Search

20 ปีแห่งการรอคอย และ“คิว”ที่ไม่เคยถึงฉัน

โดย จ่ออะลู  Kyaw Ah Lu

ตอนยังเป็นเด็ก ฉันเคยเชื่อว่าการอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้น ฉันคิดว่าพวกเราคงจะอยู่เพียงไม่กี่เดือน หรืออย่างมากก็ไม่กี่ปี ก่อนจะมีโอกาสได้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่ 3

ฉันไม่เคยจินตนาการเลยว่าวันหนึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป จะพบว่าฉันได้ใช้เวลาถึง 20ปีของชีวิตอยู่ภายในพื้นที่แห่งนี้

ตอนเด็กๆ ฉันไม่ได้มีความฝันที่ยิ่งใหญ่อะไร ไม่ใช่เพราะฉันขาดความทะเยอทะยาน แต่เป็นเพราะฉันเติบโตมาพร้อมกับความเชื่อที่ว่า ความฝันมีไว้สำหรับคนที่มี “บ้าน” หรือสถานที่อันเป็นของตนเองเท่านั้น พวกเราเป็นผู้หนีภัย เป็นเพียงแขกผู้มาเยือนในแผ่นดินของผู้อื่น พวกเราบอกตัวเองเสมอว่าเราเป็นแค่ผู้อาศัยในบ้านของคนอื่น เราไม่กล้าขออะไรที่มากกว่านี้ ไม่กล้าแม้แต่จะเรียกร้องสิทธิของตนเอง เราทำได้เพียงยอมรับว่าชีวิตของเราคงต้องถูกจำกัดอยู่เพียงเท่านี้

ความฝันเดียวที่หลายคนยึดเหนี่ยวไว้ คือการได้ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่ 3

พวกเราได้ยินเรื่องเล่าของครอบครัวที่ได้เดินทางไปต่างประเทศ พวกเขาเล่าถึงเสรีภาพ ศักดิ์ศรี การศึกษา และโอกาส พวกเขาอธิบายถึงสถานที่ที่ผู้คนสามารถเรียนหนังสือ ทำงานหนัก มีบ้านเป็นของตนเอง ได้สัญชาติและสร้างอนาคตให้แก่ลูกหลาน เรื่องราวเหล่านั้นเติมเต็มหัวใจของฉันด้วยความหวัง ทุกครั้งที่ได้ยินว่ามีอีกครอบครัวหนึ่งได้รับอนุญาตให้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ฉันจะจินตนาการว่าวันหนึ่งคงถึงคิวของฉันบ้าง

แต่คิวของฉันก็ไม่เคยมาถึง

ปีแล้วปีเล่า ฉันมองดูเพื่อนๆ เดินทางออกไป ทีละคนๆ พวกเขาก้าวขึ้นเครื่องบินไปยังประเทศที่เคยได้แค่ฝันถึง ทุกวันนี้หลายคนประสบความสำเร็จในอาชีพ บางคนได้เป็นพยาบาล ครู วิศวกร ทหาร หรือเจ้าของธุรกิจ พวกเขามีบ้านที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นของตนเองอย่างแท้จริง มีสัญชาติ มีการคุ้มครองทางกฎหมาย และมีเสรีภาพที่จะเดินทางไปไหนก็ได้ตามต้องการ ลูกๆ ของพวกเขากำลังเติบโตมาพร้อมกับโอกาสที่พวกเราทำได้เพียงแค่จินตนาการ

ฉันรู้สึกยินดีกับพวกเขาจากใจจริง

ทว่าในบางห้วงเวลาความเงียบเหงาและความโดดเดี่ยวก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาเต็มหัวใจ บางครั้งมันรู้สึกราวกับว่าทุกคนกำลังก้าวไปข้างหน้า ในขณะที่ฉันยังคงยืนอยู่ที่เดิม รู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ใช่เพราะฉันขาดความมุ่งมั่น แต่เป็นเพราะเงื่อนไขและบริบทของชีวิตไม่เคยเปิดโอกาสให้ฉันได้ก้าวไปไหนเลย

การอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงฯ หลายครั้งรู้สึกเหมือนการติดอยู่ใน “คุกที่มองไม่เห็น”

ไม่มีกำแพงเรือนจำ แต่กลับมีเส้นเขตแดนที่เราไม่สามารถข้ามไปได้ พวกเราไม่มีสัญชาติ การศึกษาของเรามักไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ การศึกษาระดับสูงเข้าถึงได้ยากยิ่ง โอกาสในการทำงานมีจำกัดอย่างที่สุด การวางแผนสำหรับอนาคตกลายเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับนโยบายและการตัดสินใจที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา

คนภายนอกพื้นที่พักพิงฯ จำนวนมาก มองเห็นเพียงแค่ที่พักพิงและรั้วกั้น พวกเขาไม่เห็นความฝันที่ค่อยๆ ริบหรี่และจางหายไป

พวกเขาไม่เห็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียนหนังสืออย่างหนัก แต่กลับพบว่าใบรับรองวุฒิการศึกษาของตนไม่ได้รับการรับรอง

พวกเขาไม่เห็นเยาวชนที่มีพรสวรรค์ มีความสามารถ และขยันขันแข็ง แต่ไม่สามารถใช้ศักยภาพเหล่านั้นได้เพียงเพราะขาดสถานะทางกฎหมาย

พวกเขาไม่เห็นภาระทางอารมณ์ของการนั่งมองชีวิตภายนอกที่ดำเนินต่อไป ในขณะที่เวลาภายในพื้นที่พักพิงฯ กลับเหมือนถูกแช่แข็งไว้กับที่

ยี่สิบปีคือการรอคอยที่ยาวนานเหลือเกิน ยาวนานพอที่จะเปลี่ยนเด็กคนหนึ่งให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่

ยาวนานพอที่จะเรียนจบชั้นสูงสุด ยาวนานพอที่จะสร้างอาชีพการงาน ยาวนานพอที่จะสร้างและดูแลครอบครัว

ทว่าสำหรับผู้หนีภัยจำนวนมาก เวลายี่สิบปีกลับผ่านไปเพียงเพื่อรอคอย “คำอนุญาต” ให้ได้เริ่มต้นใช้ชีวิตอย่างแท้จริง ถึงกระนั้นก็ตาม ฉันปฏิเสธที่จะเชื่อว่าชีวิตของฉันไม่มีคุณค่าหรือไร้จุดหมาย

พื้นที่พักพิงฯ แห่งนี้ได้สอนให้ฉันรู้จักความเมตตา ความอดทน ยืนหยัด ไม่ยอมแพ้ และความหวัง มันทำให้ฉันเห็นคุณค่าของการรับใช้ผู้อื่นและการยืนหยัดอยู่เคียงข้างผู้ที่มักถูกลืม แม้ว่าเงื่อนไขชีวิตจะจำกัดโอกาสของฉันไปมากมาย แต่มันไม่สามารถพรากความเป็นมนุษย์ หรือความปรารถนาที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงไปจากฉันได้

ฉันยังคงมีความฝัน—ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อเด็กผู้หนีภัยทุกคนที่สมควรได้รับโอกาสในการศึกษา ได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และได้สร้างอนาคตโดยปราศจากความกลัวและความไม่แน่นอน เพราะไม่ควรมีเด็กคนไหนต้องใช้เวลาตลอดช่วงวัยเด็ก เพียงเพื่อ “รอ” ให้ชีวิตได้เริ่มต้นขึ้น

ผู้หนีภัยไม่ได้เรียกร้องชีวิตที่หรูหรา พวกเราเพียงร้องขอศักดิ์ศรี พวกเราเพียงร้องขอโอกาส พวกเราเพียงร้องขอโอกาสที่จะได้ทำประโยชน์และสร้างคุณค่าและเหนือสิ่งอื่นใด

พวกเราเพียงร้องขอในสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต่างหวังไว้ นั่นคือสถานที่อันเป็นของตนเอง อนาคตสำหรับสร้างสรรค์และเสรีภาพที่จะฝันได้อย่างไม่จำกัด

——–

หมายเหตุ-จ่ออะลู อายุ 26 ปีเติบโตในค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ ปัจจุบันเป็นหัวหน้างานห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ รพ.ท่าสองยาง(สาขาแม่หละ)