เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้ากรณีที่เด็กนักเรียน 13 คนจากศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ถูกให้หยุดเรียนจากโรงเรียนบ้านขะเนจื้อซึ่งอยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัย ภายหลังจาก สพป.(สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา) เขต 2 เห็นว่านักเรียนกลุ่มนี้มีสถานะบุคคลไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยล่าสุดคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) เตรียมหยิบยกประเด็นนี้เป็น 1 ในหัวข้อที่จะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทบทวนการใช้ดุลพินิจในระดับพื้นที่ และวางกรอบแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักสิทธิทางการศึกษาตามมาตรฐานสากล
นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า ปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของเด็กในศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ และพื้นที่ชายแดน เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดย กสม. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลสถานการณ์เพื่อนำเข้าหารือร่วมกับประธาน กสม. และฝ่ายความมั่นคง ในช่วงเดือนกันยายน เพื่อวางแนวทางคุ้มครองเด็กกลุ่มเปราะบางและกลุ่มเด็กตกหล่นทางการศึกษา (Drop-in / Drop-out)
นางปรีดา ระบุถึงประเด็นสิทธิของเด็กในศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ ว่า เมื่อบริบทและสถานการณ์เปลี่ยนไป สิทธิในการออกไปรับการศึกษาของเด็กควรได้รับการพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีที่พ่อแม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปทำงานนอกศูนย์ฯ ขณะเดียวกันยังเกิดความลักลั่นในทางปฏิบัติที่กลุ่มผู้ลักลอบเข้าเมืองกลับได้รับโอกาสหรือเข้าถึงสิทธิได้มากกว่าเด็กที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงอย่างเปิดเผยและถูกต้องตามระบบ
“ในมิติด้านความมั่นคง สังคมบางส่วนยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เองก็มีมุมมองว่า การลงทุนพัฒนาคนผ่านการศึกษาเป็นการป้องกันความเสียหายและลดต้นทุนทางสังคมที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการตามแก้ไขปัญหาอาชญากรรมหรือความไม่สงบในภายหลัง”นางปรีดา กล่าว
นางปรีดา ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติในพื้นที่ภาคใต้ว่า ล่าสุดพบปัญหาการสั่งปิดศูนย์การเรียนรู้หลายแห่ง เช่น ศูนย์มิตตาเย ศูนย์การเรียนในจังหวัดพังงา โดยหน่วยงานในพื้นที่อ้างเหตุผลเพียงเรื่องสถานะที่ไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้อง ซึ่งตนได้ลงพื้นที่ไปเจรจาเพื่อขอให้ชะลอคำสั่งไว้ก่อน เนื่องจากส่งผลกระทบให้บุตรหลานแรงงานข้ามชาติที่กำลังศึกษาอยู่กว่า 700 คน ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาและไม่มีที่เรียนรองรับ
“ประเด็นคำสั่งของ สพป.ตาก เขต 2 และการสั่งปิดศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติในภาคใต้ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะนำเข้าหารือเชิงนโยบายกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เกิดความชัดเจนจากระดับส่วนกลาง และกำหนดแนวทางแก้ไขที่ไม่ตัดสิทธิทางการศึกษาของเด็ก” นางปรีดาระบุ
ทั้งนี้ กสม. มีแนวทางที่จะประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ป.ป.ช., สตง., สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ เพื่อร่วมกันกำหนดบรรทัดฐานและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเรื่องงบประมาณอุดหนุนรายหัว โดยมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของเด็กควบคู่กับความถูกต้องตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
ขณะเดียวกันที่โรงแรมแสนโฮเทล อ.เมือง จ.เชียงราย กสม. ได้จัดวงเสวนาในโครงการสมัชชาเครือข่ายระดับพื้นที่เพื่อพัฒนานโยบายการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ประเด็นสิทธิและสถานะบุคคล ซึ่งมีตัวแทนของ กระทรวงศึกษาธิการ สมช. กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เข้าร่วมเสวนา โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามต่อความเห็นประเด็นการออกหนังสือสั่งการดังกล่าว
นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล กล่าวว่า ว่า พื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศก่อตั้งมานานกว่า 40 ปี (ตั้งแต่ปี 2527) ปัจจุบันมีประชากรอาศัยอยู่ราว 77,000 คน โดยเป็นเด็กถึง 30,000 คน ซึ่งเด็กกว่า 99% ล้วนเกิดบนผืนแผ่นดินไทยและได้รับการจัดทำทะเบียนสูติบัตรรับรองการเกิดจากฝ่ายปกครองเป็นเลขประจำตัว 13 หลัก ขึ้นต้นด้วย 0 และมีหลักที่ 6–7 เป็นเลข 75 (กลุ่ม 0-75)
ดร.สันติพงษ์ ระบุว่า เด็กกลุ่มนี้ออกมาเรียนร่วมกับโรงเรียนไทยรอบค่ายพักพิงมานานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะศูนย์พักพิงฯ แม่หละ ซึ่งตั้งอยู่ติดถนนสายหลัก จนบางโรงเรียนมีสัดส่วนเด็กกลุ่มนี้สูงถึง 80–90% ของนักเรียนทั้งหมด แต่ปัญหาปะทุขึ้นเนื่องจากเดิมที มติ ครม. 5 กรกฎาคม 2548 ข้อ 4 ให้อำนาจกระทรวงศึกษาธิการจัดการศึกษาตามความเหมาะสม ซึ่ง ศธ. ได้อนุญาตให้องค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ (INGO) เข้าไปจัดการเรียนการสอนในค่ายพักพิง แต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา INGO ขาดแคลนงบประมาณสนับสนุนและต้องปิดตัวลง เด็กจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกมาพึ่งพาโรงเรียนรัฐภายนอก
กระทั่งฝ่ายปกครองจังหวัดตากและ สพป.ตาก เขต 2 อ้างเหตุผลเรื่องการถูกสำนักงาน ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณรายหัว จึงนำมาสู่การออกคำสั่งระงับและขู่เรียกคืนเงินงบประมาณ จนสร้างความหวาดผวาให้แก่ผู้บริหารโรงเรียนชายแดน เช่น กรณีโรงเรียนบ้านนุเซะโปล้ ที่ผู้บริหารเกิดความตึงเครียดและปฏิเสธการให้ความร่วมมือด้วยกลัวความผิด จนตนเองและปลัดอำเภอต้องลงพื้นที่ช่วยเจรจาทำความเข้าใจ พร้อมจัดหารถรับส่งเพื่อนำเด็ก 42 คนไปจัดทำทะเบียนประวัติให้ถูกต้อง
ด้านตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการ สะท้อนในวงเสวนาถึงความอึดอัดใจของข้าราชการครูหน้างานว่า กำลังตกอยู่ใน “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ไม่ต่างจากปัญหาโครงการอาหารกลางวันที่ครูเคยถูกตั้งกรรมการสอบสวน เพียงเพราะนำอาหารของเด็กประถมไปแบ่งปันให้เด็กมัธยมที่ยากจนได้รับประทาน
“ปัญหาแก่นแท้เกิดจากความขัดแย้งของข้อกฎหมายระดับนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการยึดถือ มติ ครม. วันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ซึ่งกำหนดให้รัฐไทยจัดการศึกษาแก่เด็กทุกคนที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่มีเงื่อนไข แม้กระทั่งเด็กข้ามแดนแบบเช้าไป-เย็นกลับ ขณะที่หน่วยงานความมั่นคงกลับยึดตาม มติ ครม. ปี 2558 ซึ่งตีกรอบว่าเด็กกลุ่มผู้หนีภัยการสู้รบ (ผภร.) เป็นภารกิจและอำนาจหน้าที่ของ สมช. และกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น ความลักลั่นนี้ทำให้โรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดารที่การเดินทางต้องใช้เวลาไป-กลับถึง 2 วัน ต้องแบกรับความเสี่ยงทางวินัย หากไม่มีการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน ครูชายแดนจะไม่กล้ารับเด็กไร้สถานะเข้าเรียนอีกต่อไป”ตัวแทนกระทรวงศึกษา กล่าว
ขณะที่ตัวแทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ชี้แจงถึงหลักการด้านความมั่นคงว่า นโยบายดั้งเดิมมีเป้าหมายดูแลกลุ่ม ผภร. ให้อยู่เฉพาะในพื้นที่ควบคุม และจัดการศึกษาภายในศูนย์พักพิงฯ เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดการตั้งถิ่นฐานถาวร และป้องกันความซ้ำซ้อนหรือความรู้สึกสองมาตรฐานเมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิของเด็กสัญชาติไทย แต่ยอมรับว่าบริบทในปัจจุบันแปรเปลี่ยนไป เมื่อ 10 ปีก่อนยังไม่มีระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูล เด็กที่ไม่มีเอกสารจึงถูกโรงเรียนนำเข้าระบบรหัส G แต่ปัจจุบันเด็กต้องการเรียนรู้หลักสูตรไทยเพื่อออกไปทำงานสร้างอาชีพ ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหม่ที่นโยบายความมั่นคงฉบับเดิมยังไม่ครอบคลุม
ส่วนตัวแทนฝ่ายทะเบียน กรมการปกครอง อธิบายกระบวนการทางทะเบียนว่า เดิมทีไม่มีการจัดทำทะเบียนราษฎรเต็มรูปแบบในค่ายพักพิง มีเพียงการส่งนายทะเบียนไปรับแจ้งเกิด-แจ้งตาย โดยเด็กที่เกิดในค่ายจะได้รับเลขประจำตัว 13 หลักประเภท 0-75 ส่วนพ่อแม่ที่ตกหล่น ปัจจุบันมีระเบียบใหม่รองรับให้จัดทำทะเบียนประวัติเป็นเลข 000
“รหัส G (G-Code) เป็นเพียงรหัสชั่วคราวภายในของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อใช้เบิกจ่ายงบประมาณรายหัว ไม่ใช่เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก โดยขั้นตอนปฏิบัติคือ โรงเรียนต้องกรอกข้อมูลเด็กเข้าระบบ G ให้ครบถ้วน 16 รายการ ข้อมูลจึงจะส่งต่อไปยังสำนักทะเบียนอำเภอ จากนั้นอำเภอจะส่งบัญชีรายชื่อกลับมาให้โรงเรียนตรวจทานตัวตน หากเอกสารถูกต้องครบถ้วน อำเภอจึงจะอนุมัติออกเลขประจำตัว 13 หลัก (กลุ่ม 0 หรือ 00) ให้ แต่หากไม่ผ่านเกณฑ์ อำเภอจะจำหน่ายชื่อออกจากระบบทะเบียน ซึ่งเด็กจะยังคงถือรหัส G เพื่อใช้สิทธิเรียนหนังสือต่อไปได้ตามระเบียบของ ศธ.”ผู้แทนกรมการปกครอง กล่าว
