เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ตอนนี้จังหวัดอยู่ระหว่างการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาการตรวจพบสารปนเปื้อนในพืชผัก โดยเบื้องต้นผลการตรวจพบว่า ผักบางส่วนมีการปนเปื้อนจริง แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าสารปนเปื้อนมาจากแหล่งใด อาจมาจากน้ำกก หรืออาจเกิดจากการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูก ในที่ประชุมมีการเสนอให้จัดทำโครงการลงพื้นที่ตรวจสอบพืชและเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยนักวิชาการจะเข้ามาช่วยวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุและแหล่งที่มาของสารปนเปื้อนที่ตกค้างอยู่ในพืชผักว่าเกิดจากปัจจัยใด โดยจะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานเกษตร ประมง และพัฒนาที่ดิน รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สามารถอธิบายความเชื่อมโยงของการปนเปื้อนได้อย่างชัดเจน
“ตอนนี้เราตรวจ เราเหมือนจะรู้แค่ผลเบื้องต้นว่ามันตกค้าง แต่เราไม่รู้ว่ามันมาจากทิศทางไหน หากสามารถพัฒนาพื้นที่ต้นแบบที่ตรวจสอบและระบุแหล่งที่มาของการปนเปื้อนได้ ก็จะสามารถนำรูปแบบดังกล่าวไปใช้กับพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือการมีห้องปฏิบัติการกลางที่สามารถตรวจวิเคราะห์ได้ละเอียดกว่าการตรวจเบื้องต้น เพราะหากพบสารตกค้างแล้วส่งตรวจต่อเพื่อค้นหาแหล่งที่มาได้ จะช่วยให้หน่วยงานวางมาตรการและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น” รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าว
ด้าน ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า แม้โดยกลไกธรรมชาติร่างกายของคนหรือสัตว์จะสามารถขับสารพิษบางส่วนออกได้ แต่การจะนำเรื่องนี้มาอธิบายในภาพรวมเป็นประเด็นสาธารณะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะการได้รับสารพิษขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งระยะเวลา ขนาดหรือปริมาณที่ได้รับ ความถี่ในการได้รับ รวมถึงปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น อายุ เพศ และภาวะสุขภาพของแต่ละคน ดังนั้นการบอกเพียงว่า ‘ร่างกายขับออกได้’ ไม่สามารถหมายความได้ว่าสารปนเปื้อนนั้นปลอดภัย
“เมื่อคุณบอกว่ามันขับออกได้ แต่ว่าความถี่ในการที่จะบริโภคเข้าไป ชาวบ้านเขาอยู่ตรงนั้น แล้วเขาต้องกินทุกวัน คุณจะบอกว่า กินอาทิตย์ละครั้ง สองครั้ง ถามว่ามันก็ต้องไปดูว่าชาวบ้านเขาอยู่เขากินยังไง ประเด็นปัญหาคือว่า ถ้ามันมีการปนเปื้อนแบบนั้น สิ่งที่สำคัญคือต้องหยุด ไม่ใช่ไปบอกให้เขากินวันเว้นวัน หรือว่ากินอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง มันไม่ใช่ เพราะว่ามันกินเข้าไปแล้วเนี่ย มันก็ต้องได้รับสารพิษ”ผศ.ดร.เสถียร กล่าว
ผศ.ดร.เสถียรเห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาจัดการตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกที่มีความเสี่ยง ควรมีการทำโซนนิ่งว่า พื้นที่ใดเป็นพื้นที่เสี่ยง พื้นที่ใดเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง และพืชชนิดใดสามารถปลูกเพื่อบริโภคได้หรือไม่ได้ พร้อมทั้งต้องให้ความรู้กับชาวบ้าน เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรอาจไม่รู้ว่าพื้นที่ที่ตนเองปลูกพืชสามารถเกิดการปนเปื้อนได้
“ตอนนี้ชาวบ้านเขาไม่รู้ เขาคิดว่ามันปลูกได้ มันกินได้ พอตรวจออกมา อ้าว มันมีสารโลหะหนักปนเปื้อน แล้วคุณก็ไปบอกว่า ให้กินอาทิตย์ละครั้ง สองครั้ง แม้จะสามารถอธิบายได้ในเชิงวิชาการว่าร่างกายสามารถขับสารบางชนิดออกได้ แต่ไม่ควรมองข้ามการสะสมของโลหะหนักในระยะยาว โดยเฉพาะสารหนูซึ่งไม่ได้จำเป็นต้องก่อให้เกิดพิษแบบเฉียบพลันทันที หากได้รับในปริมาณไม่สูงมาก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการได้รับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือ chronic exposure ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพในอนาคต”นักวิชาการผู้นี้ กล่าว
ผศ.ดร.เสถียรกล่าวว่า บางครั้งการอธิบายทางวิชาการอาจไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของสภาพความเป็นจริงของคนในพื้นที่ และผู้ปฏิบัติงานในระบบราชการเองก็มีข้อจำกัดจากบทบาทหน้าที่และภาระที่ต้องตอบสนองต่อหลายฝ่าย ทำให้ท้ายที่สุดชาวบ้านอาจยังต้องอยู่กับความเสี่ยงต่อไป
“หากตรวจพบโลหะหนักปนเปื้อนในพืชผักเกินค่ามาตรฐาน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องงดบริโภค ต้องมีการจัดการต่อเนื่องทั้งเรื่องพืชผักที่ปนเปื้อน พื้นที่เสี่ยง การกำหนดว่าพื้นที่ใดควรปลูกหรือไม่ควรปลูกอะไรสำหรับพื้นที่ที่มีความเข้มข้นของโลหะหนักสูง หรือเป็นพื้นที่ที่ใช้น้ำจากแม่น้ำที่มีการปนเปื้อน อาจจำเป็นต้องหยุดการผลิตพืชผักเพื่อบริโภค เปลี่ยนไปสู่พืชทางเลือกที่ไม่ได้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของคนหรือสัตว์ พร้อมสร้างทางเลือกด้านอาชีพให้กับชาวบ้านควบคู่กันไป”ผศ.ดร.เสถียร กล่าว
ด้าน นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีข่าวที่มีการตรวจพบการปนเปื้อนโลหะหนักในสิ่งแวดล้อม (ดิน น้ำ ปลา และพืชผัก) ว่า ตามหลักการพิษวิทยา (Toxicology) สารพิษจะก่อพิษต่อร่างกายตามปริมาณที่ได้รับ นั่นคือการรับเข้าสู่ร่างกายปริมาณน้อย ก่อให้เกิดพิษน้อย รับเข้าสู่ร่างกายมาก ก่อให้เกิดพิษมาก ขณะเดียวกันหากรับเข้าร่างกายน้อย ร่างกายสามารถขับออกทางปัสสาวะได้ แต่หากเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่อง จะใช้เวลานานมากขึ้นในการขับถ่าย และเกิดการสะสมในร่างกาย จนเกิดอาการพิษโลหะหนักได้
.
นพ.เอนก กล่าวว่า กรมควบคุมโรคแนะนำประชาชนไม่ควรบริโภคพืชผักที่ปนเปื้อนโลหะหนัก และควรเลือกซื้อพืชผักจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และมีมาตรฐานรองรับ ทั้งนี้กรณีที่สงสัยว่าจะได้รับโลหะหนักมากเกินไปให้พบแพทย์ ประเมินอาการ และตรวจหาโลหะหนักในร่างกาย
.
นอกจากนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบค่ามาตรฐานการปนเปื้อนที่ปลอดภัยได้จาก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 414) พ.ศ. 2563 สำหรับเกษตรกรที่ปลูกผักในพื้นที่เสี่ยง ควรตรวจสอบข้อมูลการปนเปื้อนโลหะหนักในดินจากกรมพัฒนาที่ดินว่าสามารถปลูกพืชผักได้หรือไม่ และไม่นำน้ำที่มีการปนเปื้อนมาใช้รดพืชผัก สำหรับพืชผักที่ปลูกในพื้นที่่เสี่ยง ควรปรึกษาเกษตรอำเภอในพื้นที่ หากพบโลหะหนักปนเปื้อนในพืชผักเกินค่ามาตรฐาน ควรทิ้งแบบขยะอันตราย ไม่ควรนำไปเลี้ยงสัตว์หรือทำปุ๋ยเพื่อป้องกันการปนเปื้อนซ้ำ
