Search

รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์งง/สงสัย สสจ.ตากออกแถลงการณ์ทำลายกำลังใจคนสาธารณสุขชายแดน-เสมือนประกาศจุดยืนคนละข้างกับแพทยธรรม/มนุษยธรรม-แทนที่จะใช้โอกาสอธิบบายพวกก่อกระแสชาตินิยม-สังคมแห่ส่งกำลังใจหนุน ผอ.ท่าสองยาง

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้ากรณีที่เด็กนักเรียน 13 คนจากศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ถูกให้หยุดการเรียนในโรงเรียนบ้านขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตากซึ่งเป็นสถานศึกษาอยู่อยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัย เนื่องจาก สพป.(สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา) เขต 2 เห็นว่านักเรียนกลุ่มนี้มีสถานะบุคคลไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)ตากได้ออกแถลงการณ์สืบหาข้อเท็จจริงภายหลังจากที่ นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผู้อำนวยการ(ผอ.)โรงพยาบาล(รพ.)ท่าสองยาง จ.ตาก ได้ออกมาสนับสนุนผลักดันให้เด็กๆทั้ง 13 คนได้กลับเข้าเรียนในโรงเรียนขะเนจื้อ

ล่าสุด รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า

เมื่ออ่านแถลงการณ์ สสจ.ตาก ซึ่งในวรรคแรกของแถลงการณ์เล่าถึงหลักการของ สสจ.ตากและชี้แจงว่า รพ.ในสังกัดมิใช่หน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจในประเด็นการอนุญาตให้บุคคล (เด็ก) ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวเข้าศึกษาในสถานศึกษา รวมถึงการเดินทางเข้าออกพื้นที่พักพิง แล้วจบวรรคที่สาม ซึ่งเป็นวรรคสุดท้ายว่า “ตามที่มีข่าว ผอ.รพ.ท่าสองยางจังหวัดตาก มีส่วนสนับสนุนผลักดันการศึกษาของเด็กในค่ายผู้ลี้ภัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตากจะดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริง และหากพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะดำเนินการตามระเบียบราชการต่อไป” ทำให้รู้สึกสงสัยความเข้าใจใน “ปรัชญาสุขภาพ” ของผู้เขียนแถลงการณ์นี้อย่างมากมาย  

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การสนับสนุนผลักดันการศึกษาจะเป็นการกระทำความผิดได้อย่างไร   มีกฎหมายไทยที่ห้ามการสนับสนุนผลักดันการศึกษาด้วยหรือ  ก็เป็นที่เข้าใจว่า สิทธิในสุขภาพดีเป็นสิทธิมนุษยชนที่ผูกพันประเทศไทยเป็นลายลักษณ์อักษรมาอย่างน้อยตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2569  เป็นต้นมา โดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ.2491 ตามด้วยอนุสัญญาอีกหลายฉบับโดยเฉพาะ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก พ.ศ.2532 ซึ่งก็แปลความต่อไปได้อีกชัดๆ ว่า การเข้าไปสนับสนุนการศึกษาของเด็กต่างด้าวไม่ใช่ความผิด เพราะกฎหมายระหว่างประเทศให้คุ้มครองเด็กทุกคน ไม่ว่าจะถือสัญชาติไทยหรือไม่ถือสัญชาติไทย   ที่น่าเศร้าใจก็คือ ผู้ร่างแถลงการณ์ฯ คงไม่ทราบว่า ทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญของรัฐไทยและ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ก็กำหนดให้ทุกภาคส่วนในสังคมไทยต้องช่วยกันส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของเด็ก   จึงพบว่า ทุกโรงพยาบาลชุมชนของรัฐไทยก็มีหน่วยงานรับผิดชอบดูแลสุขภาพกายใจจิตวิญญาน รวมถึงสุขภาพสังคมเพื่อเด็ก โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ  ในประเด็นการดูแลการศึกษาเพื่อเด็ก จึงเป็นงานสำคัญเพื่อดูแลสุขภาพสังคมให้แก่มนุษย์ตัวน้อยในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลชุมชน  เรื่องราวที่จะสืบหาข้อเท็จจริงก็น่าชัดเจนจนไม่ต้องสืบว่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยางทำตามกฎหมาย ทั้งที่เป็นกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นไปตามหลักแพทยธรรมที่ยึดมั่นกันในวงการสาธารณสุขไทย   สสจ.ตากไม่เชื่อเรื่องสุขภาพสังคมหรืออย่างไร 

“รู้สึกงงๆว่า  สสจ.ตากไม่ทราบจริงๆ หรือว่า รพ.ท่าสองยาง มีหน้าที่ดูแลคนในค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ   ทั้งส่วนราชการของรัฐไทย หรือของรัฐต่างประเทศก็เข้าคิวมาเยี่ยมสาขาแม่หละของ รพ.ท่าสองยาง  รวมถึงสถาบันการศึกษาทั้งในและนอกประเทศไทย ตลอดจนองค์กรสิทธิมนุษยชนไทยและต่างชาติ  เมื่อค่ายผู้ลี้ภัยแห่งนี้ก็เป็นหน้าที่ของ รพ.ท่าสองยาง ซึ่งเป็นผู้แทนของอำนาจอธิปไตยทางสาธารณสุขที่จะต้องดูแลมนุษย์ทุกคนบนแผ่นดินไทยให้มีสุขภาพดี  หลัก Health for all ก็เป็นหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากลที่ผูกพันประเทศไทยมิใช่หรือ”รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าว   

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าการที่ รพ.ท่าสองยาง ซึ่งมีบุคลากรสาธารณสุขเพียง200 กว่าคน จะต้องดูแลคนในอำเภอท่าสองยาง  ซึ่งก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯจะตัดความช่วยเหลือทางการเงินแก่  IRC ซึ่งรับผิดชอบบริหารจัดการโรงพยาบาลค่ายแม่หละ  งานดูแลผู้ลี้ภัยราว 40,000 คนก็เป็นภาระหน้าที่ของบุคลากรสาธารณสุขราว 200 คนที่ IRC จ้างและฝึกอบรม  และรพ.ท่าสองยางก็สนับสนุนบ้างในการรักษาผู้ป่วยที่เกินกำลังของโรงพยาบาลค่าย   แต่เมื่อ IRC ต้องเลิกบริหารจัดการในราวต้นปี พ.ศ.2568  โดยหลักการ  รัฐไทย โดย รพ.ท่าสองยาง ก็ต้องเข้ามาบริหารจัดการแทน IRC   ในช่วงเริ่มต้น 

“เราต้องเอาใจช่วย “คุณหมอหนึ่ง” หรือ นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ และคณะผู้บริหารโรงพยาบาลชุมชนเล็กๆ นี้   บุคลากรสาธารณสุข 400 คนจะต้องดูแลสุขภาพของประชากรนอกค่ายประมาณ 110,000 คน และ ในค่ายผู้ลี้ภัยอีกราว 40,000 คน รวมราว 150,000 คน    แต่ด้วยความมีน้ำใจดีของบุคลากรสาธารณสุขเดิมของ รพ.ค่ายแม่หละ ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยที่ฝึกอบรมโดย IRC จำนวน236 คน ยังคงอาสาทำงานเพื่อสนับสนุน รพ.ท่าสองยางที่จะดูแลคนราว 40,000 คนในค่าย  ภาระที่หนักจนเป็นไปไม่ได้ก็เริ่มเป็นไปได้   รพ.ค่ายแม่หละเดิม ซึ่งต้องปิดกิจการเพราะ IRC ไม่มีเงินที่จะบริหารต่อไป กลายมาเป็น สาขาแม่หละของ รพ.ท่าสองยาง  ปาฏิหาริย์มาจากทุกทิศทางทั้งในและนอกประเทศไทยเพื่อสนับสนุนคุณหมอหนึ่ง”รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าว 

รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์กล่าวว่า ก็น่าแปลกที่ผู้เขียนแถลงการณ์ให้ สสจ.ตาก มองไม่เห็นความงดงามด้านสาธารณสุขของ ผอ.รพ.ท่าสองยางที่ทั่วโลกชื่นชมอย่างมาก   เรื่องราวนี้น่าจะนำเกียรติยศมาสู่กระทรวงสาธารณสุขของรัฐไทยมิใช่หรือ  การดูแลผู้ลี้ภัยที่อาศัยในประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.2527 จนถึงปัจจุบัน 42 ปีมาแล้ว

“ขอถามย้ำอีกครั้ง การดูแลราษฎรของรัฐไทยเป็นความผิดจริงหรือ ? การที่ ผอ.รพ.ท่าสองยางถูกประกาศว่า อาจถูกสืบสวนว่ากระทำความผิดฐาน เพราะมีส่วนสนับสนุนผลักดันการศึกษาของเด็กต่างด้าวในค่ายผู้อพยพลี้ภัย ทำให้รู้สึกงงและสงสัยว่า การเลือกปฏิบัติต่อคนต่างด้าว การไม่สนับสนุนผลักดันการศึกษาของเด็กต่างด้าวในค่ายอพยพผู้ลี้ภัย เป็นความถูกต้องตามกฎหมายไทยจริงหรือ   ในทางกลับกัน หากกลับไปอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญของรัฐไทย การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งสัญชาติเป็นเรื่องที่กระทำไม่ได้อย่างแน่นอน”รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าว

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า  จริงๆแล้ว สสจ.ตากควรจะใช้โอกาสที่ออกแถลงการณ์อธิบายให้ “เหล่าคนที่ก่อกระแสชาตินิยม” เข้าใจในภารกิจมนุษย์นิยมของชาวสาธารณสุขชายแดนมากกว่า  การออกมารับปากว่า สสจ.ตากจะดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริง และหากพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะดำเนินการตามระเบียบราชการต่อไปเพราะจะทำลายขวัญกำลังใจของชาวสาธารณสุขชายแดนอย่างไม่มีชิ้นดี และเป็นการประกาศจุดยืนคนละข้างกับแพทย์ที่ใช้ “แพทยธรรมและมนุษยธรรม” ในการทำงานสาธารณสุขชายแดน   

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ สสจ.ตาก ออกแถลงการณ์สืบหาข้อความไว้ในตอนท้ายว่า “จะดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริงและหากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และไม่ชอบด้วยกฎหมายจะดำเนินการตามระเบียบราชการต่อไป” ปรากฏว่าได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีบุคคลในวงการสาธารณสุขและภาคประชาสังคมจำนวนไม่น้อย ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจ นพ.ธวัชชัย อย่างต่อเนื่อง

————–