
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอให้ประกาศพื้นที่ในลุ่มน้ำสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำเป็นเขตภัยพิบัติโดยเฉพาะภายหลังจากมีการตรวจพบสารโลหะหนักในพืชผักเกินค่ามาตรฐาน ว่าปัจจุบันผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะเจ้าของพื้นที่กำลังตกอยู่ในสภาวะ “ทำอะไรก็โดนสอบ”เนื่องจากขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่แน่นสนับสนุนและยืนยันการปนเปื้อนอย่างเป็นระบบ เมื่อไม่มีระบบ Big Data มาเป็นฐานข้อมูลอ้างอิง ผู้ว่าฯ จึงไม่กล้าเสี่ยงประกาศสถานะภัยพิบัติ เพราะเกรงว่าจะถูกตรวจสอบย้อนหลังโดยองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. หรือ สตง. ในข้อหาการใช้จ่ายงบประมาณโดยไม่มีระเบียบรองรับ
“สถานการณ์ในปัจจุบัน เราไม่ได้ทำอะไรเลย จะมาดีใจว่าค่ามลพิษลดลงเองไม่ได้ เพราะตะกอนพิษมันสะสมอยู่ในลำน้ำอยู่แล้ว ยิ่งเกิดน้ำท่วมก็ยิ่งพัดพาไปไกลขึ้น แต่กลับไม่มีหน่วยงานไหนลุกขึ้นมาบูรณาการข้อมูลเหล่านี้อย่างจริงจัง ทั้งที่คณะทำงานก็ถูกตั้งขึ้นมาแล้ว แต่ยังขาดการสั่งการที่เฉียบขาดจากประธานคณะทำงาน” ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำกล่าวถึง
ผศ.สิตางศุ์กล่าวว่า ปัญหาที่ยืดเยื้อมานานเพราะมีการเกี่ยงกันทำงาน หน่วยงานต่างฝ่ายต่างทำตามพันธกิจเดิมของตน โดยไม่มีการบูรณาการ (Pool) ข้อมูลร่วมกันเพื่อชี้เป้าพื้นที่วิกฤต หรือแบ่งโซนพื้นที่การผลิตข้าวและการใช้น้ำที่ปลอดภัย ผลลัพธ์คือชาวบ้านต้องกลายเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง โดยไร้ซึ่งมาตรการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของรายได้และการดูแลตรวจสุขภาพเชิงรุก
“การที่ประชาชนออกมาเรียกร้องหรือกดดันจังหวัดเพียงอย่างเดียวในเวลานี้ อาจเป็นเหมือนการสู้ผิดที่ เพราะตัวแปรสำคัญไม่ได้อยู่ที่ระดับจังหวัดเพียงลำพัง ในเมื่อกฎหมายปกติไม่มีช่องว่างรองรับภัยพิบัติจากโลหะหนัก การขับเคลื่อนเชิงนโยบายระดับประเทศจึงเป็นทางออกเดียว” ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว
ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า ภาคประชาชนและ สส. ในพื้นที่ จำเป็นต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเรียกร้องในระดับจังหวัด ไปสู่การผลักดันประเด็นนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติ กรณีพิเศษ เช่นเดียวกับกรณีการสร้างโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่อนุรักษ์ที่ ครม. ยังเคยมีมติอนุมัติได้ การแก้ไขวิกฤตมลพิษแม่น้ำปนเปื้อนก็ควรได้รับการปฏิบัติในฐานะกรณีฉุกเฉินที่ต้องการงบกลางและการตัดสินใจที่เด็ดขาดจากฝ่ายบริหารระดับประเทศ รัฐบาลควรรูปแบบการลงพื้นที่เพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ และหยุดการดำเนินการในลักษณะ มวยล้มต้มคนดู
ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำผู้นี้กล่าวด้วยว่า การผลักดันให้การปนเปื้อนโลหะหนักได้รับการประกาศเป็น “ภัยพิบัติ” ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ แต่คือการยอมรับความจริงว่า ชีวิตของผู้คนในลุ่มน้ำสายสำคัญกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย หากภาครัฐยังคงติดกับดักทางระเบียบที่ไร้ความยืดหยุ่น และขาดความกล้าหาญทางการเมืองที่จะสั่งการให้เกิดระบบ Big Data เพื่อความปลอดภัยของประชาชน สังคมไทยคงต้องตั้งคำถามว่า “คณะทำงาน” ที่ตั้งขึ้นมามากมายนั้น มีไว้เพื่อแก้ปัญหา หรือมีไว้เพียงเพื่อถ่วงเวลาให้ภัยพิบัติกลายเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนต้องจำยอมรับไปเอง
“ถึงเวลาแล้วที่ สส. และผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับประเทศ ต้องก้าวข้ามความเกรงใจและกลไกที่หยุดชะงัก เพื่อนำงบประมาณและมาตรการเยียวยามาถึงมือพี่น้องชาวเชียงราย เชียงใหม่ และพื้นที่ประสบภัยปนเปื้อนพิษเช่นเดียวกัน ก่อนที่สายน้ำโขงจะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำพิษที่ไม่อาจแก้ไขได้อีกต่อไป” ผศ.ดร.สิตางค์ กล่าวทิ้งท้าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ในการประชุมคณะกรรมการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำ จังหวัดเชียงราย ประจำเดือนกรกฎาคมครั้งล่าสุด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.จังหวัดเชียงราย) ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า กระทรวงการคลังได้ส่งหนังสือตอบกลับ ปภ.จังหวัดเชียงราย ในประเด็นที่ทาง ปภ.จังหวัดฯ ได้นำเสนอความเห็นและขอหารือไปยังกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยการปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง
ทางหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า กระทรวงการคลังได้มีหนังสือตอบกลับมาแล้ว โดยระบุว่า ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ได้กำหนดนิยามคำว่า “ภัยพิบัติ” และ “ฉุกเฉิน” ไว้นั้น สำหรับการพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในบางกรณี อาจต้องนำข้อมูลทางวิชาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาว่าเข้าองค์ประกอบตามคำนิยามโดยครบถ้วนหรือไม่ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า กรณีพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ช่วงบริเวณที่แม่น้ำดังกล่าวไหลผ่านเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย มีลักษณะที่มีความรุนแรง ส่งผลกระทบหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ และเกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วนจำเป็นต้องรีบแก้ไขโดยฉับพลัน ก็สามารถให้ความช่วยเหลือได้ตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายร่วมกับคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด พิจารณาดำเนินการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ และประกาศกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติยังมีอุปสรรค โดย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวต่อที่ประชุมในประเด็นนี้ว่า เนื่องจากกฎหมายไม่มีนิยามที่ชัดเจนสำหรับ “ภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม” จากสารปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำ เหมือนกับภัยพิบัติธรรมชาติทั่วไปอย่างน้ำท่วมหรือภัยแล้ง ขณะนี้จังหวัดเชียงรายกำลังอยู่ในระหว่างการหารือเพื่อกำหนดเกณฑ์ว่า ปริมาณหรือระดับการปนเปื้อนในลักษณะใด จึงจะถือเป็นข้อเท็จจริงที่เข้าข่าย “มีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อสาธารณะ” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญร่วมประชุมกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวอย่างละเอียด