วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวชายขอบได้สอบถามชาวบ้านในอำเภอแม่อาย จ.เชียงใหม่ ถึงกรณีที่สำนักงานเกษตรอำเภอแม่อายและศูนย์วิจัยพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ ตรวจพบสารโลหะหนักหลายชนิดเกินค่ามาตรฐานในผักและผลไม้ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับการปนเปื้อนของแม่น้ำกกที่ไหลผ่าน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย โดยมีสาเหตุมาจากการทำเหมืองแร่ต้นแม่น้ำ โดยนายพนม ดิพอ ผู้ใหญ่บ้านบ้านเมืองงามเหนือ ต.ท่าตอน กล่าวว่า ชาวบ้านยังมีความกังวลต่อการบริโภคผักที่นำมาจำหน่ายในพื้นที่ เนื่องจากผักจำนวนหนึ่งมาจากหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำกก เช่น บ้านใหม่หมอกจ๋าม หมู่ 8 และบ้านผาใต้ โดยชาวบ้านก็ได้นำมาขายในหมู่บ้านและมีการหมุนเวียนจำหน่ายเป็นประจำทุกวัน
“ผักที่ชาวบ้านเมืองงามไม่ได้ปลูกเอง เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว พริก กระเทียม กระเจี๊ยบเขียว ถั่วฝักยาว แตงกวา และบวบเหลี่ยม ส่วนใหญ่ต้องรับมาจากตลาดในพื้นที่แม่อายและท่าตอน เช่น ตลาดท่ามะแกง เพื่อนำมาบริโภคและจำหน่ายต่อ ส่วนพืชบางชนิดที่ปลูกในพื้นที่ เช่น ฟักทอง ฟักทองญี่ปุ่น และข้าวโพด ยังมีความกังวลน้อยกว่า เพราะว่าปลูกอยู่ในหมู่บ้านกันเอง” นายพนม กล่าว
ผู้ใหญ่บ้านบ้านเมืองงามเหนือ กล่าวว่า ร้านอาหารในชุมชนก็ยังจำเป็นต้องซื้อผักจากตลาดในพื้นที่ท่าตอนอยู่ โดยส่วนหนึ่งมีพ่อค้าจากหมู่บ้านเข้าไปรับซื้อแล้วนำกลับมาขายต่อในชุมชน หลังจากชาวบ้านรับรู้ถึงความเสี่ยงจากพื้นที่ริมแม่น้ำกก ผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังมากขึ้น บางรายไม่ค่อยกล้าซื้อผักจากผู้ขายที่ทราบว่าอาศัยหรือเพาะปลูกอยู่ริมแม่น้ำกก หากรู้ว่ามาจากไหน
“ปัญหาตอนนี้มันคือเราไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของผักได้ทั้งหมด ถ้าผักถูกนำมาขายผ่านพ่อค้าคนกลางหรือหมุนเวียนเข้าสู่ตลาดแล้ว มันก็ยากที่จะทราบว่าผักแต่ละล็อตมาจากพื้นที่ไหนบ้าง ถึงชาวบ้านจะพยายามระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ทั้งหมด” ผู้ใหญ่บ้านบ้านเมืองงามเหนือ กล่าว
ขณะที่ นายสมาน ฟองคำ ชาวบ้านเมืองงามใต้ กล่าวว่า แม้หมู่บ้านจะไม่ได้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำกก แต่ก็ยังมีความกังวล เพราะพืชผักที่บริโภคในชีวิตประจำวันอาจมาจากพื้นที่เกษตรริมแม่น้ำกก และไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน เราจะไม่กังวลได้อย่างไร เพราะเด็กๆ ลูกๆ ไปโรงเรียนทุกวัน ผักผลไม้ที่เขากินกันไม่รู้รับมาจากตลาดไหน ส่วนใหญ่พ่อค้าที่ขายของชำในหมู่บ้านก็ไปรับมาจากแม่อาย ไม่รู้ว่าผักพวกนั้นมาจากเขตตำบลท่าตอนหรือมาจากเชียงรายซึ่งปลูกอยู่ริมน้ำกกหรือไม่
“มันเสี่ยงแน่นอนเพราะเราไม่รู้ที่มาที่ไป แล้วภาครัฐก็ไม่ได้บอก เขายังไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลเลย หรือเปิดแล้วแต่ประชาสัมพันธ์ก็ไม่ทั่วถึงหรือไม่จัดการ ผมอยากให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูล แล้วสงวนพื้นที่ตรงไหนปลูกได้ หรือไม่ได้ หรือหาแหล่งเพาะปลูกที่อื่น ส่งเสริมให้คนที่ทำได้ในพื้นที่ที่ดินไม่เป็นสารพิษ ส่วนคนที่ปลูกไม่ได้เพราะต้องใช้น้ำกก ก็ต้องหาอาชีพใหม่ให้เขา” ชาวบ้านเมืองงามใต้กล่าว
นายสมานกล่าวว่า ปัญหาการปนเปื้อนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะชุมชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกก เพราะผลกระทบสามารถเคลื่อนผ่านระบบการค้าขายและการบริโภคอาหารไปยังพื้นที่อื่นได้ แม้ผู้บริโภคจะไม่ได้สัมผัสแม่น้ำกกโดยตรงก็ตาม ถือว่าเป็นภัยพิบัติที่กระทบไม่ใช่แค่แม่อาย แต่ไปถึงอ.ฝาง ชัยปราการ หรืออาจจะถึงเมืองเชียงใหม่ ลำพูน ถึงเราไม่ได้สัมผัสโดยตรง ไม่ได้อยู่ใกล้น้ำกก แต่การกินผักอยู่ในวงจรหมุนเวียน ผักตั้ง 20 กว่าชนิดที่เรากินบ่อยๆ อย่างต้นหอม ผักชี ผักกาด กะหล่ำ แตงกวา และอีกหลายชนิดที่เราต้องบริโภคทุกวัน
ขณะที่ว่าที่ ร.ต.ชัยณัฐ แสนหลวง เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชนชำนาญงานปฏิบัติงานด้านการเกษตรและผู้ประสานงานการเกษตรอำเภอ อบต.ท่าตอน กล่าวว่า กำลังจะมีการพูดคุยกับหน่วยงานด้านการเกษตรเพื่อวางแผนดำเนินการ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะดำเนินการภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อสุ่มตรวจพืชผลที่ออกสู่ตลาด โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประชาชนมีความกังวล
ว่าที่ ร.ต.ชัยณัฐกล่าวว่า พืชผักที่จำหน่ายในตลาดท้องถิ่นมีทั้งผลผลิตจากเกษตรกรรายย่อยและผลผลิตจากแปลงเกษตรเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ มีรูปแบบการจำหน่ายแตกต่างกัน โดยผลผลิตบางชนิดมีการขนส่งออกไปเป็นจำนวนมาก และพืชผักที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในตลาดและชุมชนยังเป็นกลุ่มที่ต้องติดตามตรวจสอบเพิ่มเติม สำหรับพืชที่มีการปลูกในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เช่น กะหล่ำปลี กระเจี๊ยบเขียว มีบางส่วนส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกระบวนการตรวจสอบสารเคมีในสินค้าเกษตรค่อนข้างเข้มงวด แต่สำหรับในชุมชน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในพื้นที่ จะเตรียมประสานกรมวิชาการเกษตรเข้ามาสุ่มตรวจเพิ่มเติมในเดือนนี้
ผู้ประสานงานเกษตรอำเภอ กล่าวว่า หากพบสารปนเปื้อนในพืชผัก ยังไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าสารดังกล่าวมาจากแม่น้ำกก เนื่องจากอาจมีหลายปัจจัย ทั้งการใช้สารเคมีทางการเกษตร ยาฆ่าแมลง หรือการปนเปื้อนจากแหล่งน้ำและดิน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างละเอียดโดยการตรวจจึงจำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการแยกสารและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้สามารถระบุแหล่งที่มาของสารได้อย่างชัดเจน และไม่ควรสรุปจากเพียงการพบสารปนเปื้อนว่ามีสาเหตุมาจากแม่น้ำกกทันที ต้องให้ข้อมูลเชิงลึกด้วยความรอบคอบ รอบด้าน ให้ชัดเจน ต้องแยกออกมาให้ชัดเจนว่า สารตัวนี้มาจากแม่น้ำกกจริงๆ
ว่าที่ร้อยตรี ชัยนัฐ กล่าวว่า จะดำเนินการเชิงรุก โดยไม่ตรวจเฉพาะพืชผักที่วางจำหน่ายในตลาดเท่านั้น แต่ตรวจสอบตั้งแต่แหล่งจำหน่าย แหล่งน้ำ ดิน และพืชผลในแปลงเกษตร เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและวิเคราะห์เส้นทางการปนเปื้อนได้อย่างรอบด้าน
ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงพืชผักที่เกษตรกรนำมาจำหน่ายผ่านตลาดท่ามะแกง ตลาดห้วยมะเฟือง และนำไปขายต่อในหมู่บ้านอื่นๆในท่าตอน จะดำเนินการตรวจสอบอย่างไร เจ้าหน้าที่ชำนาญการด้านเกษตร กว่าวว่า กลุ่มเกษตรกรรายย่อยยังเป็นกลุ่มที่ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากสามารถควบคุมและติดตามแหล่งที่มาได้ยากกว่าผลผลิตจากแปลงขนาดใหญ่ที่เข้าสู่ระบบการส่งออก
“ถ้าปลูกในบ้านริมน้ำกก แล้วมาขายตามท้องตลาดเป็นรายย่อย มันก็ควบคุมยากอยู่ เราต้องลงพื้นที่ตรงจุดนั้น ผมจะประสานงานกับกรมวิชาการเกษตรเพื่อให้เข้ามาดำเนินการสุ่มตรวจ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และนำข้อมูลที่ได้ไปประกอบการวิเคราะห์สถานการณ์การปนเปื้อนในพื้นที่ต่อไป”ผู้ประสานงานเกษตรอำเภอแม่อาย กล่าว
