Search

“รศ.อนุสรณ์” ชี้การลงทุนในพม่ายัง “เสี่ยง”หากยังไม่ฟื้นฟูประชาธิปไตย-เตือนรัฐบาลกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนไม่ควรปล่อยให้เอกชนเข้าไปลงทุนอย่างเสรีกลายเป็นแหล่งรายได้นำไปซื้ออาวุธปราบปรามประชาชน

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม รศ..อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเยือนประเทศไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมาระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยได้มีการพบปะกับกลุ่มนักธุรกิจและเจ้าสัวของไทย ว่าภาคธุรกิจและกลุ่มทุนไทยไม่ควรมองการลงทุนในเมียนมาเพียงในมิติของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ควรมีบทบาทในการผลักดันให้เมียนมาฟื้นฟูประชาธิปไตยและเปิดกระบวนการเจรจาเพื่อสันติภาพ เนื่องจากการเข้าไปลงทุนในประเทศที่ยังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและสงครามกลางเมือง รวมถึงอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากหลายประเทศ อาจทำให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งด้านกฎหมาย การเงิน และมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ และสิ่งที่ควรทำคือ ต้องพยายามกดดันให้พม่าฟื้นฟูประชาธิปไตย แล้วก็ให้เกิดกระบวนการเจรจาหารือเพื่อสันติภาพ

รศ.อนุสรณ์ กล่าวว่า หากสถานการณ์ในเมียนมายังไม่สามารถนำไปสู่สันติภาพและการฟื้นฟูประชาธิปไตยได้ การเข้าไปลงทุนหรือทำธุรกิจในเมียนมาย่อมมีความเสี่ยงตามมา รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้เป็นเพียงเรื่องของการตัดสินใจของภาคเอกชนแต่ละบริษัท หากแต่รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเข้ามากำหนดนโยบายและกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อให้การลงทุนของบริษัทไทยในเมียนมาไม่กลายเป็นช่องทางสนับสนุนรัฐบาลทหาร โดยเฉพาะการลงทุนหรือธุรกิจที่อาจทำให้รัฐบาลทหารมีทรัพยากรเพิ่มขึ้น และนำทรัพยากรเหล่านั้นไปใช้ในการปราบปรามประชาชนหรือก่อความรุนแรงต่อประชาชนในพื้นที่ขัดแย้ง

“รัฐบาลต้องมีนโยบาย มีแนวทางให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ว่า การดำเนินการในพม่าจะต้องเป็นการลงทุนในลักษณะไหนที่ไม่ไปส่งเสริมให้ระบอบการปกครองแบบเผด็จการอำนาจนิยมมีทรัพยากรที่จะไปปราบปรามประชาชน หรือก่อความรุนแรงมากขึ้น” สส.ปชน.กล่าว

รศ.อนุสรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลควรมีหลักเกณฑ์ในการแยกประเภทของการลงทุนอย่างชัดเจน เพราะการลงทุนแต่ละประเภทมีผลกระทบแตกต่างกัน การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับมนุษยธรรม การศึกษา หรือสาธารณสุข อาจมีความจำเป็นและมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยตรง ขณะที่การลงทุนบางประเภทอาจมีความเสี่ยงในการส่งผ่านรายได้ ทรัพยากร หรือผลประโยชน์ไปยังรัฐบาลทหาร จึงจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายกรณีว่าการลงทุนลักษณะใดควรได้รับการส่งเสริม และการลงทุนลักษณะใดควรมีมาตรการควบคุมหรือไม่ควรสนับสนุน

“ถ้าสมมติว่ามันเป็นการลงทุนที่เกี่ยวกับมนุษยธรรม การศึกษา สาธารณสุข ก็ไม่มีประเด็น แต่ถ้าไปทำอะไรบางอย่าง แล้วมันกลายเป็นทรัพยากรให้กับรัฐบาลเผด็จการทหารมากขึ้น ก็ต้องมาดูว่าสมควรจะส่งเสริมให้มีการลงทุนหรือไม่ ภาคการเงินก็จำเป็นต้องมีกรอบกำกับที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะธนาคารหรือสถาบันการเงินของไทยที่เข้าไปทำธุรกิจในเมียนมา ควรมีมาตรการป้องกันไม่ให้สินเชื่อหรือธุรกรรมทางการเงินถูกนำไปใช้ในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ หรือสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงและการปราบปรามประชาชนต้องมีกรอบในการดำเนินงานว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้”ดร.อนุสรณ์ กล่าว

รศ.อนุสร กล่าวอีกว่า ผลประโยชน์จากการลงทุนจะตกถึงประชาชนเมียนมาหรือไม่ หรือจะกลายเป็นทรัพยากรที่ช่วยให้รัฐบาลทหารสามารถดำรงอำนาจและปราบปรามประชาชนต่อไป หากรายได้และผลประโยชน์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจายไปสู่ประชาชน แต่กลับกลายเป็นเงินที่ช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับรัฐบาลทหาร ก็เท่ากับว่าการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจมีส่วนช่วยให้ระบอบอำนาจนิยมสามารถดำรงอยู่และกดขี่ประชาชนต่อไปได้

“การให้ความชอบธรรมหรือการรับรองรัฐบาลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเลือกตั้งที่อยู่ภายใต้อำนาจของกองทัพ อาจกลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับสิ่งที่สืบทอดอำนาจ มากกว่าจะนำไปสู่การแก้ไขวิกฤตอย่างแท้จริงเพราะ การรับรองหรือสนับสนุนระบอบที่สืบทอดอำนาจจากกองทัพไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาได้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามกลางเมือง การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ หรือการค้าอาวุธสงคราม เพราะต้นตอของปัญหาเหล่านี้ยังคงเชื่อมโยงกับความขัดแย้งและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองภายในเมียนมา” สส.ปชน. กล่าว

สส.ปชน. กล่าวว่า รัฐบาลไทยสามารถแสดงบทบาทมากกว่าการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลทหาร โดยควรใช้สถานะของไทยในการเป็นประเทศเพื่อนบ้านและสมาชิกอาเซียน เปิดพื้นที่สำหรับการพูดคุยระหว่างคู่ขัดแย้ง และผลักดันให้เกิดกระบวนการเจรจาที่นำไปสู่การหยุดยิง สันติภาพ และการกลับคืนสู่กระบวนการประชาธิปไตย และสังคมไทยต้องร่วมกันทำให้เกิดสันติภาพและประชาธิปไตยในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทุกประเทศ

“การมีพรมแดนติดต่อกันยาวมาก จำเป็นต้องเจรจากัน ต้องมีความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุนต่อกัน อย่างไรก็ตาม ภายใต้ระบอบการกดขี่ของเผด็จการทหารเมียนมา ประเทศไทยต้องตั้งประเด็นว่า เรากำลังทำธุรกิจกับใคร ผลประโยชน์และเงินเม็ดจากการลงทุน การค้า กำลังไหลไปที่ไหน ? ต้องให้กระจายไปยังประชาชนส่วนใหญ่ ถ้าไม่มีกลไกหรือระบบที่ดี ต้องดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง ต้องให้ผลประโยชน์เหล่านี้จะตกถึงประชาชนเมียนมา ต้องป้องกันไม่ให้เม็ดเงินกลับไปหล่อเลี้ยงโครงสร้างอำนาจและขีดความสามารถของกองทัพให้ดำเนินสงครามต่อไป และ สร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบการปกครองกดขี่ ภาครัฐและภาคธุรกิจไทยต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะบริษัทหรือกลุ่มธุรกิจที่มีข้อกล่าวหาหรือความเชื่อมโยงกับกองทัพเมียนมา รัฐบาลและภาคธุรกิจไทยต้องทำ Enhanced Due Diligence ให้รัดกุมเข้มข้นกว่าการทำธุรกิจในสถานการณ์ปกติ”รศ.อนุสรณ์ กล่าว