Search

“ช่อ”แนะเร่งพิสูจน์เหมืองแร่ต้นน้ำกก/สายในรัฐฉานเป็นของจีนหรือไม่-เสนอ 3 แนวเจรจาหลังพบพื้นที่ทำเหมืองขยายตัว “นรเศรษฐ์”โมโหรัฐบาลไม่เป็นเดือดเป็นร้อนแก้ปัญหา-เตรียมเข้าพบ รมว.อุตสาหกรรมจี้ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตแร่

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 น.ส.พรรณิการ์ วานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การขยายตัวของเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ฝั่งเมียนมาซึ่งเป็นต้นเหตุของสารโลหะหนักปนเปื้อนแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขงว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบต่อจากนี้คือสถานะและความเชื่อมโยงของเหมืองว่าเป็นกิจการของบริษัทจีนหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมา รัฐบาลจีนปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเหมืองในพื้นที่ ขณะที่มีข้อมูลจากหลายฝ่ายระบุถึงความเชื่อมโยงกับทั้งบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจของจีน

“เหมืองเนี่ยมันเป็นของจีนหรือไม่ใช่ของจีน คือที่ผ่านมาอย่างที่เห็นเป็นข่าวเมื่อเดือนที่แล้วที่ผู้นำฝ่ายค้าน พรรคประชาชน เอาพิกัดเหมืองไปให้กับสถานทูตจีน เพราะว่าที่ผ่านมา จีนเขาปฏิเสธมาตลอด ว่าเหมืองไม่มีหลักฐานว่าเหมืองเป็นของเขา เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของไทยกับพม่าต้องคุยกันเอง ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่ามันคุยกับมินอ่องหล่ายไม่ได้” น.ส.พรรณิการ์ กล่าว

น.ส พรรณิการ์ กล่าวว่า หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเหมืองบางส่วนมีความเชื่อมโยงกับบริษัทจีน ไทยจะมีช่องทางเจรจากับจีนที่ชัดเจนขึ้น เพราะไม่ได้เป็นการเรียกร้องให้บริษัทดังกล่าวปฏิบัติตามกฎหมายไทย แต่เป็นการเรียกร้องให้บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายของจีนเอง โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศที่กำหนดหลักการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบและเคารพกฎหมาย

“ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นเหมืองจีน วิธีการเจรจาของรัฐบาลไทยมันจะง่ายขึ้นมาก ก็คือเราไม่ได้ขอร้องให้เขาปฏิบัติตามกฎหมายไทย เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นในไทยด้วยซ้ำ เพียงแต่ผลกระทบกับคนไทย เราต้องเรียกร้องให้เขาปฏิบัติตามกฎหมายของตัวเอง ถ้าเหมืองในฝั่งเมียนมาร์เนี่ย มันเริ่มเป็นแพทเทิร์นว่าเป็นของว้า มีการเปลี่ยนมือ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ข้อสันนิษฐานประการแรกก็คือ มันอาจจะเป็นการปรับตัวเพื่อรับมือกับเรื่องนี้หรือเปล่า คือมันไม่ใช่เหมืองจีนอีกต่อไปแล้ว มันเป็นเหมืองว้า” น.ส.พรรณิการ์ กล่าวและว่าหากเหมืองเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้การควบคุมของว้าจริง การเจรจาจะมีความยากมากขึ้น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของรัฐบาลกลางเมียนมา ขณะที่ปัจจุบันกองกำลังว้ามีความสัมพันธ์และพึ่งพาจีนในระดับสูง

“ไทยยังต้องเดินหน้าตรวจสอบเหมืองที่เกี่ยวข้องกับจีนต่อไป โดยเฉพาะจากข้อมูลที่ระบุว่ามีเหมืองแรร์เอิร์ธจำนวนมากในพื้นที่ เพราะเป็นไปได้ยากที่เหมืองทั้งหมดจะเป็นของว้า และหากพบว่าเป็นบริษัทจีน รัฐบาลไทยควรเรียกร้องให้จีนบังคับใช้กฎหมายของตัวเอง เพราะเหมือง 2,600 กว่าแห่ง ไม่มีทางที่จะเป็นของว้าทั้งหมด มันต้องมีของจีนบ้าง อันนี้คือยังต้องทำต่อไป เพื่อที่จะขอให้จีนใช้บังคับใช้กฎหมายของประเทศตัวเองกับหมด เป้าหมายเราไม่จำเป็นต้องเป็นการเรียกร้องให้ปิดเหมืองทั้งหมด แต่ควรผลักดันให้เกิดการทำเหมืองที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น ทั้งการจัดการสารพิษ กากแร่ และบ่อเก็บกากแร่ เพื่อไม่ให้ฝนชะสารปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำ” ที่ปรึกษา กมธ. กฎหมาย กล่าว

ที่ปรึกษา กมธ.กล่าวว่า ถ้าไปดูปริมาณ Rare Earth ที่เมียนมาร์ส่งไปที่จีนเนี่ย มูลค่า 1.6 แสนล้านบาทในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจริงๆ มินอ่องหล่ายในแง่หนึ่งก็อาจจะหลับตาข้างเดียวเพื่อที่จะค้าแร่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นไทยควรใช้ทั้งการเจรจาทวิภาคีกับจีนและเมียนมา ควบคู่กับกลไกความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง ซึ่งมีจีน เมียนมา ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชาเป็นสมาชิก

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า  3 แนวทางในการเจรจากับรัฐบาลจีน ได้แก่ 1. จีนควรบังคับใช้กฎหมายการลงทุนในต่างประเทศอย่างเคร่งครัดกับบริษัทและรัฐวิสาหกิจจีนที่ออกไปทำเหมือง เพื่อให้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน 2. ชี้ให้เห็นว่าปัญหาสารพิษเป็นผลประโยชน์ร่วมของไทย-จีน เพราะกระทบทั้งประชาชน นักธุรกิจ นักท่องเที่ยวจีน ตลอดจนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ และ 3. จีนควรคำนึงถึงเกียรติภูมิและชื่อเสียงของประเทศในระยะยาว ด้วยการยกระดับมาตรฐานการลงทุนและป้องกันไม่ให้เกิดกระแสต่อต้านจีนในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยรักษาภาพลักษณ์และเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต

ด้าน นาย นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกมธ.พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ กมธ.จะพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อสอบถามแนวทางการใช้พ.ร.บ ในการรับมือกับสถานการณ์ โดยเฉพาะกรณีการนำเข้าแร่หายากและแร่สำคัญจากต่างประเทศผ่านประเทศไทย และหารือแนวทางการใช้กฎหมายแร่และประเด็นการนำเข้าแร่ 

“ถ้าจะนำแร่เข้ามา จะต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ก็ควรจะต้องกำหนดให้ชัดเจนเลยว่ามันต้องสามารถพิสูจน์ให้ได้ว่า มันไม่ได้มาจากเหมืองที่มีปัญหา หรือเป็นเหมืองที่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดน หรือเหมืองที่ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน” นายนรเศรษฐ กล่าวและว่าเสนอให้บริษัทผู้นำเข้าเปิดเผยห่วงโซ่อุปทานของแร่ ตั้งแต่แหล่งกำเนิดไปจนถึงปลายทาง เพื่อให้สังคมสามารถตรวจสอบได้ว่าแร่จากเมียนมาถูกส่งต่อไปยังประเทศหรือบริษัทใด และถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมประเภทใด

ผู้สื่อข่าวเมื่อถามถึงกรณีเหมืองบริเวณชายแดนต้นแม่น้ำกกและแม่น้ำสายขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นนายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า หากพื้นที่เหมืองอยู่ฝั่งเมียนมา โดยเฉพาะพื้นที่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังว้า ปัญหาสำคัญคือข้อจำกัดด้านอำนาจของรัฐบาลกลางเมียนมา แต่ไม่ควรนำข้อจำกัดดังกล่าวมาเป็นเหตุผลในการไม่ดำเนินการใดๆ

“มันกลายเป็นข้ออ้างที่จะไม่เข้าไปแตะต้อง ผมคิดว่าต้องใช้ทั้งทางการทูตแล้วก็กฎหมายทุกอย่าง ในเรื่องของการผลักดันอย่างน้อยต้องหยุดการขยายตัวของเหมืองที่มันเกิดขึ้นก่อน” นาย นรเศรษฐ์ กล่าว

นาย นรเศรษฐ์ ระบุว่า หากรัฐบาลเมียนมาอ้างว่าไม่สามารถควบคุมพื้นที่ของว้าได้ รัฐบาลไทยก็ควรผลักดันให้มีการเจรจาโดยตรงกับผู้มีอำนาจในพื้นที่ โดยเชื่อว่าประเทศไทยมีกลไกและบุคคลที่สามารถประสานไปยังกลุ่มว้าแดงเพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาได้ ถ้ารัฐบาลกลางพม่าทำอะไรไม่ได้ ไทยก็ต้องจัดทีมเข้าไปคุยกับในพื้นที่ของว้า เชื่อว่าในประเทศไทยมีคนที่สามารถต่อสายแล้วก็สามารถเข้าไปคุย

สมาชิกวุฒิสภาท่านนี้ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ต้นน้ำแม่น้ำกกมีข้อมูลจากเอกสารขององค์การสหประชาชาติที่ระบุถึงบริษัทของจีนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองในพื้นที่ จึงเห็นว่าประเทศไทยควรหารือกับรัฐบาลจีนด้วย ไม่ควรจำกัดการเจรจาอยู่เพียงรัฐบาลเมียนมา ตอนนี้ทุกคนก็เห็นชัดแล้ว มีทั้งกลุ่มติดอาวุธ รัฐบาลพม่า มีกลุ่มของรัฐบาลจีน ก็ต้องเข้าไปคุยให้เขาช่วยตรวจสอบบริษัทเอกชนที่ตามรายชื่อพวกนี้ ที่เข้าไปมีส่วนในการทำเหมืองผิดกฎหมายเหล่านี้ด้วย

ประธานกมธ.การพัฒนาการเมืองฯ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือปัญหามลพิษข้ามพรมแดนกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของประชาชนริมแม่น้ำ ทั้งน้ำชลประทาน น้ำกินน้ำดื่ม น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำประปา แต่รัฐบาลไทยยังไม่แสดงท่าทีจริงจังเพียงพอ

“ผมรู้สึกโมโหด้วยเหมือนกัน ก็รู้สึกเหมือนว่ารัฐบาลไทยไม่เป็นเดือดเป็นร้อนด้วยเท่าไหร่กับปัญหาตรงนี้ ไม่ได้ไปคุยโดยเห็นถึงความเดือดร้อนของคนในประเทศเป็นหลัก แต่รู้สึกว่าเขาเกรงใจทางพม่าแล้วก็จีนมากเกินไป” นาย นรเศรษฐ์ กล่าว

——–