
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากมีการเผยแพร่ผลตรวจพืชผักผลไม้ของสำนักงานเกษตรอำเภอแม่อายร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำกก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ซึ่งพบสารโลหะหนักปนเปื้อนเกินมาตรฐานหลากหลายชนิดได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากไม่มีการแจ้งเตือนประชาชนเพื่อให้รับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
นายวรชิต ดำรงวรากุล เกษตรกรบ้านสบงาม ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกกมีความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพและการปนเปื้อนของสารหนูในแม่น้ำมากขึ้น แม้ในช่วงแรกชาวบ้านจะมีความกังวลในระดับสูง แต่ปัจจุบันหลายคนเริ่มปรับตัว โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำกกในการปลูกพืชผักเพื่อบริโภค เมื่อก่อนชาวบ้านกังวลมาก แต่ว่าตอนนี้ชาวบ้านรู้แล้วว่าต้องดูแลตัวเองยังไง เรื่องผักเรื่องอะไรที่เราปลูกไว้กินเองพยายามจะไม่ใช้แม่น้ำกกแล้ว ยิ่งช่วงนี้เป็นหน้าฝน แล้วเรามีแหล่งน้ำลำห้วยบนดอยที่ไหลจากบนดอยมา เราใช้ท่อต่อมาเอง ใช้ทดแทนน้ำกกเมื่อก่อน
นายวรชิตกล่าวว่า ผลกระทบที่เห็นชัดคือเกษตรกรที่อยู่ติดกับแม่น้ำกกเริ่มลดหรือหยุดการเพาะปลูก เนื่องจากกังวลว่าสารหนูจะปนเปื้อนในผลผลิต โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ชาวบ้านเกรงว่าปริมาณสารปนเปื้อนจะเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังมีความกังวลจากกรณีที่ผ่านมา ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรบางชนิด เช่น ข้าวโพดหวานและกระเจี๊ยบ ถูกปฏิเสธหรือไม่สามารถจำหน่ายได้ หลังมีการตรวจพบความกังวลเรื่องสารปนเปื้อน
“เกษตรกรที่อยู่ริมแม่น้ำกกจริงๆ ช่วงนี้เขาเลิกปลูกกันแล้ว เลิกปลูกผลผลิตเยอะแล้ว เพราะกังวล หน้าฝนกลัวว่าสารหนูมันจะเยอะ อย่างข่าวครั้งที่แล้วที่ว่าปลูกข้าวโพดหวาน ปลูกกระเจี๊ยบ อะไรขายไม่ออก โดนแบน” นายวรชิตกล่าว
เกษตรกรท่าตอนรายนี้ กล่าวว่า ที่ปัญหาสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านสับสนในขณะนี้คือข้อมูลจากมหาวิทยาลัยและข้อมูลจากหน่วยงานรัฐไม่ตรงกัน โดยบางมหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่ลงพื้นที่ตรวจสอบพบการปนเปื้อนของสารหนูในระดับสูง ขณะที่ภาครัฐยังยืนยันว่าค่าที่ตรวจพบอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและยังไม่ถึงระดับที่เป็นอันตราย ทำให้ชาวบ้านไม่รู้ว่าควรเชื่อข้อมูลชุดใด และควรดำเนินชีวิตหรือประกอบอาชีพต่อไปอย่างไร
“สำหรับพื้นที่บ้านผม บ้านสบงามนี่ ยังถือว่ามีทางเลือก เพราะสามารถหาแหล่งน้ำจากลำห้วยบนพื้นที่สูงมาใช้ทดแทนน้ำกกได้ แต่หมู่บ้านที่อยู่ถัดลงไปอีกประมาณ 4-5 หมู่บ้าน และได้รับผลกระทบจากแม่น้ำกกโดยตรง อาจมีข้อจำกัดมากกว่า เพราะหากไม่มีแหล่งน้ำอื่นมาทดแทน การทำเกษตรโดยใช้น้ำกกก็อาจต้องหยุดลง แต่คนที่ดื้อยังทำก็มี คนจะเลิกทำเยอะอยู่ช่วงนี้ ส่วนคนที่ยังทำอยู่ ส่วนมากคนที่เขาทำอยู่เขาจะมีแหล่งน้ำอื่นมาทดแทนน้ำกก” นายวรชิตกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าปัญหากระทบต่อการซื้อขายในตลาดชุมชนไหม นายวรชิตกล่าวว่า ปัญหายังส่งผลต่อระบบตลาดในชุมชน เนื่องจากชาวบ้านเริ่มไม่กล้าซื้อผักที่ปลูกในพื้นที่ริมแม่น้ำกก ขณะที่เกษตรกรเองก็ไม่สามารถนำผลผลิตมาจำหน่ายได้เหมือนเดิม ทำให้ผู้ค้าต้องเดินทางไปซื้อผักจากพื้นที่อื่น ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ชุมชนสามารถปลูกและจำหน่ายผลผลิตกันเองได้
นายวรชิตกล่าวว่า รัฐบาลควรลงพื้นที่ตรวจสอบการปนเปื้อนเป็นรายจุดอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นสถานการณ์จริงของแต่ละพื้นที่ ไม่ควรใช้ผลตรวจหรือมาตรฐานเดียวมาครอบคลุมชุมชนทั้งหมด พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับรู้และสามารถประเมินความเสี่ยงด้วยตัวเอง
“อยากให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือชาวบ้าน 3-4 หมู่บ้านที่โดนหนักๆ ควรชดเชยเขาอย่างไร อย่าให้ข้อมูลเท็จ แล้วถ้าโซนไหนที่มาตรวจแล้วเจอสารพิษปนเยอะ เราก็ต้องหามาตรฐานว่า ต้องหางบตัวไหน หาอะไรมาทดแทนให้ชาวบ้านทำ” เกษตรกรบ้านสบงาม กล่าว
ในวันเดียวกัน ที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย นายอุดม จันทร์ต๊ะวงศ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย ได้ประชุมหารือร่วมกับผู้แทนสภาเกษตรกรจากจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายเกษตรกรและหน่วยงานวิชาการ เพื่อแสดงท่าทีถึงวิกฤตการณ์สารเคมีปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการเกษตร ปศุสัตว์ ประมง รวมถึงสุขอนามัยของประชาชนในวงกว้าง
ทั้งที่ประชุมตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการเปิดเผยผลตรวจสารปนเปื้อน เช่น กรณีอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในอาชีพและกลไกตลาดในพื้นที่ ซึ่งเห็นว่าควรมีการสนับสนุนให้จัดหาชุดตรวจสอบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Test Kit) ให้แก่ชุมชนริมแม่น้ำกก เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามคุณภาพน้ำและแจ้งเหตุผิดปกติไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว และได้เสนอให้เร่งจัดหาแหล่งน้ำสำรองและวางระบบกักเก็บน้ำในระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งน้ำปนเปื้อนเพียงอย่างเดียว
นายอุดม จันทร์ต๊ะวงศ์ ได้ย้ำว่าสถานการณ์นี้เป็นปัญหาระดับชาติที่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยมีสาเหตุหลักจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่เกษตรกรต้องการคือความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลจากภาครัฐ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ สภาเกษตรกรจะรวบรวมข้อสรุปทั้งหมดเสนอต่อสภาเกษตรกรแห่งชาติเพื่อกดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ไขโดยด่วน
ขณะที่นายวิชิต กลิ่นทอง ประธานสภาเกษตรกร จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เป็นผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของภาคเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ใช้น้ำอุปโภคบริโภค รวมถึงอันตรายต่อสุขภาพของเด็กและประชาชนหากไม่รีบแก้ไขในตอนนี้ อยากให้ทุกภาคส่วนบูรณาการการทำงานร่วมกันโดยด่วน