Search

มช.จัดใหญ่ประชุมเมียนมาศึกษา-สร้างจินตนาการใหม่ให้เห็นมิติด้านสิทธิมนุษยชน-ทรัพยากร “ดร.ชยันต์”แนะปูพรมแดงรับ “มินอ่องหล่าย”ควรไปไกลกว่าเรื่องธุรกิจ-สื่อไทย/พม่าจับมือสร้างฐานข้อมูล-ทำข่าวเจาะลึกประเด็นร่วม

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา (Center for Ethnic Studies and Development: CESD) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 14-16 สิงหาคมนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะจัดประชุมนานาชาติว่าด้วย พม่า/เมียนมาศึกษา International Conference on Burma Myanmar Studies ครั้งที่ 5 ซึ่งจะพูดคุยกันในหัวข้อ Between Crisis & Possibilityn: Voice for Myanmar’s Transformation ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,000 คนทั้งนักวิชาการไทยและเมียนมาและต่างประเทศ รวมถึงภาคประชาสังคม และนักศึกษา

ดร.ชยันต์ กล่าวว่า การประชุมพม่าศึกษา จัดมาตั้งแต่ปี 2015 เป็นช่วงที่ อองซาน ซูจี ยังมีอำนาจ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงให้นักวิชาการพม่ากับไทย พูดคุยปัญหาและอนาคตของพม่า ที่มีผลเกี่ยวโยงโดยตรง ตอนนั้นสนใจเรื่องผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะในไทยขณะนั้นยังมีกว่า 1 แสนคน ที่นโยบายไทยให้ตัดสินใจเดินทางกลับ ช่วงและนั้นให้ทุนนักศึกษามาเรียนที่นี่จำนวนมาก จนมีการรัฐประหารในปี 2021 ก็จัดต่อเนื่อง และครั้งนี้น่าจะมีคนมาประชุมจำนวนมากในรอบ 5 ปี

“ความตั้งใจที่ผมคิดว่างานวิชาการเวทีนี้ต้องการเชื่อมแนวคิดระหว่างอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่ โดยเฉพาะความคิดของรัฐบาลใหม่ ที่เป็นช่องว่างปลอดจากประชาธิปไตยมายาวนาน จึงอยากมาคิดว่า ระหว่างวิกฤตการณ์ที่จะทำให้ก้าวไปสู่ศักราชใหม่ของพม่าได้อย่างไร ซึ่งก็มีหลายโมเดลให้ศึกษา”ผอ.ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์ฯกล่าว

ดร.ชยันต์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนคิดว่าทำได้ต้องทำมาจากข้างล่าง  ผ่านความรู้ ให้สร้างความเข้มแข็งของชุมชน จึงอยากเห็นการจินตาการใหม่ ของคนพม่า ที่จะนำไปสู่ที่สร้างชุมชนทางการเมือง และชุมชนที่มีศีลธรรม ซึ่งต้องอาศัยการสนับสนุนทางวิชาการ ส่วนหัวข้อ การประชุมครั้งนี้ทำให้มีข้อเสนอความเห็น โดยส่วนใหญ่บทความที่ส่งมา เป็นปัญหา แต่ยังไม่มีการเสนอทางออก จึงอยากให้มีเวทีคุยถึงทางออกให้เกิดความชัดเจนของนักวิชาการด้วย และนำเสนอเป็นรายงานทางวิชาการเสนอในเชิงนโยบายต่อไป 

ดร.ชยันต์ กล่าวด้วยว่า ปัญหาพม่าต้องคิดว่ามีกลุ่มชาติพันธ์ ที่หลากหลาย ยึดมั่นใจตัวตนของตนเอง จึงตกลงกันไม่ได้ และแนวคิดชาติพันธุ์ ต้องเปลี่ยนไป ไม่ใช่ให้พม่าเป็นตัวใหญ่ ความเป็นพม่า ได้ครอบและแบ่งระหว่างพม่าและชาติพันธุ์   ซึ่งแต่ละพื้นที่มีทรัพยากร อย่างเช่น แรร์เอิร์ธ เส้นทางการค้า และยาเสพติด ที่กำลังกลายปัญหาใหญ่มาก 

“เราเป็นนักวิชาการทำอะไรมากไม่ได้ ถ้ารัฐไทย ยังมีนโยบายแบบที่เราเห็นไม่ช่วยอะไรมากทั้งสองฝ่าย และยิ่งถ้ามุ่งธุรกิจ แล้วสิทธิมนุษยชน และทรัพยากร จะเอายังไง อย่างที่เห็นจากการมาเยือนไทยของมิน อ่อง หล่าย ให้ความสำคัญกับทางธุรกิจ โดยไม่สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนและทรัพยากรไม่ได้”ดร.ชยันต์ กล่าว

ดร.ชยันต์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยควรจะมีจินตนาการใหม่ต่อความสัมพันธ์กับเมียนมา ซึ่งยังไม่มองปัญหาสิทธิมนุษยชน ทั้งผลกระทบจากการสู้รบ ที่ไทยไม่ได้ตั้งคำถามถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่ยังมีการเข่นฆ่าประชาผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะชายแดนไทย

“ผมคิดว่า คงมีคนในกระทรวงการต่างประเทศ เข้าใจปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน การอพยพ แรงงาน ยาเสพติด แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกผลักดัน ให้เป็นนโยบายหลักการต่างประเทศของรัฐบาล แต่เราปูพรมแดงให้เขามา ให้การต้อนรับ อย่างสมเกียรติ เชิญนัดพบกับนักธุรกิจ เซ็นสัญญากัน หลายพันล้าน ทางมินอ่องหล่าย ได้โอกาส ถูกชุบตัว ได้รับการยอมรับจากการเยือนไทยครั้งนี้”ดร.ชยันต์กล่าว

ดร.ชยันต์ กล่าวย้ำว่า ทำไมนักการทูตของไทยไม่คิดให้รอบคอบ การมีข้ออ้างไทยว่ามีพรมแดนติดกันกว่า 2,400 กม. แต่รัฐบาลไทยไม่ตั้งใจแก้ปัญหาผ่านการเจรจากับมินอ่องหล่าย แต่การใช้ธุรกิจนำ ให้เอกชนไทยไปลงทุน ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แต่ ยังขาดเรื่องสิทธิมนุษยชน และแรงงาน รวมถึงโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย  และการทูตต้องเป็นเรื่องเดียวกันกับปัญหาเหล่านี้

ในวันเดียวกันที่ห้องประชุมคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สื่อมวลชนไทยและพม่าได้มีการจัดเสวนาโต๊ะกลมเกี่ยวกับสถานการณ์ในพม่าเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยมีนักข่าวไทยและนักข่าวพม่า รวมทั้งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆประมาณ 40 คนเข้าร่วม

ทั้งนี้ในที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับภูมิทัศน์ทางการเมือง ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคแม่น้ำโขงโดยรวม และมุ่งเน้นไปที่ประเด็นข้ามพรมแดน การเมืองระหว่างพม่าและไทย รวมทั้งในภูมิภาค บทบาทของผู้นำและรัฐบาลทั้งสองประเทศ ตลอดจนปัญหาร่วมกัน เช่น การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการทำเหมืองแร่ในเมียนมาที่ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน 

นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การปนเปื้อนและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและสุขภาพ การค้าแร่ยุทธศาสตร์ ผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่งพรมแดน สถานการณ์ภายในของทั้งสองประเทศ การพัฒนาพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำ และโอกาสในการทำงานข่าวร่วมกัน

ทั้งนี้ในที่ประชุมต่างเห็นด้วยกับการจัดทำข้อมูลร่วมกัน และการทำข่าวสองภาษา รวมทั้งข่าวสืบสวนสอบสวนเพื่อขับเคลื่อนให้ถึงระดับนโยบาย