Search

3 นักวิจัยชาวคะฉิ่นร่วมกันชำแหละจีนสุดเลวร้ายเข้าไปตักตวงแรร์เอิร์ธ-แฉปรากฏการณ์ “อาหย่อ”ย่ำยีแรงงานหญิงในเหมืองให้ร่วมหลับนอนด้วย-เผยเพื่อให้ได้มาซึ่งแร่หายากรัฐบาลมังกรใช้กลวิธีต่อรองกับกองกำลังKIO/KIA

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ที่ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ในการประชุมวิชาการนานาชาติพม่าศึกษา ครั้งที่ 5 วันที่ 3  ได้มีการจัดเวทีเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “Rare Earth Mining in Myanmar: Environmental Degradation, Gender-Based Exploitation, and Shifting Governance in Chipwe” โดยมี Naw Seng รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและผู้ดำเนิน และวิทยากร 3 คน ได้แก่ Zung Ting, Cindy Aung และ Seng Li เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสะท้อนวิกฤตการณ์ผลกระทบจากการทำเหมืองแร่หายากในเขตเมืองชิพวี (Chipwi) และพังวา (Pangwa) รัฐคะฉิ่นCitation 

Seng Li นักวิจัยประจำศูนย์ศึกษาการพัฒนาอย่างยั่งยืน (RCSD) คณะสังคมศาสตร์ มช.กล่าวถึง เบื้องหลังและสถานการณ์บนพื้นที่จริงภายหลังองค์กรอิสรภาพคะฉิ่น (KIO) และกองทัพอิสรภาพคะฉิ่น (KIA) เข้ายึดครองพื้นที่ทำเหมืองแร่หายาก ในเขตเมืองชิพวี (Chipwi) และพังวา (Pangwa) รัฐคะฉิ่น ตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่อิทธิพลของกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ภายใต้การนำของตระกูลซะขุ่น (Zahkung)

 Seng Li  ระบุว่าการตัดสินใจเปิดปฏิบัติการยึดครองแหล่งแร่หายากของ KIO ขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลักในเชิงยุทธศาสตร์ ความมั่นคง และเศรษฐกิจการเมืองข้ามพรมแดน คือ 1.ปมความมั่นคงและรอยร้าวในอดีตพันธมิตร พื้นที่ชิพวีและพังวาตั้งอยู่ติดกับแนวชายแดนและมีเส้นทางเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์ไปยังเมืองไลซา และไมจายาง ซึ่งเป็นที่ตั้งกองบัญชาการใหญ่ของ KIO/KIA ในอดีตกลุ่มของ ซะขุ่น ติงอิง เคยแยกตัวจาก KIO เมื่อปี 2511 ไปตั้งเขตทหาร 101 ของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (BCP) ก่อนจะแปรสภาพเป็นกองทัพประชาธิปไตยใหม่-คะฉิ่น (NDAK) ในปี 2532 ซึ่งในเวลานั้นได้รับความยินยอมจาก KIO ให้อยู่ในพื้นที่ และเคยร่วมรบกับทหารพม่า เช่น ที่เมืองอินจังยาง

Seng Li กล่าวว่าหลังปี 2552 กลุ่ม NDAK ยอมแปลงสภาพเป็น BGF ภายใต้กองทัพพม่า ควบคู่กับการตั้งกองกำลังอาสาสมัครท้องถิ่น (Militia) และเปิดทางให้ทหารพม่ารวมถึงระบบบริหารราชการของทางการพม่าเข้ามาวางรากฐาน ซึ่งกลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อ KIO กระทั่งหลังการรัฐประหารปี 2564 และปฏิบัติการ 1027 กลุ่ม BGF ได้ร่วมมือกับทหารพม่าสู้รบกับ KIA โดยตรง โดยมีหลักฐานเอกสารคำสั่งอย่างเป็นทางการจากผู้นำ BGF ประกาศทำสงครามกับ KIO ก่อน ทำให้ KIO ตัดสินใจเปิดฉากเข้ายึดพื้นที่ทั้งหมด

2. เม็ดเงินมหาศาลหล่อเลี้ยงสมรภูมิต่อต้านรัฐประหาร ตัวเลขการส่งออกแร่หายากจากรัฐคะฉิ่นไปยังประเทศจีน ตามข้อมูลที่มีการบันทึกตั้งแต่ปี 2560–2567 มีปริมาณสูงถึง 2.9 ล้านตัน โดยเฉพาะในช่วงปี 2564–2567 มียอดส่งออกสูงถึง 1.7 ล้านตัน

ภายใต้ระเบียบการทำเหมืองฉบับใหม่ที่ KIO ประกาศใช้ มีการกำหนดเก็บค่าภาคหลวง (Royalty) ในอัตรา 40,000 หยวนต่อตัน ซึ่งหาก KIO สามารถจัดเก็บภาษีได้ครบตามปริมาณส่งออก 1.7 ล้านตัน จะสามารถสร้างรายได้เข้าสู่องค์กรได้สูงถึง 6.8 พันล้านหยวน (ประมาณ 943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) รายได้มหาศาลนี้กลายเป็นแหล่งทุนสำคัญในการนำไปพยุงค่าใช้จ่ายทางทหารและการส่งกำลังบำรุงร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ในสมรภูมิต่างๆ

3. แร่หายากคือเครื่องมือต่อรองอำนาจจีน หลังจากฝ่ายต่อต้านขยายพื้นที่ยึดครอง จีนได้เข้ามาแทรกแซงความขัดแย้งอย่างหนัก ทั้งการควบคุมตัวผู้นำกองกำลังโกก้าง MNDAA(Myanmar National Democratic Alliance Army) และการกดดันกองกำลังตะอาง (Ta’ang National Liberation Army-TNLA) จนต้องยอมหยุดยิงและคืนเมืองต่างๆรวมถึงพื้นที่เหมืองแร่อย่าง โมกก ล่าเสี้ยว และโมเมะก์ ให้แก่รัฐบาลทหารพม่า

Seng Li  กล่าวว่าสำหรับรัฐคะฉิ่น ทางการจีนได้ใช้มาตรการปิดด่านพรมแดนเพื่อตัดเส้นทางนำเข้าและส่งออกสินค้าเพื่อกดดัน KIO เช่นกัน แต่ในการเจรจาระดับทวิภาคีเมื่อเดือนธันวาคม 2567 นั้น KIO ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการชาวจีนดำเนินกิจการเหมืองแร่หายากต่อไป เป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนให้จีนยอมเปิดด่านพรมแดนและการค้าตามปกติ แหล่งแร่หายากจึงกลายเป็นแต้มต่อสำคัญในการคานแรงกดดันจากภายนอก

“หลังเข้ายึดพื้นที่ KIO ได้วางระบบบริหารราชการใหม่อย่างครบวงจร ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร การศึกษา และสาธารณสุข โดยกำหนดให้มี 3 องค์กรหลักในการกำกับดูแลกิจการเหมืองแร่ คือ กระทรวงพาณิชย์ส่วนกลางของ KIO ทำหน้าที่ออกใบอนุญาต/สัมปทาน และจัดเก็บภาษี  คณะกรรมการตรวจสอบการทำเหมืองแร่หายาก ทำหน้าที่ตรวจตราพื้นที่เหมือง  และ คณะกรรมการบริหารระดับหมู่บ้าน ทำหน้าที่รับรองคำขอสัมปทานและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเกิดข้อพิพาทในระดับพื้นที่” Seng Li กล่าว

นักวิจัยคะฉิ่น กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จริงบนพื้นที่ยังพบปัญหาข้อพิพาทเรื่องสิทธิ์ในเหมืองแร่ระหว่างนักลงทุน เช่น กรณีข้อพิพาทใกล้เมืองชิพวีเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน ที่ผู้ประกอบการรายหนึ่งนำหนังสือรับรองจากพื้นที่อื่นไปยื่นขอสัมปทานในพื้นที่ใหม่ผ่านช่องทางส่วนกลาง จนคณะกรรมการระดับหมู่บ้านต้องเข้ามาตรวจสอบชี้ขาด

นอกจากนี้ ยังเกิดข้อพิพาทด้านแรงงานระหว่างคนงานท้องถิ่นกับนายจ้างชาวจีนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนายจ้างจีนมองว่าเมื่อจ่ายค่าจ้างแล้วสามารถสั่งงานอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ แม้ว่าเมื่อเกิดเหตุตำรวจของ KIO จะเข้ามาสอบสวน แต่ในทางปฏิบัติ คำตัดสินและข้อยุติของเจ้าหน้าที่มักมีแนวโน้มตัดสินเข้าข้างและเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการชาวจีนเป็นหลัก ส่งผลให้ผู้ประกอบการชาวจีนยังคงขาดความเคารพต่อคนท้องถิ่น และสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมายที่ยังคงเอนเอียงไปตามผลประโยชน์ของกลุ่มทุนข้ามชาติ

ด้านนายซุง ติง  นักวิจัยชาวคะฉิ่นอีกรายหนึ่งกล่าวว่า เนื่องจากรัฐคะฉิ่น เป็นดินแดนทางตอนเหนือสุดของเมียนมาที่มีพรมแดนประชิดทั้งจีนและอินเดีย กำลังกลายเป็นศูนย์กลางการทำเหมืองแร่หายาก ขนาดใหญ่ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโลกที่ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ ได้ผลักดันให้ความต้องการแร่ชนิดนี้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2040 ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่ทำให้ชาติต่างๆ เร่งจัดหาแร่ยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคง แม้กะฉิ่นจะอุดมไปด้วยหยก ทองคำ ทับทิม และแร่หายาก แต่สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษกลับทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในดินแดนที่ยากจนที่สุด

นักสิ่งแวดล้อมชาวคะฉิ่น กล่าวว่า จีนซึ่งเป็นผู้ผูกขาดห่วงโซ่การผลิตและแปรรูปแร่หายากของโลก ได้ปรับนโยบายระหว่างปี 2012–2015 โดยหันไปเน้นการแปรรูปและสั่งปิดเหมืองผิดกฎหมายในประเทศตนเอง ทำให้กลุ่มทุนจีนเริ่มเคลื่อนย้ายเข้ามาทำเหมืองในรัฐกะฉิ่นแทน สถานการณ์รุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2021 เมื่อบริษัทเหมืองแร่สัญชาติจีนเข้ามาทำข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลทหารเมียนมา ข้อมูลจากสถาบันสติมสัน ระบุว่า ในรัฐคะฉิ่นมีจุดชะล้างแร่หายากผุดขึ้นมากกว่า 500 จุด

จนกระทั่งในปี 2024 กองทัพเอกราชคะฉิ่น  ได้เข้ายึดและควบคุมพื้นที่เหมืองหลักในเขตชีปเว  และพังวา  ส่งผลให้ทางการจีนตอบโต้ด้วยการปิดด่านชายแดนเพื่อสกัดการขนส่งสารเคมีและเครื่องจักรหนัก เช่น รถแบ็กโฮและรถแทรกเตอร์ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะเจรจาตกลงกันได้ และกลับมาเดินหน้าทำเหมืองเต็มกำลังอีกครั้งในปี 2025 พร้อมกันนี้ จีนยังได้ขยายฐานการทำเหมืองไปยังรัฐฉาน ในเขตอิทธิพลของกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) และกลุ่มโกก้าง (MNDAA) ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทางการจีน

นายซุง ติง กล่าวว่า ภาพการทำเหมืองแร่หายากในพื้นที่ใช้วิธีชะล้างแร่ในแหล่ง ซึ่งเริ่มต้นจากการตัดไม้ทำลายป่าบนยอดเขาจนโล่งเตียน จากนั้นจึงขุดเจาะหลุมลึกจำนวนมากลงไปในเนื้อดิน แล้วเทกรดแอมโมเนียมซัลเฟต ลงไปในหลุมเพื่อให้สารเคมีทำปฏิกิริยาดึงแร่หายากออกจากชั้นดิน บริเวณตีนภูเขา คนงานจะเจาะหลุมแนวนอนเพื่อฝังท่อรวบรวมของเหลวปนเปื้อนแร่ให้ไหลลงมารวมกันในบ่อพักขนาดใหญ่ จากนั้นจึงใส่กรดออกซาลิก เพื่อให้แร่หายากตกตะกอนแยกตัวออกมา ก่อนจะนำไม้ที่ตัดจากป่าในบริเวณนั้นมาเผาเป็นฟืนเพื่อสกัดจนได้แร่ออกไซด์ ส่วนกากสารเคมีและของเสียอันตรายทั้งหมดถูกปล่อยทิ้งไว้เกลื่อนกลาดรอบพื้นที่ภูเขา

นายซุง ติง กล่าวว่า ผลจากการทำเหมืองสร้างความเสียหายอย่างหนักในหลายมิติ สายน้ำปนเปื้อนสารเคมี เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน น้ำฝนจะชะล้างกากสารพิษจากภูเขาไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ สารพิษจากการทำเหมืองในรัฐฉานได้ไหลลงสู่แม่น้ำสายและแม่น้ำกก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนท้ายน้ำในภาคเหนือของไทยที่ต้องพึ่งพาสายน้ำในการอุปโภค ทำการเกษตร ประมง และการท่องเที่ยว ก่อนจะไหลต่อไปยังระบบแม่น้ำโขง ขณะเดียวกัน มลพิษจากเหมืองในรัฐกะฉิ่นก็ไหลลงสู่แม่น้ำอิรวดี ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงประชาชนตลอดแนวเหนือจรดใต้ของเมียนมา

“ได้เกิดกระทบวิถีชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนพังทลาย ดินและแหล่งน้ำใต้ดินในแปลงเกษตรเกิดการปนเปื้อน พืชผักธรรมชาติ ปลา น้ำผึ้ง และสมุนไพรในป่าที่ชาวบ้านเคยเก็บหาไม่สามารถนำมาบริโภคได้ แม้แต่ฝั่งจีนเองก็ประกาศปฏิเสธการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรและของป่าจากพื้นที่นี้เพราะทราบดีว่ามีการปนเปื้อนสารเคมี ทำให้ชาวบ้านสูญเสียรายได้หลักในการดำรงชีพ”นักวิจัยชาวคะฉิ่นผู้นี้กล่าว

เขากล่าวด้วยว่า ภัยคุกคามป่าต้นน้ำและสัตว์หายาก การตัดไม้และทำลายหน้าดินส่งผลกระทบโดยตรงต่อเทือกเขาอิมาวบุม  ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนของเหมืองชีปเวและพังวา ทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ เช่น เก้งใบ ลิงจมูกเชิด และแพนด้าแดง ถูกทำลาย ขณะที่ภัยพิบัติดินถล่ม-น้ำท่วมซ้ำซาก ภูเขาที่ถูกขุดเจาะเป็นโพรงพรุนสูญเสียความแข็งแรงของชั้นดิน ส่งผลให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันบ่อยครั้ง จากเดิมที่ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นทุก 10–20 ปี แต่ปัจจุบันชาวบ้านต้องเผชิญกับน้ำท่วมเกือบทุกปี หรือปีละหลายครั้ง

ความขัดแย้งและปัญหาสังคม การทำเหมืองนำมาซึ่งความตึงเครียดระหว่างชาวบ้านกับกลุ่มอำนาจท้องถิ่น ปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดตามกลุ่มทุนและแรงงานที่หลั่งไหลเข้ามา รวมถึงการสู้รบแย่งชิงผลประโยชน์และทรัพยากรระหว่างกองทัพพม่า กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ และกองกำลังท้องถิ่น (Militia) ที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง

ด้านซินดี้ อ่อง (Cindy Aung) นำเสนองานวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิง ท่ามกลางจุดตัดของสถานการณ์ความขัดแย้งและการทำเหมืองแร่หายากในภูมิภาคปางวา รัฐคะฉิ่น ประเทศเมียนมา ที่ติดชายแดนประเทศจีน โดยระบุว่าแม้รัฐกะฉิ่นเผชิญการรัฐประหารและความขัดแย้งสู้รบ แต่การขยายตัวของเหมืองแร่หายากกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นหลุมขุดเจาะขนาดใหญ่และการขนส่งแร่หายากดิบข้ามด่านชายแดนไปจีนอย่างสม่ำเสมอ งานวิจัยใช้แนวทางที่คำนึงถึงมิติเพศสภาพและความขัดแย้ง สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 12 คน ประกอบด้วยหญิงท้องถิ่น สมาชิกชุมชน และตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม สะท้อนว่าเหมืองแร่แถบนี้เป็นการทำเหมืองนอกระบบ ไร้การควบคุม ขาดความโปร่งใส สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อดิน แหล่งน้ำ และป่าไม้ พื้นที่ทำกินและเกษตรกรรมของชาวบ้าน 

ซินดี้ อ่อง กล่าวว่า ผู้หญิงเผชิญแรงกดดันหลายมิติทับซ้อน ทั้งจากความขัดแย้ง การแผ่ขยายกำลังทหาร การทำเหมือง และระบบธรรมาภิบาลล้มเหลว ทำให้ขาดกลไกคุ้มครองและเยียวยา ภูมิภาคปางวาเป็นพื้นที่ห่างไกล ชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิมมีโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ ยึดมั่นศาสนาสูง ผู้หญิงถูกจำกัดบทบาท ไม่ได้แสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ เผชิญการเลือกปฏิบัติทางเพศและการตีตราทางสังคม สถานการณ์ความขัดแย้งและการตั้งด่านทหารจำกัดการเดินทาง กระทบการไปโรงเรียนของเด็ก และการออกไปเก็บผักหาฟืนของผู้หญิง จากกับระเบิด ความไม่ปลอดภัย และการสู้รบ ขณะที่การตัดสินใจ การอนุมัติ และผลประโยชน์จากเหมืองแร่ถูกผูกขาดโดยผู้ชาย กลุ่มติดอาวุธ เจ้าหน้าที่รัฐ และตัวแทนบริษัท เสียงและความต้องการของผู้หญิงจึงถูกละเลย 

นักวิจัยชาวคะฉิ่นกล่าวว่า ผลการศึกษาพบว่า บริษัทเหมืองแร่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ขาดระบบจัดการที่ได้มาตรฐาน ใช้การชะละลายแร่ในแหล่งแร่โดยตรง  ซึ่งถูกสั่งห้ามในจีนแล้ว ก่อนปี 2024 พื้นที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่ม NDA-K ร่วมกับกองทัพเมียนมา (Tatmadaw) ร่วมกันออกใบอนุญาตให้บริษัทจีน ข้อมูลเหมืองทั้งหมดถูกปิดกั้น สื่อมวลชนและนักวิจัยเข้าไม่ถึง ชาวบ้านหวาดกลัว ไม่กล้าให้ข้อมูลหรือร้องเรียน จนกระทั่งปี 2024 กองทัพเอกราชคะฉิ่น เข้าควบคุมพื้นที่ชายแดน ทีมวิจัยจึงเริ่มเข้าไปเก็บข้อมูล แม้ชุมชนยื่นหนังสือคัดค้าน แต่บริษัทและผู้มีอำนาจยังเพิกเฉย โดยบริษัทจีนอ้างว่ามีใบอนุญาตและจ่ายเงินตามข้อตกลงแล้ว จึงเดินหน้าทำเหมืองต่อ ระบบรับเรื่องร้องเรียนของชาวบ้านไร้ผล งานวิจัยอ้างอิงคำบอกเล่าว่า แม้ผู้หญิงมีชื่อในคณะกรรมการหมู่บ้าน แต่ในทางปฏิบัติถูกกีดกันออกจากการตัดสินใจจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และถูกครอบงำโดยกลุ่มผู้มีอำนาจและผู้ชาย 

ซินดี้ อ่อง ยังกล่าวว่าตำแหน่งงานที่เรียกกันว่า “อาหย่อ” (A-yaw) หมายถึง งานผสม ผู้หญิงในพื้นที่ที่สมัครเป็นแม่ครัวหรือพนักงานทำความสะอาดในแคมป์เหมือง ไม่รู้ว่ามีเงื่อนไขบีบให้ยอมหลับนอนกับคนงานหรือผู้จัดการบริษัท ซึ่งเป็นคนงานบริษัทและคนงานชาวจีน เป็นการแสวงหาประโยชน์และขูดรีดทางเพศโดยไม่มีการคุ้มครอง  โดยปรากฏการณ์ อาหย่อ ไม่เคยเกิดในเหมืองทองคำ หยก อำพัน หรือสัมปทานป่าไม้อื่นในรัฐคะฉิ่น แต่เกิดในเหมืองแร่หายากเนื่องจากทุรกันดาร ขาดองค์กรภาคประชาสังคม และกลไกชุมชนไม่เข้มแข็งพอ นอกจากนี้ คนงานเหมืองเผชิญความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ ไม่ได้รับค่าจ้าง ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันสารเคมีอันตราย ทั้งขั้นตอนเจาะ วางท่อ รวบรวมสารละลายเคมี และอบแร่ ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งทั่วชุมชน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชุมชนไม่ได้ค่าชดเชยที่ดิน พืชผลเกษตรเสียหาย ขาดกระบวนการยินยอมที่ได้รับการบอกแจ้งล่วงหน้าและเป็นอิสระ มีการปล่อยของเสียและสารเคมีลงแม่น้ำและแปลงเกษตร ทำให้ชาวบ้านขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค การปนเปื้อนของแหล่งน้ำกระทบสุขภาพคนงานหญิงและหญิงในชุมชนโดยตรง 

“พบรายงานการแท้งบุตร การทำแท้ง การตกเลือด และภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ ขณะที่ระบบสาธารณสุขย่ำแย่และขาดแคลนยา หากเจ็บป่วยต้องเดินทางไกลบนเส้นทางทุรกันดารไปปางวา ชิปวี หรือมิตจีนา ปัจจุบัน ชาวบ้านต้องซื้อน้ำดื่มจากเมืองมิตจีนา แม้น้ำแม่น้ำเมขะ ต้นน้ำที่ไหลไปบรรจบแม่น้ำมะลิขะ รวมเป็นแม่น้ำอิระวดี ก็ไม่สามารถนำมาอาบหรือใช้ได้ เพราะทำให้เกิดอาการคัน ผื่นแดง ระคายเคืองผิวหนังรุนแรง และชาวบ้านไม่กล้ารับประทานปลาจากแม่น้ำเมขะ” ซินดี้ อ่อง กล่าว 

ช่วงท้ายการนำเสนอ ซินดี้ อ่อง ระบุว่าความขัดแย้งและการสกัดทรัพยากรเชื่อมโยงกันแนบแน่น พร้อมเสนอแนวทางแก้ไข 6 ประการ 1.เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน 2.คุ้มครองสิทธิและความมั่นคงในการถือครองที่ดินชุมชน 3.ยกระดับมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม 4.กำกับดูแลให้ทำเหมืองอย่างรับผิดชอบและตรวจสอบได้ 5.ส่งเสริมสิทธิสตรีและตั้งกลไกคุ้มครองผู้หญิงจากการละเมิด 6.ผลักดันให้องค์กรภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

———–