เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 โรงพยาบาลท่าสองยาง(สาขาแม่หละ) อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ได้ออกแถลงการณ์กรณีรับรองสิทธิด้านการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับเด็กพื้นที่พักพิงชั่วคราว โดยระบุว่าเป็นเวลาหลายปีที่เด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวในประเทศไทยได้ศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนภายในค่าย ในแต่ละปีมีนักเรียนมากกว่า 500 คนสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเหล่านี้ พวกเขาเรียนหนังสืออย่างขยันขันแข็ง มีความฝันที่จะเป็นครู พยาบาล หมอ วิศวกร และผู้นำ รวมถึงหวังที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชนของตน
อย่างไรก็ตาม ข้อท้าทายสำคัญประการ คือ วุฒิการศึกษาหรือใบรับรองที่ออกโดยโรงเรียนในค่ายหลายแห่งยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเต็มที่ในระบบการศึกษาของไทย ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนมากต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญเมื่อต้องการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของไทย
ด้วยเหตุนี้ ผู้สำเร็จการศึกษาในค่ายจำนวนมากจึงมีทางเลือกน้อยมาก บางคนกลายเป็นครูในโรงเรียนในค่าย บางคนทำงานกับองค์กรด้านมนุษยธรรม และบางคนได้รับการฝึกอบรมทางการแพทย์และทำงานในสถานพยาบาลในค่าย แม้ว่างานเหล่านี้จะเป็นการสร้างประโยชน์ที่มีคุณค่าแก่ชุมชน แต่ตำแหน่งงานที่มีอยู่นั้นมีจำกัด และมักให้เงินเดือนที่ต่ำมากจนไม่เพียงพอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ผู้สำเร็จการศึกษาในค่ายจำนวนมากไม่สามารถหางานทำได้เลย เนื่องจากโอกาสภายในค่ายมีจำกัดอย่างยิ่ง
แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อตระหนักถึงความท้าทายเหล่านี้ ผู้ปกครองหลายคนจึงยอมเสียสละอย่างยิ่งใหญ่เพื่อส่งลูกๆ เข้าเรียนในโรงเรียนไทย โดยหวังว่าจะได้รับใบรับรองการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับในไทย ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ สามารถศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมในอนาคต ทว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ชุมชนผู้หนีภัยกลับต้องเสียใจอย่างสุดซึ้งกับนโยบายใหม่ที่กำหนดให้เด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงฯ ต้องเรียนเฉพาะในโรงเรียนภายในค่ายเท่านั้น ส่งผลให้เด็กผู้หนีภัยจำนวน 13 คนที่เคยเรียนอยู่ที่โรงเรียนบ้านขะเนจื้อ นอกพื้นที่พักพิงฯ ต้องถูกให้ออกจากโรงเรียน
“สิ่งนี้สร้างความผิดหวังอย่างยิ่งแก่เด็กๆ และครอบครัว นอกเหนือจากการขัดจังหวะทางการศึกษาแล้ว ประสบการณ์เช่นนี้ยังอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพจิต ความเป็นอยู่ที่ดีทางอารมณ์ ความมั่นใจ และความหวังต่ออนาคตของเด็กๆ อีกด้วย”แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ของโรงพยาบาลท่าสองยาก(สาขาแม่หละ)ระบุว่า มีคำถามสำคัญบางประการที่ยังคงอยู่ อาทิการศึกษาที่จัดขึ้นในโรงเรียนภายในพื้นที่พักพิงฯ จะได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทยในที่สุดหรือไม่? หากการศึกษาในค่ายยังไม่ได้รับการรับรอง จะสามารถสร้างแนวทางเพื่อให้นักเรียนในค่ายสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบการศึกษาของไทยได้หรือไม่? และหลักสูตรการศึกษาในค่ายจะสามารถปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติของไทย เพื่อให้นักเรียนได้รับคุณวุฒิที่เป็นที่ยอมรับในประเทศได้หรือไม่?
“สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นคำถามทางการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นคำถามเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียม และอนาคตของเยาวชนคนรุ่นใหม่นับพันคน” แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ระบุว่า มีแนวทางแก้ไขหลายประการ อาทิ การรับรองการในพื้นที่พักพิงฯ โดยการประเมินและรับรองวิทยฐานะโรงเรียนในค่ายที่มีมาตรฐานทางวิชาการที่เหมาะสม , การพัฒนาหลักสูตรเชื่อมโยงหรือระบบเทียบโอน เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาในค่ายสามารถเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โรงเรียนมัธยมศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัยของไทยได้,การปรับหลักสูตรในค่ายให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติของไทย โดยยังคงเคารพบริบทเฉพาะของชุมชนผู้หนีภัย,สร้างความเข้มแข็งในการทำงานร่วมกัน ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการของไทย องค์กรด้านมนุษยธรรม มหาวิทยาลัย และผู้จัดการศึกษาในพื้นที่พักพิงฯ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่ยั่งยืน
“ไม่ควรมีเด็กคนไหนต้องใช้เวลาหลายปีในการเรียนหนังสือเพียงเพื่อจะพบว่าการศึกษาของพวกเขาไม่สามารถช่วยให้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือประกอบอาชีพที่มีความหมายได้ เด็กทุกคนสมควรได้รับความหวัง โอกาส และอนาคต การศึกษาไม่ได้เป็นเพียงแค่การได้รับใบรับรอง แต่คือการปลดล็อกศักยภาพความเป็นมนุษย์ เด็กทุกคนสมควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ได้มีความฝัน และได้สร้างอนาคตที่ดีกว่า”แถลงการณ์ระบุ
ขณะที่เด็กนักเรียน 3 คนที่ถูกให้ออกจากโรงเรียนกลางคันได้เขียนจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา โดยได้เล่าถึงความไฝ่ฝันที่อยากมีอนาคตเป็นแพทย์ วิศวกร และนักแสดง ซึ่งการออกมาเรียนหนังสือในโรงเรียนนอกค่ายเพราะได้เรียนรู้หลากหลาย และทำให้มีโอกาสได้เดินไปสู่ความฝัน และทุกคนยืนยันว่าจะตั้งใจเรียน จึงขอโอกาสจากรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาให้ได้กลับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านขะเนจื้อต่อ
