Search

KNU วิพากษ์ 100 วันรัฐบาลมิน อ่อง หล่าย-เผยสถิติโจมตีประชาชนหนักขึ้นหลังการเลือกตั้ง-ย้อนแย้งข้ออ้างการฟื้นฟูสันติภาพ/เศรษฐกิจ-เสนอนานาประเทศ/อาเซียนเพิ่มแรงกดดัน-เปิดทางเจรจาแก้ปัญหาระยะยาวแต่ต้องมีตัวแทนทุกฝ่ายเข้าร่วม

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union – KNU) แถลงข่าวเปิดตัวรายงาน “Min Aung Hlaing’s 100-Day Campaign of Intentional Violence Against Civilians” โดยรวบรวมสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการโจมตีพลเรือนในพื้นที่กอทูเล (Kawthoolei) ช่วง 100 วันแรกของรัฐบาล พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ระหว่างวันที่ 20 เมษายน–31 กรกฎาคม 2569 โดยระบุว่า แม้รัฐบาลทหารประกาศแผนงาน 100 วันและกล่าวถึงการฟื้นฟูสันติภาพ เศรษฐกิจ การศึกษา และการพัฒนาสังคม แต่สถานการณ์ในพื้นที่กลับยังพบการปฏิบัติการทางทหารและการโจมตีประชาชนอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่า KNU สามารถบันทึกเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนได้อย่างน้อย 489 เหตุการณ์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 102 ราย และถูกจับกุม 34 ราย ขณะที่การปะทะด้วยอาวุธระหว่างวันที่ 20 เมษายน–28 กรกฎาคม เกิดขึ้นอย่างน้อย 536 ครั้ง โดยเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่มีการปะทะสูงที่สุด

KNU ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง “จำนวนขั้นต่ำ” ของเหตุการณ์ที่สามารถบันทึกและตรวจสอบได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านความปลอดภัย การเดินทาง และการเข้าถึงพื้นที่ จึงไม่ควรตีความว่าเป็นจำนวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงในกอทูเล จากเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชน 489 ครั้ง จำแนกออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ การโจมตีทางอากาศ 228 ครั้ง หรือ 46.6%, การยิงปืนใหญ่ 129 ครั้ง หรือ 26.4%, การโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมาย 103 ครั้ง หรือ 21.1%, การเผาทำลาย 12 ครั้ง หรือ 2.5% และการละเมิดประเภทอื่น 17 ครั้ง หรือ 3.5%

“ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นเหตุการณ์ ไม่ใช่จำนวนลูกระเบิดหรือกระสุนที่ใช้ การโจมตี 1 เหตุการณ์อาจประกอบด้วยการโจมตีหลายระลอก การใช้อากาศยานหลายลำ หรือการยิงอาวุธจำนวนมาก”

 พะโด ซอ วิน จ่อ (Padoh Saw Win Kyaw) กรรมการบริหารส่วนกลางของ KNU และสมาชิกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า การโจมตีทางอากาศมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จากเดิมที่มักพบอากาศยานประมาณ 1–2 ลำต่อเหตุการณ์ ปัจจุบันบางเหตุการณ์พบการใช้อากาศยานร่วมกัน 4–5 ลำ และมีการทิ้งระเบิดมากถึง 20–30 ลูกในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้ประชาชนมีเวลาหลบภัยน้อยลง

ข้อมูลของ KNU ระบุว่า การโจมตีทางอากาศทำให้พลเรือนเสียชีวิต 16 ราย และได้รับบาดเจ็บ 58 ราย ขณะที่บ้านเรือนเสียหาย 184 หลัง โรงเรียน 6 แห่ง โรงพยาบาล 5 แห่ง วัด 2 แห่ง และโบสถ์คริสต์ 2 แห่ง มีการโจมตีพื้นที่ชุมชนในช่วงที่ประชาชนรวมตัวกันประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงช่วงประเพณีเข้าพรรษาและกฐิน

“ในบางเหตุการณ์ไม่พบการสู้รบหรือเป้าหมายทางทหารที่ชัดเจนในบริเวณที่ถูกโจมตี จึงเกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมายและการคุ้มครองพลเรือนตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ “KNU ระบุ

รายงานระบุว่า การโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมาย KNU บันทึกไว้ 103 เหตุการณ์ หรือ 21.1% ของเหตุการณ์ทั้งหมด โดยรูปแบบดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อประชาชน เนื่องจากผลกระทบอาจครอบคลุมบ้านเรือน โรงเรียน สถานพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน ส่วนด้านการเผาทำลาย 12 เหตุการณ์ มีบ้านเรือนถูกเผาหรือทำลายรวม 167 หลัง รวมถึงโรงเรียน 1 แห่งและโบสถ์คริสต์ 1 แห่ง

รายงานระบุว่าเด็กได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ โดย KNU บันทึกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก 14 เหตุการณ์ มีเด็กได้รับผลกระทบรวม 19 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 8 คน และได้รับบาดเจ็บ 11 คน เด็กได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางอากาศ การยิงปืนใหญ่ การใช้โดรนติดอาวุธ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ชุมชน ขณะที่การทำลายบ้านเรือน โรงเรียน และสถานพยาบาล รวมถึงการพลัดถิ่น ยังส่งผลต่อสิทธิในการมีชีวิต สุขภาพ การศึกษา และความปลอดภัยของเด็ก

KNU ยังระบุถึงการใช้พื้นที่พลเรือนเป็นจุดพักหรือจุดตั้งกำลังของกองทัพเมียนมา รวมถึงการใช้โดรน ปืนใหญ่ และการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ใกล้ชุมชน ตลอดจนการวางทุ่นระเบิดตามเส้นทางและพื้นที่ตั้งฐาน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนยังคงเผชิญความเสี่ยงแม้การสู้รบลดลงแล้ว

หน่อ ทู เซ (Naw Htoo Say) กรรมการบริหารส่วนกลางและหัวหน้าฝ่ายยุติธรรมของ KNU กล่าวว่า อาชญากรรมสงครามและการละเมิดสิทธิมนุษยชนต้องไม่ถูกปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล หรือ “No Impunity” โดยKNU กำลังรวบรวมหลักฐานอย่างเป็นระบบ ทั้งข้อมูลผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ สถานที่เกิดเหตุ ลักษณะการโจมตี อาวุธที่ใช้ และข้อมูลประกอบอื่น ๆ เพื่อใช้ในกระบวนการยุติธรรมของกอทูเลและกระบวนการสร้างความรับผิดในระดับระหว่างประเทศ

“KNU ยังเรียกร้องให้มีการสนับสนุนการทำงานของ Independent Investigative Mechanism for Myanmar (IIMM) และกลไกระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการโจมตีพลเรือนและอาชญากรรมสงครามสามารถนำไปใช้ในกระบวนการยุติธรรมในอนาคต” หน่อ ทู เซ กล่าว

พะโด ซอ ละทุน (Padoh Saw Hla Tun) เลขาธิการร่วมของ KNU กล่าวว่า พฤติกรรมของกองทัพเมียนมาตั้งแต่รัฐประหารปี 2021 สะท้อนการใช้อำนาจเพื่อรักษาผลประโยชน์และอำนาจของกองทัพ ขณะที่โครงการ 100 วันที่ประกาศเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการเมืองไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่

“ในขณะที่มีการประกาศเรื่องการฟื้นฟูและสันติภาพ ประชาชนกลับยังต้องเผชิญกับการโจมตีทางอากาศและการยิงปืนใหญ่อย่างต่อเนื่อง” พะโด ซอ ละทุน กล่าวพร้อม ระบุว่า กองทัพเมียนมามีแนวโน้มมองประชาชนที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายตนเป็นศัตรู การสร้าง สหพันธรัฐประชาธิปไตย (Federal Democracy) เป็นแนวทางสำคัญต่อการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา

ด้านพะโด ซอ ลิสตัน (Padoh Saw Liston) ผู้ว่าเขตดูปลายา และฝ่ายข้อมูล KNU กล่าวว่า การป้องกันพลเรือนจากการโจมตีทางอากาศเป็นเรื่องยาก แม้บางพื้นที่จะมีระบบแจ้งเตือนเมื่อพบความเคลื่อนไหวของอากาศยานก็ตาม อยากเรียกร้องให้อาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศเพิ่มแรงกดดันต่อกองทัพเมียนมา โดยเฉพาะการจำกัดการส่งมอบ อาวุธ อุปกรณ์ทางทหาร เทคโนโลยี เครื่องบินทหาร และเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยานทางทหาร รวมถึงการสนับสนุนทางเทคนิคที่สามารถนำไปใช้โจมตีพลเรือน

พะโด ซอ ลัสตัน กล่าวว่า เสนอให้มีมาตรการลักษณะ Embargo ต่ออุปกรณ์และเชื้อเพลิงที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหาร พร้อมมาตรการยกเว้นสำหรับเที่ยวบินพลเรือนและภารกิจด้านมนุษยธรรมที่ผ่านการตรวจสอบอย่างเหมาะสม อยากให้เพิ่ม Targeted Sanctions ต่อผู้นำกองทัพ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ และบุคคลหรือเครือข่ายที่ให้การสนับสนุนด้านการเงิน เทคโนโลยี หรือการทหาร อาเซียนควรยกระดับการติดตาม ASEAN Five-Point Consensus ด้วยตัวชี้วัดที่ชัดเจน รายงานที่โปร่งใส

“อยากให้อาเซียน ประเทศเพื่อนบ้าน สหประชาชาติ และประเทศผู้บริจาค เพิ่มความช่วยเหลือแบบ Cross-border Aid ผ่านองค์กรท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และองค์กรต่อต้านชาติพันธุ์ (Ethnic Resistance Organizations – EROs) ที่สามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกลไกของรัฐบาลทหาร ส่วนการแก้ไขวิกฤตในระยะยาว KNU เห็นว่าจำเป็นต้องมีการเจรจาทางการเมืองที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ทั้งฝ่ายประชาธิปไตย องค์กรต่อต้านติดอาวุธชาติพันธุ์ ภาคประชาสังคม ผู้หญิง เยาวชน และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม”พะโด ซอ ลิสตัน

 KNU ระบุว่า เป้าหมายระยะยาวคือการสร้าง สหพันธรัฐประชาธิปไตย ที่รับรองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และประชาชนทุกกลุ่ม และเห็นว่ากระบวนการทางการเมืองที่ครอบคลุมเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

—————