Search

เปิดมุมมอง นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ผอ.รพ.ท่าสองยางทำไม “หมอ”ต้องผลักดันการศึกษาเด็กในค่ายผู้ลี้ภัย

การแสดงจุดยืนของ นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ หรือ “หมอหนึ่ง” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง ที่อยู่เคียงข้างเด็กนักเรียน 13 คนจากศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยบ้านแม่หละ เป็นข่าวเล็กมาตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา (https://www.facebook.com/photo/?fbid=1729599775837490&set=a.504230305041116 ) นับตั้งแต่เด็กนักเรียนกลุ่มนี้ถูกสั่งให้หยุดเรียนจากชั้น ม.1 โรงเรียนบ้านคะเนจื้อกลางคันอันเป็นผลจากคำสั่งของ สพป.(สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา) เขต 2 ตาก เพราะเห็นว่ามีสถานะบุคคลไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมกับเรียนเงินคืนเงินอุดหนุนบางส่วน

ถามว่าทำไมหมอถึงต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานด้านการศึกษาของเด็กๆด้วย นพ.ธวัชชัย ตอบว่า เด็กไม่ได้รับแค่เพียงการศึกษา โรงเรียนไม่ได้ให้แค่เรื่องการศึกษาอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าความรู้อ่านออกเขียนได้อย่างเดียว เขาดูแลเรื่องสุขภาพด้วย เช่น เรื่องวัคซีน เรื่องควบคุมป้องกันโรค เรื่องโภชนาการ เรื่องทักษะ เรื่องการอยู่ร่วมกัน แล้วก็ปลูกฝังสุขภาพความรู้ ค่านิยม ความเชื่อ รวมถึงทักษะการปฏิเสธสิ่งเสพติดและของไม่ดี การที่เด็กเรียนอยู่ในโรงเรียนเป็นเวลา 2-3 เดือน ได้รู้จักเพื่อนและสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบตัว การถูกให้หยุดเรียนหรือออกจากโรงเรียน ย่อมทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองถูกปฏิเสธและไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อทัศนคติของเด็กต่อสังคมไทย

“คือถ้าเป็นเรา เราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ มันทำไมมันไม่เป็นธรรม หากสังคมไทยปฏิเสธเด็กกลุ่มนี้เอาออกจากระบบการศึกษา ผลเสียที่เกิดขึ้นอาจมีมูลค่าสูงกว่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพราะเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เขาอาจเข้าสู่ปัญหาทางสังคมในรูปแบบอื่น ทั้งการแต่งงานเร็ว การไม่มีงานที่ดีทำ การเข้าไปเกี่ยวข้องกับอบายมุข หรือยาเสพติด ท้ายที่สุดปัญหาเหล่านี้ไม่ได้อยู่ไกลตัวสังคมไทย ถ้ามองแล้วมันเป็นผลเสียกับสังคมไทยมากกว่า การที่เราจะแค่จ่ายเงินในเรื่องการศึกษาไม่ได้มากนัก เมื่อเทียบกับผลกระทบที่มันเกิดขึ้นกับสังคมไทย แล้วก็ภาพลักษณ์ชื่อเสียงของประเทศไทย”

หมอหนึ่งอธิบายถึงสาเหตุที่ร่วมกับนักวิชการ นักกฎหมายและภาคประชาชาสังคมจำนวนหนึ่ง ผลักดันให้เด็กทั้ง 13 คนได้คืนสู่ห้องเรียน

“เด็กส่วนใหญ่ถ้าถูกออกกลางคัน ไม่ได้เรียนหนังสือ ต่อไปก็อาจจะมีปัญหาอื่นตามมา เด็กๆแถวนี้(ชายแดนตาก) ถ้าไม่ได้เรียนอาจจะจบด้วยการแต่งงานเร็ว หรือพอไม่มีงานดีๆทำ ก็อาจไปหาเรื่องอบายมุข ไปติดอาชญากรรมอะไรต่างๆ ซึ่งเด็กกลุ่มนี้เขาอยู่แถวนี้อยู่แล้ว เขาจะใช้ชีวิตวนไปวนมากับเรื่องพวกนี้ แล้วพอเรามีปัญหาเรื่องยาเสพติด มันก็กระทบกับพวกเราอยู่ดี ผมรู้สึกว่าปัญหาดังกล่าวไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะหากเด็กกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาโดยไม่มีโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมย้อนกลับมากระทบสังคมโดยรวม”

เมื่อถามว่าปัญหาด้านการศึกษากับปัญหาด้านสุขภาพเกี่ยวข้องกันหรือไม่ หมอหนึ่งกล่าวว่า “อาจจะเกี่ยวบ้าง แต่ถามว่าเกี่ยวกับสังคมไหม มันเกี่ยว แล้วเราก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ซึ่งประสบการณ์ส่วนตัวของผม จากการได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 ปี การให้โอกาสทางการศึกษาไม่ได้มีเพียงผลตอบแทนด้านความรู้ แต่ยังสร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกผูกพันระหว่างผู้คน ซึ่งสามารถนำไปสู่ความร่วมมือในอนาคต มันทำให้ผมซึมซับ แล้วก็ได้อะไรจากญี่ปุ่น เหมือนเราไปเป็นคนญี่ปุ่นคนนึงเลย ได้มีเครือข่ายอะไรประมาณนี้ ตอนหลังผมมีแขกจากญี่ปุ่นมาเยี่ยมบ่อยๆ เขามาบริจาค หรือพานักศึกษาแพทย์มาดูงาน เป็นการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน”

“สำหรับเด็กที่อยู่ในประเทศไทยแต่ยังติดข้อจำกัดด้านเอกสารหรือสถานะบุคคล ผมเห็นว่าไม่ควรนำเรื่องเอกสารสัญชาติหรือความเป็น ‘คนไทย-คนต่างชาติ’ มาเป็นกำแพงกีดขวางการศึกษา เพราะเด็กจำนวนมากเกิดและเติบโตในพื้นที่ชายแดน และมีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตและทำงานในประเทศไทยต่อไป หากเด็กเหล่านี้ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือเรียนอยู่ในศูนย์อพยพที่หลักสูตรยังไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะมีข้อจำกัดในการเรียนต่อไม่ได้และการเข้าสู่ตลาดแรงงานในประเทศไทย ทำให้พวกเขาไม่สามารถพัฒนาตัวเองไปสู่งานที่มีรายได้ดี และในระยะยาวยังหมายถึงการสูญเสียโอกาสที่ประเทศไทยจะมีแรงงานเพิ่มขึ้น”

ตลอด 40 ปีในการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบชายแดนไทย 9 แห่ง ฝ่ายความมั่นคงได้สั่งห้ามการเรียนภาษาไทยในสถานศึกษาของทุกศูนย์พักพิงฯเนื่องจากหวาดระแวงว่าผู้ลี้ภัยจะออกมาใช้ชีวิตภายนอก แต่ภายหลังประเทศไทยขาดแคลนแรงงานและเมื่อปี 2568 ได้มีมติคณะรัฐมนตรีผ่อนปรนให้ผู้ที่อยู่ในศูนย์พักพิงฯออกมาทำงานด้านนอกได้ ทำให้ฝ่ายความมั่นคงได้ประจักษ์ถึงปัญหาว่าการสั่งห้ามเรียนภาษาไทยได้กลายเป็นข้อจำกัดทำให้แรงงานในศูนย์พักพิงฯไม่มีความพร้อมที่จะออกมาทำงานภายนอก

“ปัญหานี้ควรถูกมองควบคู่กับโครงสร้างประชากรของประเทศไทย ซึ่งกำลังเข้าสู่ภาวะที่เด็กเกิดใหม่น้อยลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น หากประเทศไทยยังไม่สามารถนำเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษาและพัฒนาศักยภาพได้มากขึ้น ในอนาคตประเทศอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง ซึ่งตอนนี้ 3-4 ปีหลัง ประชากรไทยลดลง จากที่รุ่นผมเกิดเป็นล้าน แต่รุ่นนี้เกิด 3-4 แสนคน ตายปีนึง 8 แสน ซึ่งลดลงปีละ 3-4 แสน ถ้าเรายังไม่เอาเด็กเข้ามาสู่ระบบให้มากขึ้น ต่อไปก็คงไม่มีใครทำงาน” นพ.ธวัชชัยมองในภาพใหญ่ที่กำลังกลายเป็นปัญหาของสังคมไทย

เมื่อถามย้ำว่าจะอธิบายอย่างไรให้คนบางกลุ่มที่พยายามปั่นกระแสว่าเอางบประมาณไปช่วยคนต่างด้าว ซึ่งทุกครั้งที่กระแสเหล่านี้ถูกปลุกก็มักใช้ได้ผลกับนักบริหารประเทศ

“หากพิจารณาผ่านระบบภาษี เด็กและครอบครัวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย พวกเขาก็มีส่วนในการจ่ายภาษีทางอ้อมผ่านการซื้อสินค้าและบริการเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป เขาซื้อของไทยเกือบหมด เขาก็ซื้อของเหมือนที่เราใช้ เขาก็ควรจะได้รับภาษีคืน และการลงทุนด้านการศึกษาเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถสร้างผลผลิตหรือ productivity ได้สูงในระยะยาว เด็กกลุ่มนี้สามารถกลายเป็นแรงงานสำคัญของประเทศไทย ทั้งแรงงานที่มีทักษะและไม่มีทักษะ หากได้รับโอกาสในการศึกษาและพัฒนาศักยภาพ ถ้าต่อไปประเทศไทยต้องการแรงงาน กลุ่มนี้เขาก็จะเป็นแรงงานสำคัญที่จะมาช่วยพัฒนาประเทศเราต่อไป” ตลอดกว่า 20 ปีที่ทำงานในรพ.ชายแดน ทำให้หมอหนึ่งเห็นภาพชัดของความเชื่อมโยงกันของปัญหา

“การนำเด็กและครอบครัวเข้าสู่ระบบการศึกษา ยังมีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุข เพราะเมื่อมีฐานข้อมูลประชากรกลุ่มนี้ที่ชัดเจน รัฐสามารถเข้าถึงบริการป้องกันโรค เช่น การฉีดวัคซีน การควบคุมโรคได้ ซึ่งไม่เพียงป้องกันโรคในกลุ่มเด็กและครอบครัวเหล่านี้ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อประชากรไทยโดยรวม”

เมื่อปีที่แล้ว นพ.ธวัชชัยและ รพ.ท่าสองยาง ต้องเข้าไปรับผิดชอบงานด้านสาธารณสุขภายในศูนย์พักพิงฯบ้านแม่หละ ภายหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯยุติการให้เงินสนับสนุนองค์กร International Rescue Committee หรือ IRC ทำให้ต้องดูแลคนเพิ่มอีก 4 หมื่นคน ซึ่ง รพ.ชายแดนหลายแห่งต่างมีหนี้สินเพิ่มขึ้น เนื่องจากการสนับสนุนจากรัฐบาลกลางยังถูกจำกัด ทำให้หลายคนรู้สึกเป็นห่วง รพ.ท่าสองยาง

“การเข้าไปสนับสนุนระบบสุขภาพภายในค่ายแม่หละ ช่วยลดภาระของโรงพยาบาลภายนอก เพราะหากระบบสุขภาพภายในค่ายไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้ ผู้ป่วยอาจเดินทางออกมารับบริการตามโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งทำให้ระบบบริการสุขภาพเกิดความวุ่นวายและเพิ่มภาระให้บุคลากรที่มีจำนวนจำกัดอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่สามารถดูแลสุขภาพข้างในได้ คนไข้กลุ่มนี้ก็จะออกมาข้างนอก โดยที่อาจจะไปโรงพยาบาลนู้น โรงพยาบาลนี้ โรงพยาบาลนั้น ซึ่งก็จะเกิดความวุ่นวาย แล้วก็คิดว่ามันก็จะไม่เป็นระบบ การที่เราเข้าไปดูแล เพื่อทำให้เขาสามารถดูแลคนไข้ข้างในได้ มันก็จะเป็นการลดภาระโรงพยาบาลเรา”

ผอ.รพ.ท่าสองกล่าวว่าปัจจุบันประชากรในค่ายแม่หละมีประมาณ 40,000 คน ขณะที่บุคลากรด้านสุขภาพภายในค่ายมีประมาณ 236 คน รวมแพทย์ 3 คน ซึ่งเป็นแพทย์ชาวเมียนมา โดยมีภารกิจตรวจรักษาผู้ป่วย หากพบผู้ป่วยอาการหนักจะส่งต่อมายังโรงพยาบาลท่าสองยาง ขณะที่บางองค์กรยังเข้ามาสนับสนุนงานด้านวัคซีน สุขภาพแม่และเด็ก และการส่งต่อผู้ป่วย และโรงพยาบาลยังเข้าไปสนับสนุนด้านการควบคุมป้องกันโรค การส่งต่อผู้ป่วย สุขภาพแม่และเด็ก รวมถึงสุขภาพจิต ซึ่งเป็นอีกปัญหาสำคัญในค่าย

“ช่วงก่อนเนี่ย เราพบว่ามีฆ่าตัวตายอยู่ในแคมป์เยอะ คือมากขึ้น ก็อาจจะเกี่ยวเรื่องความเครียดข้างใน อาจจะโดนเรื่องตัดงบ แล้วก็อาจจะมีปัญหาเรื่องการใช้สารเสพติด ซึ่งแนวทางที่โรงพยาบาลเข้าไปช่วยในเบื้องต้น คือการอบรมเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะในโรงเรียน ให้สามารถคัดกรองผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต หากพบผู้ที่มีอาการรุนแรงจึงส่งต่อให้แพทย์เพื่อรักษา”หมอหนึ่งอธิบายสถานการณ์ด้านสุขภาพของคนในศูนย์พักพิงฯบ้านแม่หละ

การเข้าไปดูแลสุขภาพของผู้ลี้ภัยในค่ายแม่หละทำให้หมอหนึ่งต้องคลุกคลีกับงานด้านอื่นๆด้วยโดยเฉพาะด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชน

“โรงเรียนภายในค่ายยังมีข้อจำกัดสำคัญ โดยหลักสูตรเน้นการอ่านออกเขียนได้และใช้ภาษาพม่า กะเหรี่ยง และอังกฤษ แต่ไม่มีการเรียนภาษาไทยอย่างเป็นระบบ รวมถึงไม่ได้มีระบบดูแลสุขภาพเด็กในโรงเรียนเช่นเดียวกับโรงเรียนภายนอก ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้เด็กที่เรียนอยู่ในค่ายมีทางเลือกในอนาคตค่อนข้างจำกัด เพราะไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยและไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาต่อเนื่องของประเทศไทยได้ ขณะที่เด็กบางคนเกิดในค่ายและไม่มีญาติหรือบ้านเดิมที่สามารถเดินทางกลับไปได้ จะให้เขากลับประเทศไหน บางคนเขาก็เกิดในนั้น เขาก็ไม่ได้มีญาติที่จะกลับไปได้แล้ว เขาก็ต้องอยู่ในนี้แหละครับ”

หมอหนึ่งกล่าวว่า “การเปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้ออกมาเรียนในโรงเรียนภายนอกเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญ เพราะนอกจากจะทำให้เด็กมีความรู้และทักษะแล้ว ยังช่วยให้เด็กเข้าใจภาษา วัฒนธรรม และสังคมไทย สามารถศึกษาต่อและทำงานในประเทศไทยได้ในอนาคต”

หมายเหตุ-การสัมภาษณ์ชิ้นนี้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569