เพจของศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพไทย รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เวลา 13.30 นาฬิกา พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้การต้อนรับ พลเอก เย วิน อู (Ye Win Oo) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา พร้อมภริยาและคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นประเทศแรกที่เดินทางเยือนภายหลังเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพเมียนมา ณ กองบัญชาการกองทัพไทย
ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา ได้ร่วมพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพ และเข้าเยี่ยมคำนับผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีในโอกาสที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา คนที่ 9 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 พร้อมกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับเมียนมา ซึ่งจะครบรอบ 78 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์บนพื้นฐานของความเป็นประเทศเพื่อนบ้านและได้พัฒนาความร่วมมือระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง
เพจประชาสัมพันธ์กองทัพไทยรายงานด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกองทัพ โดยเฉพาะด้านความมั่นคง การศึกษาและการฝึกอบรม ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดยินดีที่นายทหารเมียนมาเข้ารับการศึกษาและฝึกอบรมในสถาบันการศึกษาของกองทัพไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมยินดีต้อนรับนายทหารนักเรียนเมียนมาเข้าศึกษาในหลักสูตรเสนาธิการร่วมที่จะเปิดรับในโอกาสต่อไป
นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้กลไกความร่วมมือที่มีอยู่ ทั้งคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (Township Border Committee: TBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการประสานความร่วมมือและแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายมีแนวทางปฏิบัติและการประสานงานที่ดีต่อกันมาโดยตลอด รวมถึงการร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ อาทิ ไฟป่า หมอกควัน และอุทกภัย
ด้านผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา กล่าวว่ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการระดับสูงไทย–เมียนมา (High Level Committee: HLC) ครั้งที่ 9 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 20–21 สิงหาคม 2569 พร้อมกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศและกองทัพ ตลอดจนแสดงความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับกองทัพไทยในการเสริมสร้างความสงบสุขและความมั่นคงเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมายังได้กล่าวขอบคุณประเทศไทยและกองทัพไทยที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมาภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนการเยือนและความร่วมมือด้านการศึกษา โดยได้หารือถึงโอกาสในการส่งเสริมหลักสูตรการศึกษาระดับอนุปริญญาและปริญญาตรีสำหรับกำลังพลเมียนมา เพื่อพัฒนาทักษะด้านภาษาไทยและเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกำลังพลของทั้งสองกองทัพ
“การเดินทางเยือนประเทศไทยของผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมาในครั้งนี้ นับเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยาวนานระหว่างกองทัพไทยและกองทัพเมียนมา ตลอดจนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคง การศึกษา การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน และการรับมือกับปัญหาที่ส่งผลกระทบร่วมกัน อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความไว้วางใจ ความเข้าใจอันดี ตลอดจนความมั่นคงและความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน”เพจประชาสัมพันธ์กองทัพไทย ระบุ
ขณะที่เพจประชาสัมพันธ์ของกระทรวงกลาโหมรายงานว่า พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับ พลเอก เย วิน อู (Ye Win Oo) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองทัพเมียนมา และคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย ในฐานะแขกของกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูง (High Level Committee: HLC) ครั้งที่ 9
การพบปะหารือในครั้งนี้ ได้หารือแนวทางส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกัน ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 78 ปี ในปีนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพตามแนวชายแดน โดยไทยพร้อมสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับผู้บังคับหน่วยเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การลาดตระเวนร่วม และการใช้กลไกความร่วมมือชายแดนทวิภาคี ทั้ง HLC RBC และ TBC เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและยกระดับการประสานงานระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ
นอกจากนั้น ไทยพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์ตามแนวชายแดน เพื่อมุ่งให้พื้นที่ชายแดนเป็น “พื้นที่แห่งสันติภาพและการพัฒนา” ที่ประชาชนทั้งสองฝั่งสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยและปกติสุข
เพจประชาสัมพันธ์กระทรวงกลาโหมรายงานว่า อีกประเด็นสำคัญ คือการร่วมกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ขบวนการค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหายาเสพติด ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นถึงความจำเป็นในการบูรณาการความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและประชาชนของทั้งสองประเทศ
สำหรับด้านการบรรเทาสาธารณภัยและสิ่งแวดล้อม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อฟื้นฟู เสริมสร้างสภาพแวดล้อม รวมทั้งการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพชีวิตประชาชนของทั้งสองประเทศ
ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะการส่งเสริมการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ ตลอดจนการเปิดด่านชายแดนอย่างเหมาะสม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่
สำหรับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ไทยยืนยันพร้อมสนับสนุนการมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อเปิดพื้นที่ให้เมียนมามีส่วนร่วมกับอาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติในระดับภูมิภาค
“การหารือครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของไทยในการใช้ความสัมพันธ์อันยาวนานกับเมียนมาเป็นพื้นฐานในการยกระดับความร่วมมือทุกมิติ โดยเฉพาะการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน การรับมือภัยคุกคามข้ามชาติ และการส่งเสริมการพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพที่ยั่งยืนร่วมกันของทั้งสองประเทศ”เพจประชาสัมพันธ์กระทรวงกลาโหมระบุ
———–
