Search

ความฝันขอหนูน้อยในค่ายผู้ลี้ภัย กับกำแพงการศึกษาที่ปิดกั้น

มายา สุทธิวงศ์

“หนูหวังว่าท่านผู้ใหญ่ในกรุงเทพจะเอ็นดูและเมตตา ให้พวกเราทั้ง 13 คนได้เรียนต่อนะคะ หนูจะตั้งใจและทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ภูมิใจว่า พวกเราสามารถทำตามความฝันของตนเองได้จริงๆ”

ข้อความตอนหนึ่งในจดหมายที่ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเสียงของเด็กหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งในเวลานี้ไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ หลังโรงเรียนแจ้งว่าชื่อของเธออยู่ในรายชื่อนักเรียนจากค่ายผู้ลี้ภัยที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ส่งมา จึงต้องพักการเรียนไว้ก่อนโดยยังไม่รู้ว่าจะได้กลับเข้าห้องเรียนอีกหรือไม่

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา( สพป.)ตาก เขต 2 ได้ส่งหนังสือถึง 19 โรงเรียนในอำเภอชายแดน จ.ตาก เรื่อง การแก้ปัญหาเกี่ยวกับการรับนักเรียนกรณีสถานะบุคคลไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมรายชื่อนักเรียนจากค่ายผู้ลี้ภัย 46 คน เนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบสถานะของนักเรียน การเรียกคืนเงินอุดหนุน และมาตรการเกี่ยวกับการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย

หนังสือฉบับดังกล่าวส่งผลให้นักเรียน 13 คน ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.1 โรงเรียนบ้านขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด ถูกสั่งพักการเรียนหลังเปิดเรียนได้ประมาณ 2-3 เดือน ขณะที่เด็กคนอื่นที่เหลือยังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ

ความสนุกและความฝันของหนูน้อย 13 คนพังลงในชั่วข้ามคืน

“ผมอยู่ในโรงเรียนนี้ตั้งแต่เด็กๆ เป็นเหมือนครอบครัวที่ผมไว้ใจอยากจะฝากอนาคตไว้ ความฝันของผมคือการได้เป็นวิศกร ผมอยากมีความรู้และความสามารถในการซ่อมแซมสิ่งของต่างๆ ด้วยตนเอง แม้ผมจะรู้ว่าการเดินทางไปถึงฝันอาจไม่ง่าย แต่ผมพร้อมที่จะเรียนรู้ ฝึกฝนและพยายามต่อไป” อีก 1 ความฝันของเด็กชายโจซู (นามสมมติ) ที่เขียนไว้ในจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาเช่นเดียวกัน

ไม่ว่านายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)จะได้อ่านจดหมายที่เหล่าหนูน้อยจากศูนย์พักพิงชั่วคราวฯส่งถึงหรือไม่ก็ตาม แต่ในวันนี้คนในกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำลายวาทกรรม “การศึกษาเท่าเทียม”ที่รัฐมนตรี ศธ.ทุกยุคทุกสมัยพูดถึงลงอย่างสิ้นสเชิง

แม้เด็กๆเหล่านี้เกิดและเติบโตในศูนย์พักพิงผู้หนีภัยการสู้รบบ้านแม่หละ แต่ในระยะหลังได้มีการผ่อนปรนมากขึ้น ทำให้ เด็กกลุ่มนี้ได้เรียนมาในโรงเรียนไทยตั้งแต่ระดับอนุบาล เติบโตมาพร้อมกับเพื่อนๆ มีครูคอยดูแล และชุมชนคอยโอบอุ้ม ก่อนขึ้น ม.1 ขณะที่สถานศึกษาในศูนย์พักพิงฯเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย ที่สำคัญคือวุฒิการศึกษาในศูนย์พักพิงยังไม่เปิดช่องทางที่นำมาเทียบเคียงกับระบบการศึกษาไทย นอกจากนี้ยังไม่มีการสอนภาษาไทย ทำให้ผู้ปกครองนิยมส่งบุตรหลานออกมาเรียนโรงเรียนในระบบการศึกษาไทยนอกค่าย

ในขณะที่ปัจจุบันมติคณะรัฐมนตรีได้ผ่อนปรนให้คนในค่ายผู้ลี้ภัยสามารถออกมาทำงานภายนอกได้ แต่ปัญหาหนึ่งที่ต้องเผชิญคือเรื่องการสื่อสารภาษาไทย เพราะตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี การเรียนภาษาไทยเป็นข้อห้ามสำหรับการศึกษาในค่ายผู้ลี้ภัย เนื่องจากความหวาดวิตกของฝ่ายความมั่นคง ดังนั้นปีนี้เป็นปีแรกที่ในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งได้เปิดสอนภาษาไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการออกมาทำงานด้านนอก

การที่ สพป.ตาก เขต 2 ไม่อนุญาตให้เด็กในค่ายผู้ลี้ภัยได้ออกมาเรียนในโรงเรียนด้านนอก จึงเป็นการย้อนแย้งทางนโยบาย ที่สำคัญคือเป็นการขัดกับหลักคิดทางการศึกษาของไทย

ภาคีเครือข่ายการทำงานเพื่อจัดการสิทธิอันจำเป็นของผู้หนีภัยในพื้นที่พักพิง พร้อมด้วยนักวิชาการ นักกฎหมาย และบุคลากรทางการแพทย์ ได้ยื่นหนังสือขอการคุ้มครองเด็กผู้หนีภัยจากการสู้รบ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การจัดการศึกษาในพื้นที่ศูนย์พักพิงยังคงมีช่องว่างสำคัญ แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายเปิดโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กทุกคน แต่การศึกษาที่จัดขึ้นภายในพื้นที่พักพิงส่วนใหญ่ดำเนินการโดยองค์กรระหว่างประเทศและภาคเอกชน และวุฒิการศึกษาจากโรงเรียนในค่ายยังไม่ได้รับการรับรองจากระบบการศึกษาของไทย ส่งผลให้เด็กจำนวนหนึ่งไม่สามารถนำวุฒิไปศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพภายนอกได้ ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว เด็กจำนวนหนึ่งจึงออกมาเรียนในโรงเรียนนอกพื้นที่พักพิง โดยเฉพาะเด็กที่เกิดและเติบโตในประเทศไทย มีความคุ้นเคยกับภาษาไทย โรงเรียน ครู และชุมชนรอบตัว สำหรับเด็กกลุ่มนี้ การเรียนในโรงเรียนไทยเป็นเส้นทางที่จะทำให้พวกเขาสามารถนำวุฒิการศึกษาไปต่อยอดชีวิตในอนาคตได้

“นโยบายของรัฐที่ผ่านมายังคงมีความลักลั่นในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนหรือไม่มีสัญชาติไทย โดยเด็กบางกลุ่มสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนไทยได้ ขณะที่บุตรของผู้หนีภัยจากการสู้รบซึ่งเกิดและอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานานกลับถูกจำกัดให้ต้องเรียนอยู่ภายในพื้นที่พักพิง ทั้งที่การศึกษาภายในพื้นที่พักพิงยังไม่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบการศึกษาของไทยได้อย่างสมบูรณ์”

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิและคณะทำงาน จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อไม่ให้เด็กทั้ง 46 คนที่มีรายชื่ออยู่ในหนังสือของ สพป.ตาก เขต 2 ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาระหว่างที่มีการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย ข้อเสนออีกประการคือ การให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาชะลอหรือระงับการบังคับใช้มาตรการที่ส่งผลให้เด็กกลุ่มนี้ไม่สามารถเรียนต่อได้ เพื่อให้เด็กสามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียนได้ ขณะเดียวกันยังเสนอให้พิจารณาออกเลขรหัส G เป็นการชั่วคราว เพื่อให้โรงเรียนสามารถเบิกจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวได้อย่างถูกต้อง

“เด็ก 13 คนอาจเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ในสายตาของระบบการศึกษา แต่ในช่วงเวลาที่รัฐกำลังตรวจสอบสถานะ เด็กๆก็ยังคงเติบโตขึ้นทุกวัน ปัญหาเรื่องสถานะบุคคลย่อมมีรายละเอียดที่รัฐต้องจัดการ การเรียกร้องสิทธิทางการศึกษาไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องละทิ้งการบังคับใช้กฎหมาย แต่การบังคับใช้กฎหมายก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เด็กต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษาไปในระหว่างที่ผู้ใหญ่กำลังหาทางออก เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เด็ก 13 คนกำลังขอไม่ใช่สิทธิพิเศษกว่าใคร พวกเขาเพียงต้องการโอกาสที่จะเรียนรู้ เติบโต และเดินไปสู่อนาคตของตัวเองเท่านั้น”

เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากสำหรับสังคมไทย หากคำว่า “จุดยืน”ของนโยบายด้านการศึกษาต้องถูกสั่งคลอนและโงนเงนเพียงเพราะกระแสที่ถูกปั่นขึ้นมาจนทำผู้บริหารระดับนโยบายโอนเอน