Search

สสจ.ตากออกแถลงการณ์สืบข้อเท็จจริงกรณี ผอ.รพ.ท่าสองยางหนุนผลักดันการศึกษาเด็กในศูนย์พักพิงแม่หละ ขณะที่ “หมอตุ่ย”ร่วมแสดงจุดยืนเคียงข้าง-ชี้ไม่ควรปิดกั้นรากฐานของมนุษย์-ระบุการศึกษา/สาธารณสุขผูกโยงกัน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)ตาก ได้ออกแถลงการณ์รายงานข้อเท็จจริงกรณีข่าวผู้อำนวยการ(ผอ.)โรงพยาบาลท่าสองยาง จังหวัดตาก มีส่วนสนับสนุนผลักดันการศึกษาของเด็กต่างด้าวในค่ายผู้อพยพลี้ภัย ขอชี้แจงว่า จังหวัดตากเป็นพื้นที่ที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน มีบริบทเฉพาะและมีความละเอียดอ่อนในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการดูแลประชาชนในพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบ ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการภายใต้กฎหมาย นโยบายของรัฐบาลและแนวทางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านความมั่นคง การปกครอง การศึกษา และโดยเฉพาะด้านสาธารณสุขนั้น สสจ.ตากยึดหลักการดูแลสุขภาพของประชาชน ทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน ควบคุมโรค โดยเฉพาะเด็กและกลุ่มเปราะบาง เพื่อมีให้เกิดผลกระทบ ต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ 

แถลงการณ์ระบุว่า สสจ.ตากตระหนักว่า การอนุญาตให้บุคคล (เด็ก)ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวเข้าศึกษาในสถานศึกษา รวมถึงการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่พักพิง เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ระเบียบ และอำนาจหน้าที่ของหลายหน่วยงาน มีความจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกันอย่างรอบด้าน ทั้งนี้โรงพยาบาลในสังกัด สสจ.ตากมิใช่หน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจในประเด็นดังกล่าว

“ตามที่มีข่าวผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง มีส่วนสนับสนุนผลักดันการศึกษาของเด็กในค่ายผู้ลี้ภัย สสจ.ตากจะดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริงและหากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และไม่ชอบด้วยกฎหมายจะดำเนินการตามระเบียบราชการต่อไป”แถลงการณ์ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ รพ.ท่าสองยาง(สาขาแม่หละ) ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนให้เด็ก 13 คนจากศูนย์พักพิงฯแม่หละได้เรียนหนังสือที่ รร.คะเนจื้อต่อภายหลังจากที่ถูกสั่งระงับการเรียนกลางคัน ปรากฎว่าได้มีเพจไอโอที่อ้างเป็นสำนักข่าวโจมตีด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ อย่างไรก็ตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว ทำให้ สสจ.ตาก ออกแถลงการณ์ฉบับดังกล่าว

ด้าน นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ หรือ “หมอตุ่ย” ผอ.รพ.อุ้มผาง จ.ตาก กล่าวว่าได้เห็นข่าวที่เด็กนักเรียน 13 คนถูกระงับ การเรียนที่โรงเรียนบ้านคะเนจื้อแล้วซึ่งตนให้กำลังใจและเห็นด้วยกับแนวทางของ นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผอ.รพ.ท่าสองยาง ที่สนับสนุนให้เด็กๆได้เรียนหนังสือที่ รร.คะเนจื้อ ต่อไป โดยเรื่องนี้เคยเกิดเหตุการณ์ขึ้นในลักษณะเดียวกันที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านนุโพ อ.อุ้มผาง ซึ่งเด็กเล็กๆกว่า 20 คนถูกห้ามไม่ให้เรียนที่ศูนย์เด็กเล็กด้านนอก ซึ่งในครั้งนั้นตนได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)

นพ.วรวิทย์กล่าวว่า การไม่ให้เด็กเล็กในศูนย์พักพิงฯบ้านนุโพเรียนด้านนอกครั้งนั้น ได้มีการอ้างหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับที่ สพป.(สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา) เขต 2 นำมาอ้างในครั้งนี้ ซึ่งตนไม่เห็นด้วยเพราะเป็นการห้ามไม่ให้โรงเรียนชายแดนในตากทั้งหมดรับเด็กในศูนย์พักพิงฯเข้าไปเรียน เหลือเพียงโรงเรียนในสังกัด ตชด.เท่านั้นที่รับเด็กไม่มีสัญชาติไทยเข้าเรียนได้ ซึ่งเท่าที่ฟังมาปัญหาเกิดจากมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ไม่มีสัญชาติเข้าไปเรียนและออกก่อน แต่มีบางโรงเรียนยังคงชื่อไว้เพื่อเบิกค่าใช้จ่ายรายหัว แต่เรื่องนี้สถานศึกษาซึ่งรายงานไปเป็นคนทำผิด ไม่ใช่เด็กผิด ดังนั้นการไปห้ามไม่ให้เด็กเรียนจึงไม่ถูกต้อง ที่สำคัญคือผิดมติคณะรัฐมนตรี 2548 สมัยที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.เพื่อไทยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา

“การศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุข ไม่ควรมีการกีดกัน เพราะเป็นรากฐานของมนุษย์ทุกคน เป็นเรื่องมนุษยธรรม รัฐไทยควรให้การสนับสนุน และรัฐไทยก็ได้ไปลงนามเป็นภาคีในอนุสัญญาสิทธิเด็กเอาไว้ด้วย การที่หน่วยงานห้ามไม่ให้เด็กเรียนจึงไม่ถูกต้อง สิ่งที่หมอหนึ่ง(นพ.ธวัชชัย)ผลักดันให้เด็กได้เรียนที่รร.ด้านนอกศูนย์พักพิงฯไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะมีอนุสัญญาสิทธิเด็กและมติ ครม.ให้การรับรอง ในทางตรงกันข้ามการจัดกัดสิทธิด้านการศึกษาของเด็กๆต่างหากที่เป็นเรื่องผิด”นพ.วรวิทย์ กล่าว

ผอ.รพ.อุ้มผาง กล่าวว่า หากปล่อยไม่ให้เด็กเข้าถึงระบบการศึกษา สุดท้ายเด็กเหล่านั้นอาจก่อปัญหาสังคมในอนาคตซึ่งเราต้องสูญเสียงบประมาณอีกมาก เพราะเด็กๆเหล่านี้ไม่ได้ไปไหน เขาอยู่แถวชายแดนไทย ขณะที่หากสนับสนุนให้เด็กได้เรียนหนังสือในระบบการศึกษาไทย ทำให้เขามีความผูกพันกับรัฐไทย 

“ทุกวันนี้คนในประเทศไทยที่มีสัญชาติไทย ไม่ใช่เชื้อชาติไทยทั้งหมดโดยเฉพาะชายแดนตะวันตกที่เป็นคนเชื้อชาติกะเหรี่ยงเต็มไปหมดซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเขาอยู่กันมานาน แม้แต่ตัวผมเองก็เป็นลูกหลานคนจีนชัดๆรุ่นที่ 3 แต่การที่เขาไม่มีสัญชาติไทย ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปกีดกันเขาเรื่องการศึกษา เรื่องสาธารณสุข จุดยืนของผมตรงนี้ชัดเจน ผมพยายามสู้เรื่องนี้มาโดยตลอด”นพ.วรวิทย์ กล่าว

ผอ.รพ.อุ้มผางกล่าวว่า คนในสังคมไทยมีความเห็นแตกต่างกันไม่เป็นไรเพราะหลายคนไม่ได้อยู่ในพื้นที่หรืออยู่หน้างาน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่เราจะปล่อยให้คนตายไปต่อหน้าต่อตาหรือไม่ให้เรียนหนังสือ เชื่อว่าหากเขาได้มาอยู่หน้างานก็จะทำเช่นเดียวกับตน

ผู้สื่อข่าวถามว่าหลายคนตั้งคำถามว่าเรื่องการศึกษาของเด็กไม่ใช่หน้าที่ของแพทย์ที่จะผลักดันนพ.วรวิทย์ กล่าวว่า แพทย์ก็เป็นคนหนึ่งในสังคมที่ให้ความเห็นได้ ยิ่งเราอยู่ในพื้นที่ยิ่งเห็นภาพชัด ซึ่งการศึกษาและการสาธารณสุขมีจุดเกาะเกี่ยวกันอยู่แล้ว

“ที่รบกับกัมพูชาและสร้างความรู้สึกชาตินิยมก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องว่ากันไป แต่ตรงนี้เขาไม่ได้รบกับเรา เขาแค่ขาดโอกาสและต้องพึ่งเราเป็นบางส่วน การที่เราช่วยเหลือเขาเรื่องสุขภาพและการศึกษาเป็นการทำชื่อเสียงให้กับประเทศด้วยเพราะต่างประเทศที่เข้ามาเก็บข้อมูลต่างก็เห็น และเมื่อเราไปอยู่ประเทศอื่นเขาก็จะได้เคารพเช่นนี้ด้วย เราต้องดูแลคนให้เท่ากัน”นพ.วรวิทย์ กล่าว 

—————