ศิวนุช สร้อยทอง
เริ่มต้นรู้จัก “หมอหนึ่ง” นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง จ.ตาก ตั้งแต่ประมาณปี 2556 ซึ่งเราได้ลงพื้นที่ศึกษาปัญหาเด็กกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ชายแดนตาก ภายใต้งานวิจัยเชิงปฏิบัติการผ่านเรื่องจริงโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ความเป็นของ “หมอหนึ่ง” ตลอดระยะเวลา 13 ปี ที่ได้รู้จักกัน เขามีความเชื่ออย่างชัดเจนในเรื่องหน้าที่ของหมอที่ต้องดูแล “สุขภาวะองค์รวม (well-being) ของมนุษย์ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนตาก” ซึ่งหมายถึง (1) สุขภาพกาย (2) สุขภาพจิต (3) สุขภาพสังคม และ (4) สุขภาพทางปัญญา โดยเป็นทั้งแนวคิดแพทยศาสตร์สากล และแพทยศาสตร์ของไทย มาตลอดกว่า 15 ปี ดังนั้น เรื่องการช่วยเรื่องการศึกษาของเด็กทุกคนในชุมชน จึงเป็นการดูแลสุขภาพสังคม ที่หมอทุกคนมีหน้าที่อยู่แล้ว
เรื่องสิทธิในการศึกษาสำหรับทุกคน (education for all) เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประเทศไทยยอมรับในรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยมีภารกิจการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ภาคบังคับ) ให้กับเด็กทุกคนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับ (UDHR, ICESCR, CRC, CERD)
การส่งเสียงของหมอหนึ่ง เพื่อ “ยืนหยัด” ในการคุ้มครองสิทธิของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นใคร ชาติพันธุ์ไหน ถือเอกสารอะไรก็ตาม จึงเป็นเรื่องที่ทำถูกต้องตามจริยธรรมของแพทย์ที่ต้องดูแลสุขภาวะองค์รวมของคนทุกคน
เหล่าหมอชายแดน ซึ่งเรียกกันว่า “หมอชนบท” คือ กลุ่มหมอที่อุทิศตัวทำงานเชิงรุกในพื้นที่ยากลำบาก และดูแลคนในพื้นที่ด้วยหัวใจ พวกเขาลุยโคลน เดินข้ามดอย ตามหาคนเปราะบางทุกตารางนิ้วในพื้นที่ความรับผิดชอบ
เมื่อเด็ก 13 คน ถูกให้ออกจากโรงเรียนในชั้น ม.1 แม้ว่าจะเรียนมาตั้งแต่ ป. 1 จนถึง ป. 6 แล้ว เพียงเพราะเด็กเหล่านี้มีเอกสารทางทะเบียนราษฎรที่แสดงว่าเกิดในค่ายผู้ลี้ภัยของประเทศไทย (ถือบัตรประจำตัวคนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เลข 13 หลักขึ้นต้นด้วยเลข 0 กลุ่ม 75) ตามคำสั่งการในระดับพื้นที่ของ ประกาศของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 2
“หมอหนึ่ง” จึงเป็นคนหน้างานในพื้นที่ชายแดนตาก ที่เห็นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และรู้ว่าความมั่นคงด้านสาธารณสุข คือ การทำให้เด็กได้เรียนหนังสือ ทั้งเด็กสัญชาติไทยและเด็กต่างด้าวในพื้นที่ เพราะความไม่รู้หนังสือจะก่อให้เกิดโรคระบาด อาชญากรรม และสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อเราทุกคนในสังคมโดยไม่เลือกว่าเราจะถือบัตรประชาชนไทยหรือไม่
การ “ไม่ปล่อย” ให้เด็กต้องเคว้งคว้าง และ “แสดงจุดยืน” พาเด็กในค่ายผู้ลี้ภัยกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา เป็นการทำหน้าที่ “ผู้คุ้มครองเด็ก (Child Protector)” ตามหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ (the best interest of child) เพราะนอกเหนือจากหน้าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแล้ว คุณหมอยังมีหน้าที่เป็นคณะกรรมการคุ้มครองเด็กในระดับอำเภอ ซึ่งต้องสนับสนุนสาธารณสุขจังหวัดตาก (สสจ.) ในการทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิเด็กในพื้นที่จังหวัดตาก ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 .
แท้จริงแล้วหน้าที่ของสาธารณสุขจังหวัดตาก จึงควรเป็นเรื่องสนับสนุนหมอหนึ่งในการคุ้มครองไม่ให้มีเด็กคนใดในจังหวัดตากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ดังนั้นแถลงการณ์ที่ออกมาจึงควรแสดงให้เห็นว่ายืนอยู่ข้างหมอหนึ่ง ไม่ควรเพียงเพื่อตอบคำถามกระแสชาตินิยมแล้วตรวจสอบหรือลงโทษว่าหมอหนึ่งทำนอกหน้าที่การรักษาคนไข้หรือไม่ แต่ควรเป็นไปเพื่อตรวจสอบว่า “มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจริงหรือไม่” และรายงานเรื่องนั้นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของกลไกคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิเด็กระดับจังหวัดตาก
กลไกของจังหวัดตากเอง ก็รับรู้ถึงปัญหาการจัดการศึกษาสำหรับเด็กในค่ายผู้ลี้ภัย และการแก้ไขปัญหาเชิงระบบอยู่ระหว่างการหารือของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบจากประเทศเมียนมา ภายใต้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยในระหว่างที่การออกแบบเชิงระบบสำหรับ 9 ค่ายผู้ลี้ภัยยังไม่แล้วเสร็จ การดูแลให้เด็กเหล่านี้ได้เข้าสู่ในระบบการศึกษาของไทยก่อน ก็เป็นสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงจังหวัดตากเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กในเรื่องนี้
ตอนนี้จึงเหลือเพียงคำตอบจากกระทรวงศึกษา ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการจัดการศึกษาให้เด็กทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย ที่จะต้องเร่ง (1) สร้างความชัดเจนต่อสังคม (2) เพิกถอนประกาศของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 2 ที่แจ้งโรงเรียนภายใต้สังกัด “ห้ามรับเด็กผู้ลี้ภัยในค่ายพักพิงเข้าศึกษาในโรงเรียน” และ (3) พาเด็ก 46 คนจาก 19 โรงเรียนในพื้นที่ชายแดนตาก คืนเข้าสู่ระบบการศึกษาโดยเร็วที่สุด
ปัจจุบันเด็กๆทั้ง 13 คนต้องหยุดเรียนและกลับไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยฯ พวกเขาสูญเสียโอกาสเรียนรู้ที่ควรจะเป็นในโรงเรียน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กในประเทศไทยกลุ่มนี้และการทำหน้าที่หมอชายแดน จึงควรเป็นแสงเทียนนำทางให้ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และสภาความั่นคงแห่งชาติ ออกตามหาเด็กเปราะบางกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาจนครบถ้วนได้แล้ว
