Search

ญาติสุดห่วง 28 ชาวกะเหรี่ยงป่าเด็งถูกจับโดยเฉพาะหญิงท้องแก่-เตรียมเหมารถเยี่ยมที่ ตม.สวนพลู-เครือข่ายกะเหรี่ยง/ชนเผ่าพื้นเมืองออกแถลงการณ์ขอชะลอผลักดันส่งไปสู่พื้นที่อันตรายจนกว่าพิสูจน์ข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ-แนะคุ้มครองเด็ก/ผู้หญิงท้องเป็นกรณีพิเศษ

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่เปิดปฏิบัติการ “ฟ้าสางป่าเด็ง” ควบคุมตัวชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 28 คน ในพื้นที่ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ว่า ภายหลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบประวัติและเอกสารเพื่อยืนยันสถานะบุคคล ล่าสุดตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้ปล่อยตัวชาวบ้าน 2 คน หลังญาตินำบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้เหลือผู้ถูกควบคุมตัว 26 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 15 ส.ค. เจ้าหน้าที่เตรียมส่งตัวชาวบ้านอีก 12 คน จาก สภ.แก่งกระจาน ไปยังสถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ซอยสวนพลู กรุงเทพฯ เพื่อรวมกับชาวบ้าน 14 คนที่ถูกส่งตัวไปก่อนหน้านี้ ซึ่งในจำนวนนี้มีหญิงตั้งครรภ์ 2 คน อายุครรภ์ประมาณ 9 เดือน โดยภายในสัปดาห์หน้ามีแนวทางส่งตัวชาวบ้านทั้ง 26 คนไปยังด่านชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อดำเนินการผลักดันออกนอกประเทศตามกฎหมายคนเข้าเมือง แต่ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะส่งกลับผ่านด่านชายแดนในจังหวัดใด

ชาวบ้านรายหนึ่งซึ่งเป็นญาติผู้ที่ถูกควบคุมตัว เปิดเผยว่าหลังชาวบ้านถูกจับกุมตัวไปแล้วนั้น คนในชุมชนต่างเป็นห่วงและพยายามเดินทางไปเฝ้ารอฟังข่าวที่ สภ.แก่งกระจาน หลายครอบครัวต้องผลัดกันนำอาหารและสิ่งของไปส่งให้ญาติที่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันแรก บางรายไม่ยอมกลับบ้าน และต้องคอยโทรศัพท์สอบถามความคืบหน้าจากเจ้าหน้าที่เสมอ เนื่องจากไม่ทราบว่าญาติจะถูกส่งตัวไปยัง ตม.สวนพลู เมื่อใด หรือจะถูกผลักดันออกนอกประเทศเมื่อใด โดยวันที่ 15 ส.ค. ชาวบ้านเตรียมรวบรวมเงินจ้างรถเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ ตม.สวนพลู โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ที่ใกล้คลอด ซึ่งเป็นคนที่ครอบครัวมีความเป็นห่วงมากที่สุด

ชาวบ้านกล่าวว่า กรณีการปล่อยตัวชาวบ้าน 2 ราย เนื่องจากญาติได้นำบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อยืนยันว่าทั้งสองรายเกิดในประเทศไทยและอยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์สถานะและสัญชาติ อย่างไรก็ตามชาวบ้านอีกหลายรายยังไม่ได้รับการปล่อยตัว แม้ญาติจะนำเอกสารการฝากครรภ์จากโรงพยาบาล รวมถึงหลักฐานทางการศึกษาที่ออกโดยโรงเรียนหรือศูนย์การเรียนในพื้นที่มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ แต่ได้รับการชี้แจงว่าเอกสารดังกล่าวไม่สามารถใช้ยืนยันสถานะบุคคลได้ จึงยังต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายคนเข้าเมืองต่อไป

ด้าน พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ อดีตผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและนักกฎหมาย กล่าวว่า ต้องการให้หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนช่วยประสานกับ ตม.สวนพลู เพื่อให้ญาติสามารถเข้าเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัวได้ แม้วันที่ 15 ส.ค. จะตรงกับวันเสาร์ เนื่องจากผู้ถูกควบคุมตัวถูกยึดโทรศัพท์และไม่ได้พบญาติมาตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. รวมเป็นเวลา 6 วันแล้ว การเปิดโอกาสให้ญาติหรือบุคคลใกล้ชิดจากชุมชนเดียวกัน ซึ่งสามารถสื่อสารภาษาเดียวกัน เข้าเยี่ยมได้ จะช่วยลดความตึงเครียดและความไม่เข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมาย

“การอ้างระเบียบว่าไม่ให้เยี่ยมวันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ควรเป็นเหตุที่จะไม่ให้ผู้ถูกจับพบญาติและบุคคลภายนอก เพราะตั้งแต่ถูกจับกุมก็ถูกยึดโทรศัพท์และญาติไม่ได้เข้าเยี่ยมตั้งแต่อยู่ที่เพชรบุรี การห้ามพบบุคคลภายนอกภายหลังการถูกจับควบคุมตัวถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน” พรเพ็ญกล่าว

ขณะที่เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม (กวส.)และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.) ได้ออกแถลงการณ์ “ขอให้คุ้มครองชีวิต ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของพี่น้องกะเหรี่ยง และขอให้การดำเนินการใด ๆ ตั้งอยู่บนหลักมนุษยธรรมและหลักไม่ส่งกลับไปสู่พื้นที่เสี่ยงภัย” โดยระบุว่าได้ติดตามข้อมูล กรณีการควบคุมตัวชาวกะเหรี่ยงจำนวน 28 คนเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่บ้านป่าเด็ง ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนกะเหรี่ยงที่มีประวัติการอยู่อาศัยมายาวนาน

แถลงการณ์ระบุว่า เครือข่ายฯ ตระหนักและเคารพว่า การบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบสถานะบุคคล และการบริหารจัดการชายแดนเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐ อย่างไรก็ตาม อำนาจของรัฐจะได้รับความไว้วางใจอย่างสูงสุดเมื่อการใช้อำนาจนั้นดำเนินควบคู่ไปกับความยุติธรรม ความได้สัดส่วน ความเมตตา และการเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐประกอบด้วยเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้เจ็บป่วย และบุคคลที่อาจหลบหนีจากสถานการณ์การสู้รบและความไม่ปลอดภัย การพิจารณาเรื่องสถานะทางกฎหมายจึงไม่ควรแยกขาดออกจากการพิจารณาความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยของบุคคลเหล่านั้น

“เรามีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อความเป็นไปได้ที่บุคคลเหล่านี้จะถูกส่งหรือผลักดันกลับไปยังประเทศเมียนมา ในขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้ง การสู้รบ และความไม่ปลอดภัยในหลายพื้นที่ยังคงดำรงอยู่ สำหรับผู้ที่หลบหนีภัยจากการสู้รบ การข้ามพรมแดนอาจมิได้เป็นการแสวงหาโอกาส หากแต่เป็นการแสวงหาพื้นที่ที่ชีวิตจะยังสามารถดำรงอยู่ได้ สำหรับผู้ที่เดินทางมาอาศัยกับญาติพี่น้องในชุมชนกะเหรี่ยง ความเป็นญาติ มิใช่เพียงความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่เป็นระบบการดูแลและความรับผิดชอบต่อกันที่ดำรงอยู่ในสังคมกะเหรี่ยงมาอย่างยาวนาน การส่งบุคคลใดกลับไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยง โดยปราศจากการประเมินสถานการณ์และความปลอดภัยเป็นรายบุคคลอย่างรอบด้าน อาจนำไปสู่ผลที่ไม่อาจแก้ไขย้อนหลังได้ จึงขอให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยึดถือหลัก การไม่ส่งบุคคลกลับไปยังพื้นที่ซึ่งบุคคลนั้นอาจเผชิญภัยต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง (Principle of Non-Refoulement) ควบคู่กับหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก และการคุ้มครองบุคคลกลุ่มเปราะบาง”แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ระบุว่า เครือข่ายฯขอเสนอด้วยความเคารพต่อรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1. ชะลอการส่งกลับหรือผลักดันบุคคลทั้ง 28 คน จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง สถานะบุคคล ประวัติการอยู่อาศัย ความสัมพันธ์ทางครอบครัว และประเมินความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยเป็นรายบุคคลอย่างรอบด้าน 

2. ขอให้แยก “ปัญหาสถานะบุคคล” ออกจาก “การกระทำความผิด” อย่างชัดเจน การไม่มีเอกสารประจำตัวหรือสถานะทางทะเบียน ไม่ควรถูกใช้เป็นข้อสันนิษฐานโดยอัตโนมัติว่าบุคคลนั้นเป็นอาชญากรหรือเป็นภัยต่อความมั่นคง หากไม่มีพยานหลักฐานถึงการกระทำความผิด บุคคลดังกล่าวควรได้รับสิทธิในการเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์สถานะอย่างเป็นธรรม

3. ขอให้เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้เจ็บป่วย และบุคคลเปราะบางได้รับการคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษ  โดยจัดให้มีสถานที่และสภาพการดูแลที่เหมาะสม เข้าถึงบริการทางการแพทย์ อาหาร การพักผ่อน และความจำเป็นพื้นฐานอย่างเพียงพอ และหลีกเลี่ยงการควบคุมเด็กในสภาพแวดล้อมที่มีลักษณะเสมือนการควบคุมผู้กระทำความผิดทางอาญา

4. ขอให้ผู้ถูกควบคุมตัวสามารถเข้าถึงครอบครัว ญาติ ทนายความ และผู้ให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน อย่างรวดเร็วและโปร่งใส 

5. ขอให้พิจารณาความผูกพันกับประเทศไทยเป็นรายกรณี โดยเฉพาะผู้ที่เกิดในประเทศไทย ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน ผู้ที่มีบิดา มารดา บุตร คู่สมรส หรือญาติอาศัยอยู่ในประเทศไทย ตลอดจนผู้ที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคล

6. ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลที่มีรายงานว่าเคยถูกส่งกลับก่อนหน้านี้และครอบครัวไม่สามารถติดต่อได้ เพื่อให้ทราบถึงสถานะ ความเป็นอยู่ และความปลอดภัยของบุคคลเหล่านั้น และขอให้แจ้งข้อมูลแก่ครอบครัวตามสมควร

7. ขอให้รัฐบาลไทยเปิดพื้นที่ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน ภาคประชาสังคม และองค์กรชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันค้นหาทางออกที่ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้อง ความไว้วางใจ และการคุ้มครองชีวิต มากกว่าการใช้มาตรการทางกฎหมายเพียงมิติเดียว

“เราเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีทั้งวุฒิภาวะทางกฎหมายและทุนทางมนุษยธรรมเพียงพอที่จะจัดการกับสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “กฎหมาย” กับ “ความเมตตา” เพราะกฎหมายที่ยืนอยู่ข้างศักดิ์ศรีมนุษย์ย่อมเป็นกฎหมายที่เข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม หวังว่ารัฐบาลไทยและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้กรณีนี้เป็นโอกาสในการแสดงให้เห็นว่า ความมั่นคงของรัฐและความมั่นคงของชีวิตมนุษย์สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ และประเทศไทยจะยังคงเป็นแผ่นดินที่ผู้หนีภัยสามารถพบความปลอดภัยก่อนที่กระบวนการทางกฎหมายจะให้คำตอบต่อชะตาชีวิตของเขา จึงขอฝากความหวังไว้กับรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นการตัดสินใจที่วันหนึ่ง เมื่อเราหันกลับมามอง เรายังสามารถกล่าวได้อย่างภาคภูมิว่า ในวันที่กฎหมายต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ของมนุษย์ ประเทศไทยมิได้ละทิ้งกฎหมาย
และในขณะเดียวกัน ก็มิได้ละทิ้งความเป็นมนุษย์”แถลงกาณณ์ระบุ

//////