
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล(รพ.)ท่าสองยาง จ.ตาก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี รพ.ท่าสองยาง(สาขาแม่หละ) ออกแถลงการณ์สนับสนุนให้รับเด็กนักเรียน 13 คนจากศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก กลับเข้าสู่โรงเรียนบ้านขะเนจื้อซึ่งอยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัย ภายหลังจาก สพป.(สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา) เขต 2 เห็นว่านักเรียนกลุ่มนี้มีสถานะบุคคลไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดและให้ออกกลางคัน ว่าการไปโรงเรียนไม่ได้ให้แค่เรื่องการอ่านออกเขียนได้อย่างเดียว แต่โรงเรียนสอนให้ดูแลเรื่องสุขภาพด้วย เช่น เรื่องวัคซีน เรื่องควบคุมป้องกันโรค เรื่องโภชนาการ เรื่องการอยู่ร่วมกัน รวมถึงทักษะการปฏิเสธสิ่งเสพติดและของไม่ดี
นพ.ธวัชชัย กล่าวว่าเด็กนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ในโรงเรียนมาแล้ว 2-3 เดือน ได้รู้จักเพื่อนและสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ก่อนถูกให้หยุดเรียนหรือออกจากโรงเรียน ย่อมทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองถูกปฏิเสธและไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อทัศนคติของเด็กต่อสังคมไทย
“ผมเองก็รู้สึกว่า เอ๊ะ มันทำไมมันไม่เป็นธรรม หากสังคมไทยปฏิเสธเด็กกลุ่มนี้ออกจากระบบการศึกษา ผลเสียที่เกิดขึ้นอาจมีมูลค่าสูงกว่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพราะเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ อาจเข้าสู่ปัญหาทางสังคมในรูปแบบอื่น ซึ่งท้ายที่สุดปัญหาเหล่านี้ไม่ได้อยู่ไกลตัวสังคมไทย ถ้ามองแล้วมันเป็นผลเสียกับสังคมไทยมากกว่าเพียงแค่เราจ่ายเงินในเรื่องการศึกษาอีกนิดหน่อย เมื่อเทียบกับผลกระทบที่มันเกิดขึ้นกับสังคมไทย รวมถึงภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศไทย”ผู้อำนวยการ รพ.ท่าสองยาง กล่าว
ผู้อำนวยการ รพ.ท่าสองยางกล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะหากเด็กกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาโดยไม่มีโอกาสทางการศึกษาและได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมย้อนกลับมากระทบสังคมโดยรวม
“ประสบการณ์ส่วนตัวของผมจากการได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาหนึ่งปี การให้โอกาสทางการศึกษาไม่ได้มีเพียงผลตอบแทนด้านความรู้ แต่ยังสร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกผูกพันระหว่างผู้คน ซึ่งสามารถนำไปสู่ความร่วมมือในอนาคต มันทำให้ผมซึมซับ แล้วก็ได้อะไรจากญี่ปุ่นเยอะมาก เหมือนเราไปเป็นคนญี่ปุ่นคนนึงเลย ทั้งที่เขาก็คงหวังประโยชน์แบบทำงานกับเรา ได้มีเครือข่ายอะไรประมาณนี้ เราไม่ควรเอาเรื่องเอกสารหรือแบ่งเขาแบ่งเรามาเป็นกำแพงกีดขวางการศึกษา เพราะเด็กจำนวนมากเกิดและเติบโตในพื้นที่ชายแดน มีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตและทำงานในประเทศไทยต่อไป”นพ.ธวัชชัย กล่าว
ผู้อำนวยการ รพ.ท่าสองยาง กล่าวว่า หากเด็กเหล่านี้ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือเรียนอยู่ในศูนย์อพยพที่หลักสูตรยังไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะมีข้อจำกัดในการเรียนต่อและการเข้าสู่ตลาดแรงงานในประเทศไทย ทำให้พวกเขาไม่สามารถพัฒนาตัวเองไปสู่งานที่มีรายได้ที่ดี ซึ่งในระยะยาวยังหมายถึงการสูญเสียโอกาสที่ประเทศไทยจะมีแรงงานเพิ่มขึ้น
“ปัญหานี้ควรถูกมองควบคู่กับโครงสร้างประชากรของประเทศไทย เรากำลังเข้าสู่ภาวะที่เด็กเกิดใหม่น้อยลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น หากประเทศไทยยังไม่สามารถนำเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษาและพัฒนาศักยภาพได้มากขึ้น ในอนาคตประเทศอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีเด็กเกิดใหม่เพียง 3-4 แสน ขณะที่คนไทยเสียชีวิตปีละประมาณ 8 แสน ถ้าเรายังไม่เอาเด็กเข้ามาสู่ระบบให้มากขึ้น ต่อไปก็คงไม่มีใครทำงาน” นพ.ธวัชชัย กล่าว
ขณะที่ ดร.บงกช นภาอัมพร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ทราบเป็นการภายในว่าผู้บริหารภายในกระทรวงศึกษาได้รับทราบปัญหานี้แล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรทำในลำดับแรก คือ หยุดการกระทำที่เป็นการละเมิดเด็กก่อน โดยเด็กนักเรียนต้องไม่ถูกให้ออกจากโรงเรียนกลางคัน ในระหว่างยังไม่มีความชัดเจนทางนโยบาย
นักวิชาการด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า รู้สึกกังวลใจ นอกเหนือไปจากการละเมิดสิทธิเด็กซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจนแล้ว ยังมีความไม่ชัดเจนและความล่าช้าในการตอบสนองต่อปัญหาของผู้กำหนดนโยบายที่กำลังทำให้ความขัดแย้งขยายวงในสังคมไทย
“ด่วนที่สุด คือ ขอให้กระทรวงศึกษาพิจารณาชะลอการบังคับใช้ประกาศ สพป.ตากเขต 2 และนำเด็กกลับเข้าเรียนก่อน จากนั้นก็ควรเร่งตั้งเรื่องนี้เข้าไปพิจารณาในที่ประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาของ สมช.(สภาความมั่นคงแห่งชาติ) เสียที เพื่อให้เกิดความชัดเจนและไม่สร้างความอึดอัดใจที่จะขยายเป็นความขัดแย้งในพื้นที่ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ หรือแม้กระทั่งคนในชุมชนเอง” ดร.บงกช กล่าว
————–