Search

ควบคุมโรคเชียงใหม่เผยแผนเฝ้าระวังสารพิษ “ท่าตอน”ชี้ไม่รอให้เจ็บป่วยก่อนแล้วค่อยรักษา-มช.เปิดตัวโครงการวิจัยน้ำกกปนเปื้อนโลหะหนัก “CMU RiverWatch”ชาวบ้านวอน สธ.แนะวิธีกินอยู่อย่างปลอดภัย

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดตัว CMU RiverWatch โครงการวิจัยภายใต้แผนบูรณาการการวิจัยและการจัดการปัญหาสารปนเปื้อนโลหะหนักในลุ่มน้ำกก โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 18 เดือน แบ่งการทำงานตั้งแต่ช่วงฤดูฝน เดือนที่ 1-6 ลงพื้นที่เก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ต่อเนื่องฤดูแล้ง เดือนที่ 7-12 เก็บตัวอย่าง วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ ก่อนเข้าสู่ช่วง ในเดือนที่ 13-18 Solution | Implementation เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลวิทยาศาสตร์กับเสียงของชุมชนและนำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

พระอาจารย์มหานิคม มหาภิกฺขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน กล่าวตอนหนึ่งระหว่างร่วมงานว่า ปัญหาสารเคมีในแม่น้ำกกไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเท่านั้น แต่สารเคมีได้กระจายไปในหลายมิติของสังคม ทั้งพื้นที่ใกล้และไกล เนื่องจากประชาชนยังบริโภคอาหารที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำกก ทั้งข้าว ปลา และอาหารต่างๆ และ แม้แต่พระสงฆ์ที่อยู่ภายในวัดก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ 

“อาตมาจะถามว่าปลามาจากน้ำกกหรือเปล่า ก็ไม่กล้าถามนะ ต้องฉันอย่างที่โยมถวาย ดังนั้น พระก็เสี่ยงพอๆ กับโยมเหมือนกัน ปัญหาสารเคมีในแม่น้ำกกเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานเกือบ 2 ปีแล้ว แต่การแก้ไขปัญหายังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรม”พระมหานิคมฯกล่าว

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน กล่าวว่า มีอย่างน้อย 2 ประเด็นที่อาจทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า คือการกำกับดูแลจากผู้บริหารระดับสูง ซึ่งอาจอยู่ห่างจากพื้นที่ ทำให้การสั่งการและประสานงานเกิดความล่าช้า และความเข้าใจเกี่ยวกับการปนเปื้อนในอาหาร โดยเฉพาะคำถามว่าผัก ปลา ข้าว ที่อาจปนเปื้อนสารเคมียังสามารถบริโภคได้หรือไม่ และบริโภคได้ในระดับใด และยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับแหล่งที่มาของสารเคมีว่า สารปนเปื้อนที่พบในแม่น้ำกกมาจากเหมืองแร่จริงหรือไม่ หรืออาจมีแหล่งอื่น เช่น การใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ขณะที่ นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ(สคพ.)ที่ 1 กล่าวว่า ขณะนี้หน่วยงานมีผลตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกแล้ว 21 ครั้ง และกำลังรอผลการตรวจครั้งที่ 22 โดยพบสารหนูแทบทุกครั้ง บริเวณท่าตอนซึ่งเป็นจุดรับน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านตรวจพบค่าการปนเปื้อนสูงที่สุด ก่อนที่ระดับการปนเปื้อนจะลดลงตามลำน้ำจนถึงบริเวณสบโขง ซึ่งพบในระดับน้อยหรือแทบไม่พบ โดยปัจจุบันมีหลายหน่วยงาน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือผลการตรวจจากแต่ละหน่วยงานอาจแตกต่างกัน เนื่องจากเก็บตัวอย่างคนละช่วงเวลา คนละจุด และใช้วิธีการตรวจแตกต่างกัน

“ตรวจมากดี แต่ขอให้อธิบายได้ว่า ตรวจเวลาไหน พิกัดตรงไหน ในทางวิทยาศาสตร์สามารถเอาข้อมูลพวกนี้มาซ้อนกันได้ วิเคราะห์กันได้ เพราะฉะนั้น ผลทุกอย่างมีคุณค่าหมด ข้อมูลที่หน่วยงานพบเบื้องต้น หากช่วงใดน้ำมีความขุ่นมาก มักพบสารปนเปื้อนในระดับสูง ขณะที่ช่วงน้ำใสจะพบในระดับน้อยลง จึงจำเป็นต้องนำข้อมูลเรื่องเวลา พิกัด และสภาพน้ำมาประกอบการวิเคราะห์ร่วมกัน” นายอาวีระ กล่าวและว่า ข้อมูลดังกล่าวยังมีความสำคัญต่อการเจรจากับประเทศเมียนมา เนื่องจากขณะนี้ข้อมูลที่เป็นทางการของฝ่ายไทยยังมีอยู่จำกัด ขณะที่ผลการศึกษาจากนักวิชาการและมหาวิทยาลัยต่างๆ ยังเป็นข้อมูลที่ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลทางการ จึงจำเป็นต้องนำข้อมูลจากทุกภาคส่วนมาร้อยเรียงและวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้เห็นภาพสถานการณ์การปนเปื้อนในแม่น้ำกกอย่างรอบด้าน

ด้าน นพ.นัฐพนธ์ เอกรักษ์รุ่งเรือง รองผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ กล่าวว่า จากข้อมูลการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักในแหล่งน้ำ ปัจจุบันยังถือว่ามีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในอนาคต แม้การรับสัมผัสในปัจจุบันอาจยังไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยทันที แต่หากได้รับสารต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปี หรือ 10-20 ปี อาจนำไปสู่โรคเรื้อรังหลายชนิด ทั้งโรคผิวหนัง โรคจำเพาะจากสารหนู โรคไตวายเรื้อรัง และมะเร็งบางชนิด

นพ.นัฐพนธ์กล่าวว่า การเฝ้าระวังด้านสาธารณสุขไม่ควรรอจนกว่าจะมีประชาชนเจ็บป่วยและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่เมื่อพบว่ามีความเสี่ยงจากแหล่งกำเนิดและผลตรวจวัดที่พบการปนเปื้อนเกินมาตรฐาน ควรเข้าสู่กระบวนการ Alert และ Action เพื่อจัดการความเสี่ยงทันที สำหรับการประเมินความเสี่ยง จะพิจารณาตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำและชุมชนที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ โดยประเมินพฤติกรรมการรับสัมผัสของประชาชน ทั้งการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตร และกิจกรรมอื่นๆ ก่อนจัดระดับความเสี่ยง

“หากพบว่ามีความเสี่ยงระดับปานกลางถึงสูง อาจพิจารณาตรวจสารบ่งชี้ทางชีวภาพ เพื่อคัดกรองและสอบสวนเพิ่มเติมว่ามีการรับสารหนูเข้าสู่ร่างกายหรือไม่ ถ้าเราเจอคนที่มีความเสี่ยงสูงก่อน น่าจะป่วย ถ้ามีอาการ ในเรื่องของการวินิจฉัย เราก็มีแนวทางในเรื่องของการวางระบบ ให้ทางแพทย์ ทางโรงพยาบาลที่จะตรวจจับได้ก่อน” ตัวแทนสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ กล่าว

ขณะที่ แสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ กล่าวว่าที่ผ่านมาสถานการณ์ดังกล่าวยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และสิ่งที่มูลนิธิฯคาดหวังจากการทำงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือการนำข้อมูลทางวิชาการมาใช้แก้ปัญหาให้ตรงกับความเป็นจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดทำแผนที่ความเสี่ยง เพื่อจำแนกพื้นที่และประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

“ตอนนี้สถานการณ์ที่เราอยู่มันอยู่แบบเหมารวม บางคนไม่ได้ป่วย บางคนป่วยมีไม่กี่คน แต่ถูกเหมารวมว่าป่วยทั้งหมด แล้วมันทำให้ไม่มีใครที่จะกล้าคบหาสมาคมกับเรา เพราะว่าข้อมูลมันไม่ชัดเจน” รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ กล่าว

น.ส.สุภาภรณ์ ดำรงพันธ์ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติอยู่ระหว่างการพิจารณาวาระเกี่ยวกับการจัดทำสมัชชาเฉพาะประเด็นด้านการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ ควบคู่ไปกับการเฝ้าระวังสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก ทุกฝ่ายจำเป็นต้องร่วมกันผลักดันคือเรื่องข้อมูลเนื่องจากปัจจุบันมีทั้งข้อมูลที่มีการจัดเก็บไว้แล้วและข้อมูลจากการสำรวจใหม่ จึงจำเป็นต้องทำให้ข้อมูลเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงและเป็นชุดข้อมูลเดียวกัน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นางอนงค์ อินทวิชัย ชาวบ้านหมู่บ้านร่มไทย ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระจายข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สารพิษและผลกระทบให้เข้าถึงชาวบ้านในทุกพื้นที่ ไม่ควรนำข้อมูลเผยแพร่เฉพาะบริเวณท่าเรือหรือจุดตรวจริมแม่น้ำกก เนื่องจากชาวบ้านจำนวนมากอยู่ห่างไกลและไม่สามารถเดินทางมารับฟังข้อมูลได้ทุกครั้ง

“ดิฉันอยากจะให้ทางสาธารณสุขมาช่วย จะอยู่กับสารพิษอย่างไร จะกินอาหารแบบไหนให้มันปลอดภัย อยากจะให้มาช่วยเหลือให้มาดูแลตรงนี้ เพราะจะรอให้โรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นก่อนแล้ว ถึงจะมาปกป้องหรือ อีกเรื่องคือรายได้ของชาวบ้านจากการทำเกษตรและการค้าขายลดลงอย่างมาก กิจกรรมด้านการท่องเที่ยวซึ่งเคยสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ก็ได้รับผลกระทบ ลูกหลานบางส่วนที่เดินทางไปทำงานในเมืองถูกเลิกจ้างหรือคัดออกจากงานและต้องกลับมาอยู่บ้าน ส่งผลให้บางครอบครัวประสบปัญหารายได้ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีผู้สูงอายุเป็นหลัก งานบุญงานกุศลต่าง ๆ ประเพณีพื้นฐานของพวกเรา ที่เคยทำกันก็ขาดหายไป” ชาวบ้านบ้านร่มไทย กล่าว