่อสู้ด้วยใจมาโดยตลอดและเอาชีวิตแลกกับแม่น้ำสายนี้เพราะ 36 ปีต้องต่อสู้เพื่อให้เปิดประตูเขื่อน บางคนอยากให้ปิด บางคนอยากให้เปิด สร้างความลำบากใจ แต่การสร้างเขื่อนส่งผลกระทบต่อคนหาปลาซึ่งตนฝังใจกับการต่อสู้เพื่อให้ความเป็นจริงปรากฏ

แม่ผา กองธรรม ตัวแทนเขื่อนราษีไศล กล่าวว่าการปิดเขื่อนปากมูนไม่ใช่กระทบแค่ชาวปากมูนแต่กระทบถึงชาวบ้านตลอดลำน้ำ เพราะแม่น้ำคือสายชีวิตของชาวบ้าน ปลาแหวกว่ายจากปากแม่น้ำเข้าไปตลอดลำน้ำ น้ำ การปิดกั้นแม่น้ำเป็นขั้นๆ ได้สร้างอ่างเก็บน้ำขึ้นใหม่เป็นสนม (วัชพืชน้ำ) ที่สำคัญชุมชนแตกร้าวความสามัคคีกันทั้งในครอบครัวและชุมชน มีทั้งคนไม่เห็นด้วยและเห็นด้วย ถึงขนาดไม่ยอมให้เผาศพกัน

พ่อวัย ป้องพิมพ์ ชาวบ้านตามุยกล่าวว่า ปัญหาน้ำโขงบ้านตามุย กำลังจะถูกทำลายจากโครงการสร้างเขื่อนบ้านกุ่มซึ่งเริ่มมีการสำรวจแล้วโดยอาชีพหาปูหาปลายากลำบากมาก โดยมีการการจับปลาที่ทำลาย เช่น ช๊อตปลา ทำความเสียหายซึ่งต้านยาก ทำอย่างไรเราจะต้องร่วมมือกัน

“เขื่อนเรียกชื่อใหม่ว่า เขื่อนสาละวัน ถ้าสร้างแล้วบ้านตามุยจะอยู่ไม่ได้ ป่าเราก็อยู่ไม่ได้ อยากให้พี่น้องในขบวนเครือข่ายของพวกเราให้ไปช่วยเหลือ ถ้าเขื่อนสร้างขึ้นเราจะไปอยู่ที่ไหน หลังบ้านก็เป็นเขตป่ายังคิดว่าจะต้องต่อสู้และต้องชวนกันทั้งแม่ผา แม่สมปองให้ไปช่วยร่วมกันต่อสู้”พ่อวัย กล่าว

ดร.ชัยวุฒิ กรุดพันธ์ นักวิชาการภาควิชาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า แม่น้ำมูน เป็นเส้นเลือดสำคัญในอีสานใต้ ปลาอีตู๋มีบทบาทสำคัญในระดับสากล มีการเคลื่อนย้ายจากภาคเหนือเขมร ผ่านน้ำตกในพรมแดนเขมรและลาว และมีงานวิจัยจากชุมชนที่ผ่านลาว ดูว่าผ่านเมืองชะนะสมบูนมาถึงปากมูล ขณะที่ราษีไศลเป็นบุ่งทามแหล่งเพาะพันธุ์ปลา แม่น้ำเป็นโครงข่ายเส้นเลือด แม่น้ำสายเล็กมีบทบาทพอๆกับแม่น้ำโขง ความสัมพันธ์ของการเคลื่อนย้ายในระดับฤดูกาลของปลาหลายชนิด

ดร.ชัยวุฒิกล่าวว่า มีรายงานของกรมประมงในปี 2010-2014 เรื่องการเคลื่อนย้ายของปลาบึก พื้นที่อุบลฯจากบ้านเวินบึก – เขมราฐ เป็นพื้นที่สำคัญมีการเคลื่อนย้ายมากมาย พื้นที่น้ำท่วม พื้นที่สัตว์น้ำหลายชนิด เป็นพื้นที่มีการจัดการและเริ่มมีผลกระทบ น่าสนใจคือพบว่าปลาหมากผางหรือที่เรียกว่าปลาทูน้ำจืดมากขึ้น เพราะมีระยะเวลาที่ปลาชนิดนี้หายไประยะหนึ่ง ล่าสุดพบว่าปลาชนิดนี้ผ่านขึ้นไปที่ราษีไศลได้ น่าสนใจว่าทำไมปลาหมากผางถึงกลับมาและเดินทางไปถึงไหนย้าง

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ กล่าวว่า เขื่อนปากมูลอายุเกินความคุ้มค่าเพราะอายุ 35 ปีแล้ว โดยความคุ้มค่าคือ 25 ปี คอนกรีตที่ทำหมดอายุโดยสภาพ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราเห็นว่ามีผู้สูญเสียจากการต่อสู้มากมาย ชาวบ้านได้ยื่นข้อเรียกร้องที่สร้างความชอบธรรมามาโดยตลอด เพราะผลกระทบอันเกิดจากการสร้างเขื่อนซึ่งรัฐต้องรับผิดชอบ แม้เปลี่ยนรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่า แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่เคยเปลี่ยน ดังนั้นชาวบ้านจึงต้องกระทุ้งต่อไป

“การเปิดเขื่อนที่ช้า มีผลกระทบแน่นอน จริงๆเมื่อถึงเวลาเปิดก็ควรเปิด การบริหารจัดการลุ่มน้ำตอนบนจะต้องสัมพันธ์กัน ข้อเรียกร้องอะไรก็ตาม รัฐบาลทำช้ามาก”นายหาญณรงค์ กล่าว

ทั้งนี้ภายในงานผู้เฒ่าผู้แก่ได้ร่วมกันทำพิธีบายสืบชะตามแม่น้ำมูน ขณะที่ น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.พรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางมารับจดหมายจากชาวบ้าน พร้อมยืนยันว่าจะเป็นตัวกลางส่งต่อปัญหาให้ถึงผู้ที่เกี่ยวข้องผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามชาวประมงที่กำลังหาปลา พบว่าช่วงนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละไม่น้อยกว่า 1 พันบาท ขณะที่แม่ค้ารับซื้อปลามีรายได้วันละนับหมื่นบาท สร้างความคึกคักให้กับเศรษฐกิจชุมชนเป็นอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามชาวประมงที่กำลังหาปลา พบว่าช่วงนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละไม่น้อยกว่า 1 พันบาท ขณะที่แม่ค้ารับซื้อปลามีรายได้วันละนับหมื่นบาท สร้างความคึกคักให้กับเศรษฐกิจชุมชนเป็นอย่างมาก