
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 สำนักข่าว Radio Free Asia (RFA) รายงานข่าวภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า การก่อสร้างเขื่อนปากแบง (Pak Beng Dam) ซึ่งเป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่แห่งใหม่บนแม่น้ำโขงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาว ได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยโครงการนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทลงทุนของจีนกับบริษัทพลังงานจากประเทศไทย มีกำลังการผลิตติดตั้ง 912 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละ 4,775 กิกะวัตต์ชั่วโมง พื้นที่ก่อสร้างเขื่อนปากแบงอยู่ห่างจากพรมแดนไทย ที่แก่งผาได อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ประมาณ 97 กม.
“การก่อสร้างได้เริ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ แล้ว” ไบรอัน อายเลอร์ (Brian Eyler) ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แห่งสถาบันคลังสมอง Stimson Center ในกรุงวอชิงตัน ให้สัมภาษณ์กับ RFA เขาระบุว่า ในทางเศรษฐกิจ เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำสร้างรายได้ให้ลาวผ่านการขายไฟฟ้าให้ไทย เวียดนาม และกัมพูชา ทำให้ประเทศมีรายได้เงินตราต่างประเทศ ซึ่งมีเสถียรภาพมากกว่าค่าเงินกีบของลาว
ภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม แสดงให้เห็นการก่อสร้างคันดินและหินขนาดใหญ่ปิดลำน้ำบริเวณโค้งแม่น้ำ เพื่อเบี่ยงทิศทางการไหลของน้ำและสร้างพื้นที่แห้งสำหรับงานก่อสร้าง ภายในพื้นที่ดังกล่าวพบการขุดเจาะและเตรียมฐานรากของโครงสร้างเขื่อน
บรูซ ซองฮัก ชุง (Bruce Songhak Chung) นักวิจัยอาวุโสจาก Korea Institute for Security Strategy กรุงโซล กล่าวว่า ภาพถ่ายยังแสดงให้เห็นรถบรรทุกและรถขุดจำนวนมากกำลังขุดชั้นหินและตะกอนในท้องน้ำ เพื่อปรับระดับพื้นที่สำหรับฐานรากเขื่อน ภาพถ่ายยังบ่งชี้ถึงการเริ่มก่อสร้างอาคารโรงไฟฟ้า ทางระบายน้ำล้น (spillway) รวมถึงงานฐานรากของประตูเดินเรือ (ship lock) และทางผ่านปลา (fish passage) ซึ่งออกแบบไว้เพื่อให้เรือและสัตว์น้ำสามารถผ่านเขื่อนได้หลังโครงการแล้วเสร็จ
จันดาลี เหมา (Chandaly Mao) เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) ให้สัมภาษณ์กับ RFA ว่า ขณะนี้ยังเป็นเพียงงานเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง ส่วนงานก่อสร้างหลักจะเริ่มในเดือนตุลาคม 2569 หลังสิ้นสุดฤดูฝน ซึ่งงานระยะแรกจะเริ่มจากการก่อสร้างเขื่อนชั่วคราว (cofferdam) เพื่อเบี่ยงน้ำ และผู้พัฒนาโครงการคาดว่าจะสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2576
ในขณะเดียวกัน เขื่อนหลวงพระบาง ซึ่งอยู่ท้ายน้ำลงมา มีความคืบหน้าก่อสร้างแล้วมากกว่า 70% และคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2573
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา พม่าและลาวยังได้ลงนามความตกลงร่วมกันเพื่อพัฒนาเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงสายประธาน กำลังผลิต 2,790 เมกะวัตต์ บริเวณพรมแดนลาว-พม่า เหนือสามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย และจะเป็นหนึ่งในเขื่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่มีการวางแผนก่อสร้างบนแม่น้ำโขง
ภายใต้รูปแบบการลงทุนดังกล่าว ในสปป.ลาว บริษัทก่อสร้างต่างชาติจะถือครองสิทธิในเขื่อน (สัมปทาน) เป็นระยะเวลาประมาณ 20-30 ปี พร้อมรับรายได้จากการผลิตไฟฟ้า ขณะที่รัฐบาลลาวได้รับภาษีและค่าภาคหลวง ก่อนที่กรรมสิทธิ์จะโอนกลับเป็นของรัฐบาลเมื่อสิ้นสุดสัญญา ผู้มีบทบาทสำคัญจำนวนมากเป็นบริษัทจีนหรือได้รับการสนับสนุนจากจีน ทำให้เกิดข้อกังวลว่า รูปแบบดังกล่าวอาจทำให้ลาวตกอยู่ในกับดักหนี้ และพึ่งพาเจ้าหนี้จีนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม MRC กล่าวว่า การตัดสินใจพัฒนาเขื่อนเป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐบาล สปป.ลาว พร้อมระบุว่า รูปแบบการเดินเครื่องของเขื่อนขึ้นอยู่กับสัญญาสัมปทานและสัญญาซื้อขายไฟฟ้า จึงควรเปิดโอกาสให้สามารถปรับกฎการเดินเครื่องเพื่อวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมได้ในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้เขื่อนจะสร้างรายได้จากการส่งออกไฟฟ้า โดยเฉพาะไปยังประเทศไทย แต่ชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้เขื่อนกลับได้รับประโยชน์เพียงเล็กน้อย ขณะที่ต้องแบกรับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมทั้งในพื้นที่และท้ายน้ำ ซึ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีการสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นตามลำน้ำ MRC ระบุว่ามีประเด็นหลัก 4 ด้านที่น่ากังวล ได้แก่ การกักเก็บตะกอน การอพยพของปลา การเปลี่ยนแปลงระบอบการไหลของแม่น้ำ และผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อชุมชนที่พึ่งพาการประมง ซึ่งการอพยพของปลาเป็นประเด็นที่น่ากังวลเป็นพิเศษ ทั้งปลาที่ว่ายทวนน้ำเพื่อวางไข่ และไข่ปลาหรือลูกปลาที่ต้องล่องตามกระแสน้ำผ่านอ่างเก็บน้ำซึ่งมีการไหลช้าลง
ไบรอันกล่าวว่า แม้บางเขื่อนจะสร้างบันไดปลา (fish ladder) แต่ระบบดังกล่าวกลับใช้งานได้ไม่ดี ส่งผลให้ทรัพยากรประมงอยู่ในภาวะวิกฤต ทั้งที่ประชาชนจำนวนมากยังพึ่งพาปลาเป็นทั้งแหล่งอาหารและรายได้
ข้อมูลจาก Mekong Dam Monitor ของ Stimson Center ระบุว่า ทรัพยากรประมงตลอดแนวแม่น้ำโขงในประเทศลาวกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณสามเหลี่ยมทองคำซึ่งเป็นพื้นที่บรรจบของพรมแดนลาว พม่า และไทย มีหลายหมู่บ้านที่แทบกลายเป็นหมู่บ้านร้าง หลังจากปริมาณปลาลดลงอย่างรุนแรง
ชุงกล่าวว่า เขื่อนยังทำหน้าที่กักเก็บตะกอนและธาตุอาหารที่ควรไหลลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำ ซึ่งอาจเร่งการกัดเซาะพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม ส่งผลให้พื้นที่เกษตรลดลงและประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรถดถอย นอกจากนี้ การระบายน้ำจำนวนมากในช่วงเวลาสั้น ๆ ยังอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ท้ายน้ำ ขณะที่ประชาชนในหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากทั้งการก่อสร้างและน้ำท่วมอาจต้องอพยพออกจากพื้นที่ สูญเสียทั้งที่อยู่อาศัยและแหล่งทำกิน
“แทบไม่มีกรณีที่ผู้คนซึ่งอาศัยอยู่รอบเขื่อนได้รับประโยชน์จากเขื่อนอย่างแท้จริง” ไบรอันกล่าว “โดยทั่วไป คนเหล่านี้เป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนของโครงการ ขณะที่ผู้ได้รับประโยชน์กลับเป็นผู้คนที่อยู่ห่างไกล”