Search

หวั่นส่งหญิงท้องแก่สู่พื้นที่สู้รบสนองปฎิบัติการ “ฟ้าสางป่าเด็ง”-จี้ชะลอส่งออกนอกประเทศ-นักกฎหมายระบุไม่ควรแยกเด็กต่ำกว่า 18 ออกจากครอบครัว-แนะควรคัดแยกสถานะของชาวบ้านให้ชัดเจน

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่เปิดปฎิบัติการ “ฟ้าสางป่าเด็ง” ควบคุมตัวชาวกะเหรี่ยง 28 คนในพื้นที่ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ล่าวสุดเจ้าหน้าที่ได้แยกเด็กและหญิงตั้งครรภ์รวม 14 คน ไปพักที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.เพชรบุรี ขณะที่ชาวบ้านที่เหลือถูกควบคุมตัวที่ สภ.แก่งกระจาน ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ท่ามกลางความกังวลของญาติและภาคประชาสังคมต่อแนวทางการดำเนินการ โดยเฉพาะกรณีหญิงอายุ 16 ปี ตั้งครรภ์ใกล้คลอด ซึ่งอาจถูกส่งตัวไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) กรุงเทพฯ และผลักดันชาวบ้านออกนอกประเทศ ซึ่งญาติเกรงว่าอาจถูกส่งต่อไปในพื้นที่สู้รบซึ่งถูกทหารพม่าควบคุมตัวจนขาดการติดต่อกับครอบครัวเหมือนครั้งก่อน

ญาติของผู้ถูกควบคุมตัวรายหนึ่งกล่าวว่า รู้สึกกังวลว่า หากมีการผลักดันออกนอกประเทศ อาจไม่ทราบว่ากลุ่มผู้ถูกควบคุมตัวจะถูกส่งตัวผ่านด่านใด และเกรงว่าหากถูกส่งไปยังพื้นที่ชายแดนที่อยู่ไกล เช่น ด่านแม่สอด จ.ตาก หรือด่านกาญจนบุรี อาจถูกทหารพม่าควบคุมตัวไป เนื่องจากพื้นที่แถบนั้นยังมีสถานการณ์สู้รบระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังชาติพันธุ์ ดังนั้นหากมีการส่งกลับจริงได้ขอให้ดำเนินการผ่านด่านสิงขร หรือพื้นที่ชายแดนใน จ.เพชรบุรี หรือ จ.ประจวบคีรีขันธ์

ญาติของผู้ถูกควบคุมตัวกล่าวว่า จากการประสานกับ ตม.เพชรบุรี ได้รับแจ้งว่า พนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน ส่งเรื่องมายัง ตม.เพชรบุรีแล้ว โดยขณะนี้หญิงตั้งครรภ์ และเด็ก รวม 14 คน ถูกแยกไปพักที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.เพชรบุรี ส่วนที่เหลือถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สภ.แก่งกระจาน เนื่องจาก ตม.เพชรบุรี มีพื้นที่รองรับไม่เพียงพอ และเจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างสอบข้อเท็จจริง

“ตม.เพชรบุรี ชี้แจงว่า โดยปกติจะสอบถามความประสงค์ของชาวบ้านเป็นรายบุคคลว่าต้องการให้ส่งกลับในชายแดนจุดใด หากไม่ได้แจ้งความประสงค์ อาจส่งไปยัง ตม.กรุงเทพฯ ซึ่งจะสอบถามเรื่องจุดส่งกลับอีกครั้ง โดยญาติสามารถติดต่อ ตม.เพชรบุรี เพื่อสอบถามข้อมูลการส่งตัวได้”ญาติผู้ถูกควบคุมตัว กล่าว

นายกระทง จีโบ้ง อดีตผู้ใหญ่บ้านบางกลอย หมู่ 1 ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ให้สัมภาษณ์ว่า ในจำนวนชาวบ้าน 28 คนที่ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว มีหญิงชาวบางกลอยอายุ 16 ปี ซึ่งกำลังตั้งครรภ์และมีอายุครรภ์ประมาณ 9 เดือน โดยหญิงรายนี้เดินทางตามสามีไปทำงานที่บ้านป่าเด็ง แต่เนื่องจากไม่มีสถานะทางทะเบียนจึงถูกควบคุมตัว ขณะที่สามีมีบัตรประชาชนจึงไม่ได้ถูกควบคุมตัวไปด้วย

นายกระทงกล่าวว่า ขณะนี้ญาติมีความกังวลอย่างมาก หลังได้รับข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่อาจส่งตัวหญิงตั้งครรภ์รายนี้พร้อมชาวบ้านบางส่วนไปยัง ตม.กรุงเทพฯ เนื่องจากเห็นว่าการเดินทางระยะไกลของหญิงที่ตั้งครรภ์ใกล้คลอด อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของทั้งแม่และเด็กในครรภ์ อีกทั้งญาติซึ่งอยู่ในพื้นที่อาจไม่สามารถเดินทางไปติดตามหรือให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

“อยากขอให้ ตม.เพชรบุรีพิจารณาถึงความปลอดภัยของแม่และเด็ก และดำเนินการเรื่องนี้ในพื้นที่ ไม่ควรส่งหญิงตั้งครรภ์ที่ใกล้คลอดเดินทางไปไกลถึงกรุงเทพฯ รวมทั้งอยากให้ชะลอการผลักดันออกนอกประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ตรวจสอบสถานะบุคคลอย่างละเอียด เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่มีญาติอยู่ในพื้นที่ที่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ ไม่ใช่กลุ่มที่เพิ่งหลบหนีเข้ามาตามแนวชายแดน” นายกระทงกล่าว

ด้าน พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและนักกฏหมาย กล่าวถึงกรณีการควบคุมตัวชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 28 คน ว่า มีข้อสังเกตถึงลักษณะการปฏิบัติการที่สนธิกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากเข้าตรวจสอบชุมชนในพื้นที่เปราะบาง ซึ่งเป็นชุมชนชายแดนที่ชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางส่วนยังมีปัญหาสถานะบุคคลและอยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ จึงควรตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎหมายใดในการเข้าตรวจค้นบ้านและตรวจสอบเอกสารของชาวบ้าน

พรเพ็ญ กล่าวว่า การไม่มีบัตรประชาชนหรือเอกสารยืนยันสถานะบุคคล ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นกระทำผิดกฎหมายโดยทันที เพราะในชุมชนมีทั้งผู้ที่อาจมีสถานะเป็นคนไทยโดยกำเนิดแต่ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะ หรือผู้มีปัญหาสถานะบุคคล และผู้ที่เป็นญาติของคนในชุมชนและเดินทางเข้าออกพื้นที่เป็นปกติ การดำเนินการจึงควรแยกแยะเป็นรายบุคคล ไม่ควรใช้เพียงสถานะทางเอกสารเป็นเหตุในการเหมารวมและควบคุมตัว

พรเพ็ญ กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีการควบคุมตัวหญิงอายุ 16 ปี ที่ตั้งครรภ์ท้องแก่ 8-9 เดือน ใกล้คลอด และมีข่าวว่าจะถูกส่งตัวไปยัง ตม.กรุงเทพฯ หากข้อมูลดังกล่าวเป็นจริง ควรพิจารณาถึงความปลอดภัยและความเหมาะสมในการเคลื่อนย้ายบุคคลเปราะบาง ไม่ควรแยกเด็กหรือเยาวชนต่ำกว่า 18 ปี จากครอบครัว หรือส่งตัวผู้หญิงท้องแก่ใกล้คลอดให้เดินทางไกล พร้อมเรียกร้องให้มีการคัดกรองสถานะของชาวบ้านให้ชัดเจน โดยคำนึงความเปราะบาง คำนึงถึงสิทธิเด็ก และสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ

“ปฏิบัติการนี้อาจเป็นนโยบายของจังหวัด หรืออุทยานฯ แต่ลักษณะการปฏิบัติไม่ควรทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่ากำลังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นศัตรูในภาวะสงคราม ดังนั้นทุกฝ่ายต้องช่วยกันติดตามตรวจสอบ โดยเฉพาะกรณีเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และบุคคลที่มีสถานะทางทะเบียน” พรเพ็ญ กล่าว

////////