
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ท. บุญโรจน์ กองแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สำนักงานเกษตรอำเภอแม่อายและศูนย์วิจัยพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ ตรวจพบสารโลหะหนักปนเปื้อนในผักและผลไม้เกินค่ามาตรฐานในพื้นที่ตำบลท่าตอนว่า ขณะนี้ยังมีเพียงผลการตรวจ แต่รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการเก็บตัวอย่าง จุดที่เก็บตัวอย่าง และแหล่งน้ำที่ใช้ในการทำเกษตรยังไม่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าการปนเปื้อนที่พบมีสาเหตุมาจากการใช้น้ำแม่น้ำกกหรือไม่ซึ่งการตรวจสอบควรระบุให้ชัดเจน
พ.ท.บุญโรจน์ กล่าวถึงกรณีพื้นที่เกษตรบางแห่งที่เคยประสบเหตุน้ำท่วมและมีตะกอนดินเข้าท่วมแปลงเพาะปลูกว่า การตรวจสอบควรระบุด้วยว่าผลผลิตมาจากแปลงที่เคยถูกน้ำท่วมหรือไม่ เพราะปัจจัยด้านดินอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกับแหล่งน้ำ หากมีการจัดกลุ่มตัวอย่างและควบคุมพื้นที่ตรวจอย่างชัดเจน แล้วพบว่าผลผลิตที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกมีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานทุกชนิด ขณะที่ผลผลิตจากแหล่งน้ำอื่นไม่เกินมาตรฐาน ก็จะสามารถกำหนดมาตรการได้ตรงจุด เช่น แจ้งเตือนเกษตรกรไม่ให้ใช้น้ำจากแม่น้ำกกในการทำการเกษตร และยุติการปลูกพืชในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง
พ.ท.บุญโรจน์ กล่าวว่า ภาครัฐควรเข้ามาจัดหาแหล่งน้ำใหม่ให้กับประชาชน เช่น น้ำบาดาลหรือแหล่งน้ำอื่นที่เหมาะสม แต่หากการจัดหาแหล่งน้ำใหม่ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือควบคู่กันไปโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบปัญหาและนำข้อมูลผลการตรวจมาแจ้งต่อที่ประชุมที่คณะกรรมาธิการฯเดินทางมาลงพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือหรือเยียวยาเกษตรกรที่ชัดเจน โดยเฉพาะแนวทางปฏิบัติหลังจากตรวจพบการปนเปื้อนและมาตรการช่วยเหลือเยียวยาก็ยังไม่ได้แจ้งในที่ประชุม
นายก อบต.ท่าตอน กล่าวว่า หากผลตรวจเก็บตัวอย่างจากพื้นที่ที่ติดแม่น้ำกกครบทุกหมู่บ้าน จึงจะสามารถประเมินได้ว่าผลกระทบครอบคลุมพื้นที่มากน้อยเพียงใด แต่หากเป็นเพียงการสุ่มตัวอย่างจากบางพื้นที่ ก็ไม่ควรนำผลดังกล่าวไปสรุปว่าผลผลิตหรือเกษตรกรทั้งตำบลได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกันทั้งหมด
“ประเด็นสำคัญในขณะนี้จึงไม่ใช่เพียงการตรวจพบสารปนเปื้อน แต่ต้องทำให้ข้อมูลสามารถตอบได้ว่า พบที่ไหน เกิดจากอะไร และกระทบใครบ้าง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาและการเยียวยาสามารถลงไปถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง โดยไม่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบต้องสูญเสียโอกาสทางการตลาดไปด้วย มันอาจจะไม่ใช่ทั้งหมด ไม่ใช่แตงกวาทั้ง 5 ลูก อาจจะเป็นแตงกวาลูกเดียวที่ใช้น้ำกก อีก 4 ลูกเขาไม่มีสาร ก็ต้องระบุออกมา”นายก อบต.ท่าตอน กล่าว
ขณะที่ นายสันติ แซ่วู่ เกษตรกรบ้านสบงาม หมู่ 13 ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ชาวไทยเชื้อสายชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยน กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ได้ปลูกพืช เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนและมีฝนตกมาก โดยปกติจะปลูกฟักทอง แคนทัลเบอร์รี่ มันเทศ รวมถึงเสาวรสและข้าวโพด รู้สึกกังวลต่อการปนเปื้อนของสารหนู แคดเมียมในผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลกระทบต่อการจำหน่ายในอนาคต
นายสันติ กล่าวว่า ในช่วงหน้าแล้งตนเองแทบไม่ได้ทำการเกษตร เนื่องจากไม่มีน้ำเพียงพอ และไม่สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำกกได้ และที่พื้นที่เกษตรบางส่วนของชาวบ้านยังอยู่บริเวณริมแม่น้ำกก ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ เพราะหากไม่สามารถใช้น้ำกกได้ก็อาจไม่มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก
“หลังจากได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการปนเปื้อน ผมและชาวบ้านบางส่วนพยายามหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำกก โดยหันมาใช้น้ำประปาภูเขาแทน สำหรับตัวผมถือว่ายังดี ที่ผ่านมายังไม่เคยถูกยกเลิกการรับซื้อหรือถูกปฏิเสธสินค้าเนื่องจากพบสารหนู แต่หน่วยงานเคยเข้ามาเก็บตัวอย่างผลผลิตไปตรวจสอบ โดยเกษตรกรไม่ได้รับแจ้งผลตรวจกลับมา ทำให้ไม่รู้ว่าผลผลิตที่ปลูกและบริโภคมีสารปนเปื้อนหรือไม่”นายสันติ กล่าว
เกษตรกรท่าตอนรายนี้ กล่าวว่า หากข่าวเรื่องการปนเปื้อนในผลผลิตแพร่กระจายออกไปมากขึ้น เกษตรกรอาจได้รับผลกระทบด้านตลาด แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีกรณีที่ผลผลิตของตนถูกปฏิเสธการรับซื้อก็ตาม โดยเฉพาะหากผู้บริโภคเกิดความกังวลและไม่กล้าซื้อสินค้าที่มาจากพื้นที่ท่าตอน
“ปัจจุบันผมและครัวเรือนยังต้องพึ่งพารายได้จากการทำเกษตรเป็นหลัก โดยปลูกพืชหมุนเวียน ทั้งฟักทอง เสาวรส ข้าวโพด และพืชผักอื่นๆ ถึงจะมีข้อจำกัดเรื่องแหล่งน้ำและพื้นที่ทำกิน รัฐบาลควรเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างทางเลือกด้านรายได้ให้กับเกษตรกร หากผลตรวจยืนยันว่าผลผลิตหรือพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อน เพราะเกษตรกรไม่สามารถหยุดปลูกพืชโดยไม่มีรายได้ทดแทนได้”นายสันติ กล่าว