เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)ตาก ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เรื่องผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีผู้อำนวยการ(ผอ.)โรงพยาบาล(รพ.)ท่าสองยางแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กในพื้นที่พักพิงชั่วคราว
แถลงการณ์ระบุว่า ตามที่สสจ.ตากได้ออกแถลงการณ์ ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2569 กรณีมีการเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อออนไลน์เกี่ยวกับ ผอ.รพ.ท่าสองยาง ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กในพื้นที่พักพิงชั่วคราวและสสจ.ตากได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น บัดนี้ สสจ.ตาก ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวแล้วพบว่า การแสดงความคิดเห็นของ ผอ.รพ.ท่าสองยางเป็นการแสดงความคิดเห็นในมิติด้านมนุษยธรรมและการคุ้มครองเด็กซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางโดยคำนึงถึงหลักสุขภาวะ และคุณภาพชีวิตของเด็ก
“ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอันแสดงว่า ผอ.รพ.ท่าสองยางมีการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบ กฎหมายหรือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ รวมทั้งไม่ปรากฏข้อมูลหรือพยานหลักฐานว่าได้รับผลประโยชน์ เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด จากกรณีดังกล่าว”แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ระบุว่า สสจ.ตากให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของประชาชน ทุกกลุ่ม ภายใต้หลักมนุษยธรรม และหลักวิชาการด้านสาธารณสุข ควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมาย นโยบายของรัฐบาล โดยมีเจตนารมณ์มุ่งมั่นพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศไทยในทุกมิติ และการบริหารงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตากเพื่อประโยชน์สูงสุดด้านสุขภาพของประชาชน ภายใต้กรอบกฎหมายและความมั่นคงของประเทศเป็นสำคัญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นัดตั้งแต่ สสจ.ตากออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1ในช่วงวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ปรากกฏว่าถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งประชาชนจำนวนมากต่างออกมาแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจ นพ.ธวัชชัย ทั้งนี้ สสจ.ตากคนปัจจุบันเพิ่งย้ายมาใหม่
ด้าน รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ สสจ.ตาก รีบออกมาทำแถลงการณ์แสดงจุดยืนทางมนุษย์นิยมและแพทยธรรม และก็ขอแจ้งให้ทราบว่า คำขอของคนในภาคประชาสังคมที่รวมตัวกันเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2569 ให้กระทรวงศึกษาธิการรับรองสิทธิของเด็กผู้ลี้ภัยที่จะไม่หลุดจากการศึกษานั้น ได้รับการตอบรับเป็นหนังสือจากกระทรวงศึกษาธิการแล้วตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2569 แล้ว การสนับสนุนการศึกษาของ ผอ.รพ.ท่าสองยางครั้งนี้มีผลในการอุดช่องว่างทางนโยบายที่มีในมติ ครม.เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2548สำหรับเด็กในค่ายผู้ลี้ภัยที่เรียนในโรงเรียนนอกค่าย
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าววว่า การจัดการความยุติธรรมทางการศึกษาครั้งนี้ของ ผอ.รพ.ท่าสองยางจึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของงานสาธารณสุขชุมชน ที่ทำให้หมอวิชาชีพและหมออนามัยร่วมมือกันเพื่อดูแลคนเปราะบางในทุกตารางนิ้วของชุมชนต่างๆ ในประเทศไทย
“งานที่หมอหนึ่ง(นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผอ.รพ.ท่าสองยาง) ทำครั้งนี้ กับมวลมิตรที่ร่วมงานกันมายาวนานมากๆ ปรากฏชัดเจนในพื้นที่สื่อสารออนไลน์ และเป็นการสร้างห้องเรียนใหญ่ว่าด้วยปรัชญาสุขภาพ ที่ท่าน ศ.ประเวศ วะสี ได้เล็กเชอร์อย่างชัดเจน จนเป็นคำอธิบายแพทยธรรมที่ติดดินและเช็คน้ำตาให้คนเปราะบางทุกคน”อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าว
รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์กล่าวว่า อยากเห็น สสจ.ตากและกระทรวงสาธารณสุของรัฐไทยถอดบทเรียนครั้งนี้ และปรากฏตัวยืนข้างหมอวิชาชีพและหมออนามัยในพื้นที่ยากลำบากในสถานการณ์เดียวกับ นพ.ธวัชชัย ซึ่งแน่นอน ประเทศไทยโชคดีที่มีแพทย์จำนวนมากที่เปี่ยมไปด้วยแพทยธรรม ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานสาธารณสุขควรดูแลพวกเขาอย่างดี
ด้านนายศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานประเทศไทย International Detention Coalition (IDC) กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ห้ามเด็กในค่ายผู้ลี้ภัยฯเรียนหนังสือในโรงเรียนนอกค่ายว่า ถ้าดูจากข้อกฏหมายมีสองเรื่องใหญ่คือการขออนุญาตออกจากนอกพื้นที่ ซึ่งมีคณะรัฐมนตรี(ครม.) 26 สิงหาคม 2568 อนุญาตผู้ใหญ่ออกมาทำงาน ซึ่งมติดังกล่าวมี 2 ข้อย่อย คือการอนุญาตให้ออกมาทำงาน และการออกมาดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นหากใช้ช่องทางนี้กรณีเด็กนักเรียนในค่ายพักพิงฯที่ออกมาเรียนด้านนอกก็สามารถดำเนินการได้
นายศิววงศ์กล่าวว่า มติ ครม.2548 เรื่องการศึกษาได้ยกเว้นไม่ให้รับเด็กจากค่ายผู้ลี้ภัย อย่างไรก็ตามในพื้นที่ต่างอลุ่มอล่วยกันมาโดยตลอด และเมื่อมติ ครม. 68 ก็น่าจะเป็นช่องทางให้เด็กออกมาเรียนด้านนอกได้ แต่ในระดับปฎิบัติยังคงสับสน ภายใต้ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น
“กลไกหลักคือสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ได้ประชุมอนุกรรมการในภาพรวมอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือเมื่อมีมติส่งไปที่กระทรวงต่าง อาจมีปัญหาในการเชื่อมต่อเพราะไม่เข้าใจ เราเห็นความแตกต่างชัดเจนว่ากระทรวงมหาดไทยสามารถทำตามมติได้ในทันทีเพราะเขาตั้งคณะทำงานระดับกระทรวงขึ้นมาดูแล ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข กลับทำตามมติอย่างล่าช้า ถ้าเป็นไปได้ ทั้งสองกระทรวงต้องพิจารณาเรื่องกลไกลประสานงานประชากรกลุ่มนี้”นายศิววงศ์ กล่าว
—————
