Search

ชาวบุรีรัมย์กว่า 300 คนรวมตัวค้านโรงงานน้ำตาล/โรงไฟฟ้าชีวมวล ยื่นหนังสือจี้ ผวจ.ยกเลิกเวที ค.1 หลังพบ บ.เอกชนเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตโรงไฟฟ้า-นักกฏหมายชี้อาจทำให้เวทีรับฟังความคิดเห็นเป็นโมฆะ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ชาวบ้านในนามกลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ กว่า 300 คน ได้นัดรวมตัวกันที่บริเวณพื้นที่หน้าโรงเรียนชำนิพิทยาคม ก่อนเดินเท้าและปราศรัยระหว่างการเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ผ่านนายอำเภอชำนิ เพื่อให้ทางการส่งหนังสือถึงบริษัทที่ปรึกษาและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องยกเลิกเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ของโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล 

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ชาวบ้านได้รับทราบว่าบริษัทที่ปรึกษาได้แจงในที่ประชุมอำเภอชำนิ อำเภอนางรอง ว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าชีวมวลจาก 54 เมกะวัตต์ เป็น 65 เมกะวัตต์ หลังจากนั้นชาวบ้านได้อ่านแถลงการณ์ขอให้ “ยกเลิกเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ของโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล 

ด้านนายสมพงษ์ สงกูล กรรมการกลุ่มโอโซรักบ้านเกิด กล่าวว่า ทราบข่าวว่าทางบริษัทที่ปรึกษาได้ประชุมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยได้เชิญหน่วยงานรัฐ ราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ซึ่งทางบริษัทที่ปรึกษาได้นำเสนอข้อมูลกรณี โรงไฟฟ้าชีวมวลจากเดิม 54 เมกะวัตต์ จะเพิ่มเป็น 65 เมกะวัตต์ ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าการมาของบริษัทที่ปรึกษาโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้น มีการปกปิดข้อมูลสาระสำคัญตั้งแต่เริ่มต้น และข้อมูลที่นำเสนอย่อมเป็นเท็จมาโดยตลอด 

“ตัวเลขไม่เป็นจริงเหมือนกับที่นำเสนอในเวที ค.1 ทางกลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ เรายืนยันมาโดยตลอดว่าโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลไม่ควรที่จะมาสร้างบริเวณพื้นที่ตำบลหนองปล่อง อำเภอชำนิ เนื่องจากพื้นที่ตั้งไม่เหมาะสม ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกข้าว วัตถุดิบอ้อยไม่มี ใกล้แหล่งน้ำลำปะเทีย ไม่ควรเอามลพิษทางกลิ่น เสียง ฝุ่น มาให้บ้านเรา ดังนั้นผู้ว่าราชการจะต้องทำหนังสือถึงบริษัทที่ปรึกษาเพื่อยกเลิกเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 และยกเลิกแผนนโยบายการดำเนินการจะก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่”นายสมพงษ์ กล่าว

ด้านนายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์  ตัวแทนศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอีสานใต้ กล่าวว่า มีการปกปิดข้อมูลสาระสำคัญตั้งแต่เริ่มต้น และข้อมูลที่นำเสนอย่อมเป็นเท็จมาโดยตลอด ตัวเลขไม่เป็นจริงเหมือนกับที่นำเสนอในเวที ค.1 โดยเฉพาะ 1.ทางบริษัทที่ปรึกษาได้แจ้งและนำเสนอในเวที ค.1 ว่าโรงไฟฟ้าชีวมวล 54 เมกะวัตต์ แต่ข้อเท็จจริงได้นำเสนอเพิ่มเป็น 65 เมกะวัตต์ เสมือนเป็นการเจตนาปกปิด การบิดเบือนตัวเลขขนาดโครงการที่ผ่านมาของเวที ค.1 เปรียบเป็นการเจตนาลดทอนความรุนแรงของผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา 

นายภานุพงศ์กล่าวว่า 2.ประเด็นความไม่ชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการ EIA ซึ่งประชาชนถูกจำกัดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และแนวทางของ สผ. การจัดเวที ค.1 ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เพื่อให้ประชาชนประเมินผลกระทบที่แท้จริงได้ หากให้ข้อมูลเท็จหรือปกปิดข้อมูล ถือว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็น “กระทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เวที ค.1 ต้องตกเป็นโมฆะ 3.การแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ในกรณีการจัดเวที ค.1 มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก การที่โรงงานให้ข้อมูลว่าโรงงานไฟฟ้าชีวมวลมีกำลังการผลิต 54 เมกะวัตต์ในเวที ทั้งที่จริงแล้วจะผลิต 65 เมกะวัตต์ ถือว่าเป็นการ “แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย” และ “แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการหรือเอกสารมหาชน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ มาตรา 267


ด้านนายสิริศักดิ์ สะดวก คณะกรรมการประชาชนคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ภาคอีสาน กล่าวว่า  ได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้ส่งหนังสือถึงบริษัทที่ปรึกษาของโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อให้ยกเลิกเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา และนำเสนอต่อเวทีย่อยอีหลายเวที เนื่องจากทางบริษัทที่ปรึกษาได้นำเสนอข้อมูลสู่สาธารณะในประเด็นเรื่องโรงงานน้ำตาลขนาด 20,000 ตันอ้อยต่อวัน และโรงไฟฟ้าชีวมวลเดิม 54 เมกะวัตต์ และจะมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเป็น 65 เมกะวัตต์ ซึ่งในเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ที่ผ่านมาถือว่าเป็นการปกปิดข้อมูลข่าวสารต่อรัฐ ข้าราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชน