
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ภาควิชาเคมี และผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ทีมเจ้าหน้าทีศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ฯได้ติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำ (Water Observation for River Alert: WORA)แบบ Low Cost Sensor หนึ่งนวัตกรรมใต้แผนงาน CMU RiverWatch เครื่องแรกที่ท่าเรือชุมชน สะพานท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทำหน้าที่เสมือน “ด่านหน้า” ของแม่น้ำกก เฝ้าระวัง ติดตามการเปลี่ยนแปลง และรายงานคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์
ผศ.ดร.ว่านกล่าวว่า ปัจจุบัน WORA ยังอยู่ในช่วงทดสอบการทำงานจริงของเซนเซอร์ ระบบพลังงาน การส่งข้อมูล ความเสถียร และระบบแจ้งเตือนภายใต้สภาพแวดล้อมจริง โดยสามารถวัด ค่าความขุ่น (Turbidity) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่มีบทบาทสำคัญในการสะท้อนการพัดพาของตะกอนดินและการปนเปื้อนของโลหะหนัก ควบคู่กับค่าพารามิเตอร์พื้นฐานอื่น ๆ เช่น ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH), ค่าการนำไฟฟ้า (EC), ค่าศักย์ออกซิเดชัน-รีดักชัน (ORP) และอุณหภูมิ โดยระบบจะประมวลผลและส่งข้อมูลรายงานผล ทุก ๆ 30 นาที แบบอัตโนมัติ กลไกดังกล่าวทำงานภายใต้แนวคิด Early Warning System (MONITOR → DETECT → ALERT → RESPOND)
ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยฯกล่าวว่า แม้ตัวเซนเซอร์จะไม่ใช่เครื่องตรวจจับโลหะหนักโดยตรง แต่ความผันแปรของค่าความขุ่นและคุณสมบัติทางเคมี-กายภาพที่ผิดปกติแบบเรียลไทม์ จะทำหน้าที่เป็น “สัญญาณเตือนล่วงหน้า” ที่มีความแม่นยำสูง ช่วยให้ทีมวิจัยและเครือข่ายชุมชนเข้าเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์สารโลหะหนักในห้องปฏิบัติการได้อย่างทันท่วงที โดยในระยะแรก มีแผนพัฒนาและทดสอบ WORA ต้นแบบจำนวน 5 สถานี ในแม่น้ำกก พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่–เชียงราย
“เราต้องการเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำอย่างต่อเนื่อง และเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ โดยข้อมูลจากสถานี WORA จะถูกส่งตรงเข้าสู่แพลตฟอร์มกลาง Waterroom.pro (ห้องส่องน้ำ) ซึ่งเราเปิดให้ประชาชน โรงเรียน และหน่วยงานท้องถิ่น สามารถเข้ามามอนิเตอร์แนวโน้มความขุ่นและคุณภาพน้ำได้ นอกจากนี้ยังมีผสานรวมข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ กรมอนามัย ซึ่งเป็นผลตรวจวิเคราะห์แล็บจากทุกภาคส่วน และข้อมูลจากวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร” ผศ.ดร.ว่าน กล่าว
ผศ.ดร.ว่านกล่าวว่า นอกจากการเก็บตัวอย่างส่งตรวจในห้องปฏิบัติการแล้ว ขณะนี้ทีมงานกำลังพัฒนาระบบ WORA — Water Observation for River Alert เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแบบใกล้เคียงเวลาจริง โดยบูรณาการข้อมูลจากสถานีตรวจวัดภาคสนาม ภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 และกล้อง CCTV ที่ติดตามสี ความขุ่น และการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำอย่างต่อเนื่อง
“หลักการสำคัญคือ ความเข้มข้นสารหนู อาจเคลื่อนที่ร่วมกับตะกอนแขวนลอย โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำมีความขุ่นสูง ระบบจึงนำค่าความขุ่น สีของน้ำ ปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำ และข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม มาพัฒนาเป็นแบบจำลองเพื่อ ประเมินแนวโน้มหรือความเป็นไปได้ที่สารหนูจะเพิ่มสูงขึ้น และแจ้งเตือนให้ทีมงานลงพื้นที่เก็บตัวอย่างยืนยันได้อย่างรวดเร็ว WORA ไม่ได้ใช้ค่าความขุ่นแทนการตรวจสารหนูโดยตรง เพราะน้ำขุ่นไม่ได้หมายความว่าจะมีสารหนูสูงเสมอไป และน้ำที่ดูใสก็อาจมีสารหนูละลายอยู่ได้ แบบจำลองจึงต้องสอบเทียบกับผลวิเคราะห์สารหนูจากห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ค่าคาดการณ์มีความถูกต้องและสามารถระบุช่วงความไม่แน่นอนได้” ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยฯกล่าว
ทั้งนี้โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Asian Disaster Preparedness Center หรือ ADPC โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนจุดตรวจวัดและกล้อง CCTV ในพื้นที่สำคัญของลุ่มน้ำกก เพื่อเปลี่ยนระบบติดตามจากการรอผลตรวจเป็นระยะ ไปสู่ระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนความผิดปกติที่ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่สามารถเข้าถึงได้
นายบุญโรจน์ กองแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ท่าตอน กล่าวว่า เพราะท่าตอนเป็นจุดแรกของประเทศไทยที่แม่น้ำกกไหลผ่าน ต้องการให้ต่อยอดโครงการย่อยข้อมูลงานวิจัยให้ง่ายขึ้น เพราะชาวบ้านในพื้นที่มีมากถึง 10 ชาติพันธุ์ การสื่อสารทางโซเชียลมีเดียยังเข้าถึงยาก โดยพร้อมจะสนับสนุนทีมเจ้าหน้าที่ อบต. ทั้งงานสาธารณสุข ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้เป็นทีมสนับสนุน
“ระหว่างที่หลายภาคส่วนในประเทศช่วยกันแก้ปัญหา ทั้งต้นเหตุและปลายเหตุ แต่การจะไปบอกว่าให้คนต้นน้ำปิดเหมือง มันยากมาก เขาไม่ทำหรอก อยากให้ส่วนที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้เหมืองต้นน้ำ มีกระบวนการบำบัดอย่างถูกวิธี และปลอดภัยที่สุด ก่อนจะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ วันนี้พี่น้องเรากังวลไปหมด กังวลทุกวัน แต่เราก็หนีความจริงไม่ได้ จะย้ายไปไหนก็ไม่ได้ เพราะที่นี่คือบ้าน สภาพเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้ว ปัจจุบันหลังมีข่าวมลพิษแม่น้ำกก ทุกอย่างยิ่งแย่กันไปหมด นักท่องเที่ยวแทบไม่เหลือเลย ” นายบุญโรจน์ กล่าว
สำหรับแม่น้ำกก ถือเป็นแม่น้ำข้ามพรมแดนที่สำคัญ มีต้นกำเนิดจากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ไหลเข้าสู่ประเทศไทยจุดแรกที่บ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะไหลพาดผ่านตัวเมืองเชียงราย และไปบรรจบกับแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน รวมความยาวตลอดสายราว 285 กิโลเมตร โดยไหลผ่านในประเทศไทยกว่า 130 กิโลเมตร โดยแม่น้ำกกเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนนับแสน ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นที่พึ่งพาสายน้ำแห่งนี้เพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค และการท่องเที่ยว