Search

“สุรเกียรติ์”แนะไทยเป็นตัวกลางดึงทุกคู่ขัดแย้งในพม่าทุกกลุ่มพูดคุย-เริ่มต้นจากประเด็นง่าย/ขัดแย้งน้อย-มช.จัดใหญ่ประชุมวิชาการพม่าศึกษา-นักวิชาการไทใหญ่เห็นด้วยไทยเหมาะสมที่สุดแต่อุปสรรคสำคัญคือ กต.-กองทัพบกไทยขาดความเป็นเอกภาพ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุม สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (UNISERV CMU) ได้มีการจัด การประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยพม่าศึกษา ครั้งที่ 5 (The 5th International Conference on Burma Studies) ภายใต้แนวคิด “Between Crisis & Possibility” เพื่อร่วมกันหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ด้านการเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อมในเมียนมา โดยมีผู้ที่สนใจในประเด็นพม่าทั้งนักวิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ นักศึกษา ผู้แทนสถานทูต กลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมกว่า 900 คน

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ได้กล่าวต้อนรับว่า การร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับประเทศพม่าซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่งในปัจจุบัน พม่าศึกษาถือเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และงานวิจัยระหว่างนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนี้อย่างต่อเนื่อง

ดร. ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Regional Center for Social Science and Sustainable Development – RCSD) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในเวทีว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้ส่งบทสรุปและผลงานวิจัยเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งครอบคลุม 14 หัวข้อย่อย ที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับวิกฤติในหลากหลายมิติ ทั้งทรัพยากร อารยะขัดขืนและความรับผิดชอบของรัฐ ศักยภาพ มนุษยธรรม และการเอาชีวิตรอดพื้นที่ชายแดน บทบาทหญิงชาย และเพศสภาพ การศึกษาและโรงเรียนในภาวะสงคราม

“คำถามสำคัญคือ เราคาดหวังว่าการอภิปรายในหัวข้อย่อยเหล่านี้จะช่วยให้พวกเราสามารถคิดไปข้างหน้า ท่ามกลางความท้าทายระหว่างวิกฤติและความเป็นไปได้ในหลากหลายมุมมอง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์อันน่ากังวล เราอยากให้การประชุมครั้งนี้มีความหมายอย่างแท้จริง”ดร.ชยันต์ กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์ CESDกล่าวว่า การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในพม่าไม่ได้สร้างแค่วิกฤติทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายความพยายามในการสร้างสหพันธรัฐประชาธิปไตยให้เป็นจริงขึ้นมาได้ เมื่อโครงสร้างแบบเดิมพังทลายลง แต่แนวคิดทางการเมืองใหม่ยังไม่สามารถตั้งหลักได้อย่างสมบูรณ์ สถานการณ์จึงกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่อ่อนแอลงเรื่อย ๆ สิ่งนี้ทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดว่า แท้จริงแล้วพม่ากำลังมุ่งหน้าไปสู่อะไร และอะไรคือความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างรัฐ ชุมชน และประชาชน การหารือร่วมกันในครั้งนี้จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยออกแบบ จินตนาการทางการเมือง และการมองอนาคตของรัฐชาติ การสร้างสถาบันในจินตนาการ ความมุ่งมั่น และเจตจำนงทางการเมือง รวมถึงการเมืองในจินตนาการของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ รวมถึงนักเคลื่อนไหวทุกรุ่นที่ต่างมีพื้นหลังที่คล้ายคลึงกัน ล้วนต้องเผชิญคำถามว่า เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรในทางการเมืองแห่งอนาคต ซึ่งจะกลายมาเป็นตัวตนของเศรษฐกิจท้องถิ่น เศรษฐกิจพื้นที่อนุรักษ์ในชุมชน และสิทธิในการมีส่วนร่วม

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งภายหลังกล่าวเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยพม่า/เมียนมาศึกษา ครั้งที่ 5 ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความขัดแย้งทางการเมือง แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสาธารณสุข การศึกษา มลพิษข้ามพรมแดน PM2.5 ยาเสพติด สแกมเมอร์ ตลอดจนสารพิษในแม่น้ำ ซึ่งบางปัญหาไทยจำเป็นต้องหารือกับเมียนมา ขณะที่บางปัญหาต้องประสานกับประเทศอื่น เช่น จีน ควบคู่กันไปด้วย

ประธานสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวว่า ในเมียนมายังคงมีการสู้รบภายใน ซึ่งปลายทางสำคัญคือต้องสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา ผ่านกระบวนการที่ดึงคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการพูดคุยแบบ Inclusive Dialogue หมายความว่าเป็นการเสวนา มีการเจรจาสันติภาพ โดยมีทุกฝ่าย ทุกคู่ขัดแย้งมาให้ครบ ปัจจุบันมีกลุ่มที่เห็นต่างในเมียนมาอย่างน้อยประมาณ 40 กลุ่ม ในจำนวนนี้บางกลุ่มไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลทหาร ขณะที่บางกลุ่มก็ไม่ยอมรับที่จะพูดคุยกับรัฐบาลทหารพม่า แต่หากทุกฝ่ายยังไม่สามารถพูดคุยกันได้ ก็ยากที่จะได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน

“ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากประเด็นการเมืองที่มีความขัดแย้งสูงที่สุดอย่างเรื่องการแบ่งอำนาจ สหพันธรัฐ หรือการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ควรเลือกเรื่องง่ายหรือเรื่องที่มีความเป็นการเมืองน้อยกว่า เช่น ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์และยารักษาโรค หรือการดึงศูนย์ประสานงานการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน เรียกแนวทางดังกล่าวว่าเป็นการเริ่มต้นจาก ‘lowest-hanging fruit’ หรือผลไม้ที่อยู่ต่ำที่สุดและเก็บได้ง่ายที่สุด ก่อนจะค่อยๆ ขยับไปสู่ประเด็นที่ซับซ้อนกว่า”ดร.สุรเกียรติ์ กล่าว

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าทุกฝ่ายควรมีโอกาสหาข้อตกลงร่วมกันได้ คือการลดความรุนแรง โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่ให้เริ่มจากข้อเท็จจริงว่า การสู้รบทำให้เด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และประชาชนเสียชีวิต ขณะที่หมู่บ้านถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง

“เราไม่บอกฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนดี แต่การฆ่ากันที่มันเกิดแล้ว คนเสียชีวิต เป็นเด็ก ผู้พิการ คนแก่ หมู่บ้านถูกทำลายกันมาตลอด จะโดยฝ่ายใดก็แล้วแต่ อันนี้มันควรจะลดลงจนถึงหยุด หากทุกฝ่ายเห็นตรงกันเรื่องการลดความรุนแรง ยอมให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง จากนั้นจึงค่อยขยับไปคุยเรื่องที่ยากขึ้น เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ รูปแบบการปกครอง หรือคำถามว่าเมียนมาจะเดินไปสู่ระบบสหพันธรัฐหรือไม่”ประธานสภามหาวิทยาลัย มช.กล่าว

ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า สถานการณ์เวลานี้อยู่ในภาวะที่แต่ละฝ่ายยังคงขาดความไว้วางใจอย่างมาก ซึ่งยากจะเดินไปสู่การเจรจา ฉะนั้นจึงต้องสร้างกระบวนการความเชื่อมั่นระหว่างคู่ขัดแย้ง โดยก่อนหน้านี้ การเจรจามักเกิดขึ้นโดยแต่ละฝ่ายเลือกคุยเฉพาะคนที่ตัวเองยอมรับ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร การเจรจาแบบ Inclusive Dialogue จำเป็นต้องเลือกคุยกับทุกฝ่าย รวมถึงฝ่ายที่อาจไม่เห็นด้วย อาจเห็นไม่ตรงกันอย่างรุนแรงด้วย

ผู้สื่อข่าวถามถึงบทบาทของอาเซียนต่อสถานการณ์เมียนมา ดร.สุรเกียรติ์ตอบว่า ทั้งอาเซียนและไทยจำเป็นต้อง “จริงจังกันกว่านี้” เพราะหากจุดยืนของเมียนมายิ่งห่างออกจากกรอบของอาเซียน กระบวนการที่จะนำไปสู่การเจรจาสันติภาพก็จะยิ่งยาก

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากความสัมพันธ์ที่มีอยู่กับหลายฝ่าย ทั้งกองทัพและรัฐบาลเมียนมา กลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนอาเซียนและประเทศตะวันตกที่มีความใกล้ชิดกับกลุ่มต่างๆ ในเมียนมา

ขณะที่นายคืนใส ใจเย็น นักวิชาการอาวุโสชาวไทใหญ่ ให้สัมภาษณ์ว่า การจัดเวทีลักษณะนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายที่ต่างมีความเห็นของตนเองได้เข้ามารวมตัวและสะท้อนปัญหา แม้เวทีในเบื้องต้นอาจจะยังไปไม่ถึงขั้นการหา “ทางออก” (Way Out) หรือ “ทิศทางข้างหน้า” (Way Forward) ที่สมบูรณ์ แต่ถือเป็นบันไดขั้นแรกในการระบุปัญหาที่แท้จริงให้ชัดเจน ก่อนจะนำไปสู่เวทีการเจรจาและการแก้ไขปัญหาเชิงรูปธรรมในอนาคตอันใกล้

ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวโน้มทิศทางการเมืองภายในเมียนมาหลังการเลือกตั้ง และผลกระทบจากการเดินทางเยือนประเทศไทยของ พล.อ.มินอ่องหล่าย นักวิชาการผู้นี้กล่าวว่า ก่อนการเลือกตั้ง หลายฝ่ายรวมถึงคนในเมียนมาคาดหวังว่าการเลือกตั้งแม้จะไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างแท้จริงแต่จะช่วยกระจายอำนาจของ 3 ระบบคืออำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ออกจากกันเพื่อเกิดระบบตรวจสอบถ่วงดุล แต่ในความเป็นจริง พล.อ. มินอ่องหล่าย กลับรวบอำนาจทั้งสามประการไว้ที่ตนเองทั้งหมด ทำให้แม้พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) จะครองเสียงข้างมากในสภา แต่ก็ไร้อำนาจต่อรองที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการรวมศูนย์อำนาจเช่นนี้จะอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากการบริหารประเทศมีความแตกต่างจากการคุมกองทัพ และฝ่ายปกครองอาจต้องเผชิญกับข้อผิดพลาดจนนำไปสู่การผ่อนปรนอำนาจในที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามถึงบทบาทของรัฐบาลไทยในการเป็นตัวกลางผลักดันกระบวนการสันติภาพในเมียนมา นักวิชาการมองว่า ไทยมีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะทำหน้าที่เป็นคนกลาง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหลักอย่างจีนและอินเดียซึ่งเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์กัน หากไทยสามารถขับเคลื่อนได้ ทั้งสองมหาอำนาจก็พร้อมจะยอมรับ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของไทยคือ ปัญหาเสถียรภาพภายในประเทศ ที่ยังขาดรัฐบาลที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง ความไม่เป็นเอกภาพระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และกองทัพบก แม้ กต. จะมีความเชี่ยวชาญด้านการทูต แต่กองทัพบกมีความเข้าใจและรู้จักกลุ่มต่าง ๆ ในเมียนมาตามแนวชายแดนมากกว่า หากทั้งสองหน่วยงานไม่สามารถบูรณาการและทำงานร่วมกันได้ นโยบายหรือบทบาทที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามทำก็จะไม่บรรลุผล ผู้

“สำหรับฝ่ายต่อต้านตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ยังไม่สามารถรวมเป็นเสียงเดียวกันได้ ส่งผลให้ประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียนตัดสินใจกำหนดท่าทีได้ยาก จุดยืนของรัฐบาลเนปิดอว์ยังคงเลือกเจรจาเฉพาะกับองค์กรติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ (EAOs) แต่ปฏิเสธการพูดคุยกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) โดยมองว่าเป็นเพียงรัฐบาลบนแผ่นกระดาษ ทั้งที่แก่นแท้ของปัญหาเริ่มต้นจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรค NLD ซึ่งต่อมากลายเป็น NUGกับกองทัพเมียนมาเอง การที่ฝ่ายทหารเลือกคุยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์จึงไม่สามารถนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริงได้ หากปราศจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย”นายคืนใส กล่าว

นายคืนใสกล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา NUG เริ่มตระหนักว่าอำนาจต่อรองของตนลดลง จึงจำเป็นต้องพึ่งพาและร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ นำมาสู่การพยายามรวมกลุ่มจัดตั้ง SCEF ร่วมกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์หลัก เช่น KNU, KNPP หาก NUG และกลุ่มชาติพันธุ์สามารถหลอมรวมเป็นเอกภาพได้ แม้จะยังไม่สามารถเอาชนะกองทัพเมียนมาได้ในทันที แต่จะช่วยยกระดับอำนาจการต่อรองได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลทหารเองก็พยายามใช้ยุทธวิธีแบ่งแยกแล้วปกครอง ดังนั้นฝ่ายต่อต้านจึงต้องรู้เท่าทันและไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของการแบ่งแยก