Search

แก๊งสแกมเมอร์ปรับเส้นทางขนย้ายเหยื่อมุ่งพื้นที่ชายของอีสาน-ตม.เผยสกัดเต็มที่แต่ติดข้อจำกัดทางกฏหมาย

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 นายจารุวัฒน์ จิณห์มรรคา รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล ได้เปิดเผยสถานการณ์การหลอกลวงคนไทยไปทำงานในแก๊งสแกมเมอร์ว่า หลังจากช่วงก่อนเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มีการกวาดล้างขบวนการจัดหาคนและเส้นทางลักลอบนำคนไปยังกัมพูชาอย่างเข้มข้น รวมถึงพื้นที่เชียงแสน จ.เชียงราย ส่งผลให้ขบวนการดังกล่าวต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางและย้ายฐานการหลอกลวงไปยังพื้นที่อื่น โดยเฉพาะประเทศลาว โดยก่อนหน้านี้คนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคอีสาน ถูกหลอกให้เดินทางไปทำงานในประเทศกัมพูชา ผ่านนายหน้าหรือธุรกิจจัดหางานที่ลักลอบนำคนออกนอกประเทศ แต่หลังจากมีการจับกุมและกวาดล้างนายหน้าจำนวนมาก ทำให้ขบวนการต้องปรับรูปแบบการขนย้ายคน

“พวกนี้ก็เลยเงียบไป แต่มีการย้ายการขนคนออกจากภาคอีสาน ก็คือจังหวัดหนองคาย โดยออกไปจากช่องทางธรรมชาติเองแล้วก็จากการออกนอกเมืองโดยใช้การบอร์ดดิ้งพาสออกไปครับ”นายจารุวัฒน์ กล่าว

รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอลกล่าวว่า รูปแบบการหลอกลวงยังคงใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก โดยผู้เสียหายจะถูกชักชวนให้เดินทางไปทำงาน พร้อมอ้างว่าจะจัดทำใบอนุญาตทำงานให้ภายหลัง แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับถูกส่งเข้าไปในพื้นที่ควบคุมของแก๊งสแกม หรือ “สแกมเมอร์คอมพาวด์” และถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงทางออนไลน์ โดยจะให้ทำบอร์ดดิ้งพาส 3 วัน และก็จะมีการล่อลวงว่าไปทำงานกัน แล้วจะทำใบอนุญาตทำงานให้อีกที สุดท้ายจะพาไปเป็นพวกสแกมเหมือนเดิม ซึ่งพาไปขังอยู่ในฐานสแกมเมอร์

นายจารุวัฒน์ระบุว่า ปัจจุบันพบฐานปฏิบัติการลักษณะดังกล่าวในหลายพื้นที่ของประเทศลาว ทั้งนครหลวงเวียงจันทน์และแขวงสะหวันนะเขต โดยเฉพาะสะหวันนะเขตที่พบการขยายฐานคอลเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ขณะที่ฐานในกัมพูชายังคงมีอยู่ แต่ไม่ได้ขยายตัวมากเท่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

“สำหรับข้อมูลผู้เสียหายที่เข้ามาร้องเรียนกับมูลนิธิอิมมานูเอล ปัจจุบันมีประมาณ 70 ราย ส่วนใหญ่ถูกล่อลวงผ่านช่องทางออนไลน์ และผู้เสียหายส่วนมากจะเป็นผู้เสียหายแถบจังหวัดชายขอบอีสาน เช่น บึงกาฬ อุบลราชธานี และในอีสานอื่นๆ จะเป็น อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา และร้อยเอ็ด โดยคนพวกนี้ก็จะถูกล่อลวงผ่านช่องทางออนไลน์เหมือนเดิมค”รองประธานมูลนิธิแห่งนี้ กล่าว

นายจารุวัฒน์กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นผู้ที่กำลังหางานผ่านช่องทางออนไลน์ และเชื่อว่าข้อเสนอที่ได้รับเป็นงานจริง ทำให้ขบวนการสามารถเข้าถึงคนจากพื้นที่ต่างๆ ได้ แม้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่างๆ จะมีการประชาสัมพันธ์เตือนภัยและเพิ่มความเข้มงวดในการสกัดเส้นทางการเดินทางมากขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ตามฐานสแกมเดิมก็ยังไม่ได้หายไป โดยยังพบการดำเนินงานทั้งในเวียงจันทน์และกัมพูชา เพียงแต่การขยายตัวไม่ได้มากเท่ากับช่วงที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้สำหรับผู้เสียหายที่ยังไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ถูกควบคุมตัวและบังคับให้ทำงานเป็นสแกมเมอร์ เพราะตอนนี้รูปแบบการอายัดบัญชีแล้วปล่อยตัว พบว่าลดลงแล้วเพราะจะใช้วิธีการส่งตัวไปทำงานอื่นแทนเมื่อถูกอายัด ไม่ก็ถูกขังอยู่

นายจารุวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือกลับประเทศไทยแล้ว บางส่วนยังอยู่ระหว่างกระบวนการคัดแยกและดำเนินการตามขั้นตอน เนื่องจากมีกรณีที่บัญชีธนาคารถูกอายัด และบางรายถูกดำเนินคดีจนต้องอยู่ในเรือนจำ ขณะนี้มูลนิธิยังคงติดตามข้อมูลและประสานงานเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายแต่ละรายต่อไป

ด้านพ.ต.ท.ธียาฌพัตท์ รังสิพราหมณกุล รองผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ไทยมีข้อจำกัดจากกรอบกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยึดและเคารพกฎหมายเป็นหลัก ทำให้ไม่สามารถเข้าไปห้ามหรือสกัดบุคคลที่กำลังจะเดินทางออกนอกประเทศได้ หากยังไม่มีหมายจับหรือหลักฐานที่สามารถใช้ดำเนินการตามกฎหมายได้

“เราถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมาย เราต้องเคารพกฎหมายเป็นหลัก ทำอะไรไม่ได้มาก แล้วต่อให้รู้ว่าจะไป จะห้ามเขาอย่างไร เขาไม่มีหมายจับ ไม่มีปัญหาอะไร เขาก็เดินทางได้” พ.ต.ท.ธียาฌพัตท์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าปัจจุบันเจ้าหน้าที่มีแนวทางอื่นในการจัดการกับปัญหาดังกล่าวหรือไม่ รองผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายกล่าวว่า เจ้าหน้าที่มีวิธีดำเนินการหลายแนวทาง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ โดยยอมรับว่าการทำงานในลักษณะดังกล่าวมีข้อจำกัดและเจ้าหน้าที่อยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบหากไม่สามารถใช้กฎหมายเข้าไปดำเนินการได้โดยตรง ทั้งนี้กรณีผู้ที่ถูกส่งกลับมายังประเทศไทย ส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่ถูกดำเนินคดีในฝั่งประเทศลาวจนเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว ก่อนถูกส่งตัวกลับประเทศไทย และยังคงมีผู้ถูกส่งกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน