
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้ากรณีที่เด็กนักเรียน 13 คนจากศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เนื่องจาก สพป.(สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา) เขต 2 เห็นว่านักเรียนกลุ่มนี้มีสถานะบุคคลไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยล่าสุดผู้ปกครองของเด็กหญิงพอเซอโลโซ (นามสมมติ) ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้บุตรสาวสามารถเดินทางออกจากพื้นที่พักพิงเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนไทยได้ตามปกติ หลังถูกระงับการเข้าเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนบ้านขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก จากคำสั่งของ สพป.เขต 2 ทำให้ทางโรงเรียนแจ้งว่าเด็กที่มีเลขประจำตัว 13 หลักในกลุ่มศูนย์อพยพและเกิดในพื้นที่พักพิงชั่วคราว จะไม่สามารถศึกษาต่อนอกพื้นที่พักพิงได้
ในจดหมายระบุว่า เด็กหญิงออง(นามสมมุติ) เรียนที่โรงเรียนบ้านป่าไร่ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนบ้านขะเนจื้อในปี 2569 และเรียนมาแล้วประมาณ 2-3 เดือน กระทั่งในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคม โรงเรียนได้ประชุมและแจ้งเกี่ยวกับมาตรการสำหรับเด็กที่มีเลขประจำตัว 13 หลักในกลุ่มศูนย์อพยพและเกิดในพื้นที่พักพิง ส่งผลให้เด็กหญิงไม่สามารถเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนได้ตามปกติ ผู้ปกครองจึงขอให้ ศธ.พิจารณาอนุญาตให้บุตรสาวสามารถเดินทางระหว่างพื้นที่พักพิงชั่วคราวกับโรงเรียนได้อย่างปลอดภัยในช่วงเวลาเรียน พร้อมยืนยันว่าจะกำกับดูแลให้เด็กเดินทางตามเส้นทางที่ได้รับอนุญาตระหว่างโรงเรียนและที่พัก และตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่ โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดโอกาสให้บุตรสาวได้ศึกษาต่อในโรงเรียนไทยต่อไป
นายอองซาน ซอก่อโซ ผู้ปกครองของเด็กหญิงพอเซอโลโซให้สัมภาษณ์ว่า การได้เรียนในโรงเรียนไทยมีความสำคัญต่ออนาคตของลูกสาว เนื่องจากต้องการให้เด็กมีโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิต เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมไทย รวมถึงสามารถสื่อสารภาษาไทยและปรับตัวเข้ากับสังคมไทยได้ เพราะเด็กเกิดและเติบโตในประเทศไทย แม้ภายในพื้นที่พักพิงจะมีโรงเรียนรองรับ แต่ตนกังวลว่าวุฒิการศึกษาที่ได้รับจากโรงเรียนในพื้นที่ศูนย์พักพิงไม่สามารถนำไปใช้ได้หรือไม่ได้รับการยอมรับนอกพื้นที่พักพิง
ขณะที่มารดาของเด็กหญิงรายนี้กล่าวว่า ในฐานะคนเป็นแม่ รู้สึกกังวลและเสียใจมากที่ลูกต้องหยุดเรียน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ลูกเรียนมาตลอดและเพิ่งได้เรียนต่อ ม.1 ที่โรงเรียนแห่งใหม่ การที่จู่ๆ ลูกต้องออกจากโรงเรียน ทำให้กังวลว่าอนาคตของลูกจะเป็นอย่างไร เราไม่อยากให้ลูกต้องมีชีวิตเหมือนกับพวกเรา
ทางด้านเด็กหญิงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้ไปโรงเรียนมาตั้งแต่วันจันทร์ที่แล้ว “ครูบอกว่ามีการประกาศรายชื่อออกมาและบอกว่าหนูยังไปเรียนไม่ได้ อาจจะต้องรอถึงปีหน้าเลยค่ะ ครูจะพยายามช่วยให้ถึงที่สุด หนูรู้สึกเสียใจมากที่ไม่ได้ไปเรียน คิดถึงเพื่อนๆด้วย ไม่รู้จะได้เรียนด้วยกันอีกเมื่อไหร่ มีเพื่อนอีกประมาณ 11 คนที่ไม่ได้ไปเหมือนกัน”
เด็กหญิงผู้โชคร้ายรายนี้กล่าวว่า เธอมีน้องชายอีก 2 คน โดยคนหนึ่งเรียนอยู่ชั้น ป. 5 และอีกคนเรียนอยู่ชั้น ป. 2 โดยน้องๆ ยังสามารถไปเรียนหนังสือได้ตามปกติ
“ในช่วงเวลา 1 ปีที่ต้องรออยู่นี้ หนูคงต้องอาศัยอยู่ที่บ้านไปก่อน แต่ในใจของหนูคืออยากกลับไปเรียนมากถ้ามีโอกาส เพราะหนูชอบเรียนวิชาภาษาไทยที่สุดและมีความใฝ่ฝันว่าโตขึ้นอยากจะเป็นแพทย์ค่ะ” เด็กหญิงกล่าว
ขณะที่ ดร.เฮโซ ทาโก จาก Karen Refugee Committee (KRC) กล่าวถึงประเด็นด้านการศึกษาของเด็กผู้หนีภัยการสู้รบว่ารัฐไทยควรจะมีนโยบายหรือมาตรการที่ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้ผู้ลี้ภัยสามารถมีส่วนร่วมกับสังคมไทยในชีวิตประจำวันได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีอิสระ ซึ่งรวมถึงการบูรณาการด้านการศึกษาด้วย ถ้าขาดด้านการให้โอกาสทางการศึกษาไปก็จะไม่ครบวงจร หากอนุญาตให้มีการออกมาทำงานนอกค่ายได้ ก็ควรที่จะอนุญาตให้เรียนนอกค่ายด้วย
ดร.เฮโซ กล่าวว่า การบูรณาการการศึกษาไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับตัวผู้ลี้ภัยเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อชุมชนวงกว้าง เนื่องจากมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความพร้อมในตลาดแรงงานและโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต และรัฐควรมีนโยบายที่ครบวงจรในการแก้ปัญหาผู้ลี้ภัย ตั้งแต่การทำงานไปจนถึงการเรียนและการฝึกทักษะ เพื่อจะช่วยให้ผู้คนยังคงมีสิทธิในการเลือกและสามารถตัดสินใจในวิถีชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเด็กที่เกิดและเติบโตบนแผ่นดินไทยทั้งนี้
ผู้สื่อข่าวได้พยายามโทรสัมภาษณ์ไปยังสำนำงาน สพป.เขต 2 ได้รับคำตอบว่า เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ จึงยังไม่สามารถประสานขอคำชี้แจงได้ โดยจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมในวันทำการถัดไป
————-