Search

สาธารณสุขแม่อาย/กรมควบคุมโรคเริ่มคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยง-ตรวจปัสสาวะหาสารพิษ-แนะกินผักหลากหลาย-ผู้เชี่ยวชาญชี้อย่าผลักภาระให้ประชาชน-จี้กรมวิชาการเกษตรเร่งจัดการแปลงเกษตรปนเปื้อนอย่าปล่อยให้วิกฤตซ้ำซ้อน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้ติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบและจัดการปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในพืชผักทางการเกษตรในพื้นที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ หลังมีการตรวจพบสารโลหะหนักในพืชผักเกินค่ามาตรฐานต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 รวมระยะเวลา 6 เดือน ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความกังวลต่อความปลอดภัยของพืชผักที่นำมาบริโภคโดยทางเจ้าพนักงานพัฒนาชุมชนชำนาญงานปฏิบัติงานด้านการเกษตรและผู้ประสานงานการเกษตรอำเภอ อบต.ท่าตอนกล่าวว่า ได้ประสานไปยังสำนักงานเกษตรอำเภอแม่อายเพื่อสอบถามแนวทางการจัดการปัญหาพืชผักในพื้นที่ แต่ได้รับคำตอบว่า ประเด็นการจัดการพืชผักดังกล่าวเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานสาธารณสุข

ผู้สื่อข่าวจึงได้ติดต่อสอบถามสำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่อายถึงแนวทางการดำเนินงานในพื้นที่ โดยนายจรพรต อภิชัย  ผู้ช่วยสาธารณสุขอำเภอแม่อาย กล่าวว่า ขณะนี้สาธารณสุขได้ร่วมมือกับทีมจากสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ เข้าดำเนินการคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่คาดว่าอาจสัมผัสน้ำหรือแหล่งที่มีสารเคมีและโลหะหนักปนเปื้อน รวมถึงมีการเก็บตัวอย่างปัสสาวะเพื่อตรวจคัดกรองแล้ว โดยในส่วนของสาธารณสุขเราจะเน้นการให้คำแนะนำด้านสุขภาพแก่ประชาชน และมีการสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อยืนยันว่าการปนเปื้อนมีความสัมพันธ์กับการบริโภคหรือไม่

“ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการเชิงลึกถึงขั้นนั้น เนื่องจากยังไม่ทราบแน่ชัดว่าผักและผลไม้ที่จำหน่ายในตลาดหรือร้านค้าในพื้นที่รับมาจากแหล่งใดบ้าง ทั้งจากฝาง เชียงราย หรือพื้นที่อื่น ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งปลูกยังมีข้อจำกัด ในเบื้องต้นประชาชนยังสามารถรับประทานผักและผลไม้ได้ แต่ควรรับประทานให้หลากหลาย ไม่บริโภคผักชนิดใดชนิดหนึ่งซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการได้รับสารปนเปื้อนสะสมจนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งที่มาและระดับการปนเปื้อนของผลผลิตในแต่ละพื้นที่” ผู้ช่วยสาธารณสุขอำเภอแม่อาย กล่าว

ขณะที่ นายราชา คำพินิจ กำนันตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าพื้นที่ใดหรือพืชชนิดใดมีสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากผลการตรวจที่ผ่านมาไม่ได้ระบุจุดเก็บตัวอย่างและแหล่งปลูกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกที่มีหลายจุด จึงต้องรอการตรวจสอบรอบใหม่ เพื่อระบุพื้นที่เป้าหมาย แหล่งผลิต และชนิดพืชให้ชัดเจน ก่อนนำผลผลิตมาตรวจสอบอีกครั้ง

“ที่ผ่านมาเคยมีการสุ่มตรวจและพบสารปนเปื้อนอยู่บ้าง แต่ค่าที่ตรวจพบยังไม่เกินมาตรฐาน และผลตรวจครั้งล่าสุดซึ่งมีการแจ้งว่าพบสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเก็บตัวอย่างจากจุดใด จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าพื้นที่ท่าตอนทั้งหมดมีปัญหา และต้องรอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลอีกครั้ง” กำนันตำบลท่าตอน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าในชุมชนตำบลท่าตอนมีวงจรการบริโภคอย่างไรบ้าง นายราชากล่าวว่า สำหรับการบริโภคผักของประชาชนในพื้นที่ ชาวบ้านยังคงบริโภคผักตามปกติ โดยทำความสะอาดและล้างผักก่อนรับประทาน เนื่องจากผักที่บริโภคในพื้นที่ไม่ได้มาจากตำบลท่าตอนทั้งหมด แต่มีการนำเข้าจากพื้นที่อื่นๆด้วย โดยเฉพาะจากตลาดในอำเภอฝาง ขณะที่ผลผลิตจากพื้นที่ท่าตอนจำนวนหนึ่ง เช่น พริก ข้าวโพดหวาน และกระเจี๊ยบเขียว เป็นผลผลิตที่ส่งให้บริษัทหรือพ่อค้ารับซื้อ ไม่ได้ถูกนำมาบริโภคในครัวเรือนทั้งหมด

“เรามีการประสานและประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบรอบใหม่ ต้องรอเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างยืนยันว่า พื้นที่ใด พืชชนิดใด พบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน จากนั้นจึงจะมีการประกาศหรือประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจน แต่ตอนนี้เราไปพูดไม่ได้ เพราะข้อมูลที่ผ่านมายังไม่ชัดเจนและครอบคลุมหลายพื้นที่ จึงควรรอผลการตรวจสอบรอบใหม่ก่อน เพื่อให้สามารถระบุแหล่งที่มาและระดับการปนเปื้อนได้อย่างถูกต้อง ให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอในการป้องกันตนเอง” กำนันตำบลท่าตอน กล่าว

สมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน ( Community Health Impact Assessment Platform หรือCHIA Platform) กล่าวว่า ตอนนี้การสื่อสารความเสี่ยง แม้ยอมรับว่ามีปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารแล้ว แต่ไม่ควรตั้งรับอย่างเดียว การจัดการต้องมองที่ระบบการผลิตและดูเรื่องการกระจายสินค้าและผู้บริโภค เพราะถ้าดูแค่ผู้บริโภคเพียงอย่างเดียวไม่พอ นั่นคือต้องจัดการแต่ต้นทาง เช่น การปรับวิธีการเพาะปลูก โดยต้องแยกให้ชัดเจนว่าเป็นการปลูกพืชเพื่อกินเอง ปลูกเพื่อขายรายย่อย หรือปลูกแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นหน้าที่หน่วยงานด้านการเกษตรต้องมาดู และพิสูจน์ว่าพื้นดินปนเปื้อนระดับไหน หากเข้มข้นมาก เมื่อปลูกพืชไปก็ดูดซึมมาก ดังนั้นก็ต้องห้ามเพราะปลูก หรือบริเวณที่ชาวบ้านปลูกผักกินเอง อาจปรับดิน เช่น เอาดินมาจากที่อื่น 

“การแบ่งการปลูกเป็น 3 กลุ่ม หน่วยงานรัฐต้องช่วยตรงไหน และเมื่อปลูกเสร็จแล้วต้องมีการตรวจสอบ ถ้าเราจัดการตอนนี้ ก็ยังทันการ แต่หากยังใช้การสื่อสารแบบเดิมๆ เช่น บอกให้ชาวบ้านเลือกกินเอาเอง กินผักหลายๆชนิด การพูดเช่นนี้เป็นการเป็นการผลักภาระให้ประชาชน จริงๆแล้วการหาแหล่งที่ปลูกพืชผักที่ขายในตลอดไม่ใช่เรื่องยาก แค่ทำข้อมูลกับแม่ค้าขายผักก็รู้แล้วว่ามาจากไหน”ผู้เชี่ยวชาญ กล่าว

สมพรกล่าวว่า ที่ท่าตอนมีข้อมูลค่อนข้างชัดเจนว่าน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำกกเปื้อนเกินมาตรฐานแทบทุกครั้ง ดังนั้นถ้าใช้น้ำจากแม่น้ำกกในการทำเกษตรกรรมย่อมปนเปื้อนสารโลหะหนัก ซึ่งหากตรวจข้าวหรือผักก็ต้องเจอสารโลหะหนักอยู่แล้ว จริงๆแล้วไม่มีความจำเป็นต้องบอกว่าการปนเปื้อนมากจากไหน เพราะไม่ว่าจะมาจากแม่น้ำหรือสารเคมีการเกษตร การปนเปื้อนก็คือการเปื้อน 

“ถ้าไม่รีบทำอะไรเลย ไม่เช่นนั้นความเสี่ยงจะวิกฤตซ้ำ ปัญหาตอนนี้คือไม่ว่ามาจากสาเหตุใดคือผักปนเปื้อนแล้ว เราปล่อยเช่นนี้ไม่ได้ เราต้องจัดการความเสี่ยง ทุกวันนี้เราหยุดเหมืองแร่ที่ต้นแม่น้ำไม่ได้ ก็ต้องมีวิธีปรับเปลี่ยน กรมวิชาการเกษตรต้องมาทำหน้าที่ว่าปรับเปลี่ยนการปลูกพืชอย่างไร อย่าผลักภาระให้ชาวบ้านตอนนี้ที่ต้องทำคู่ขนานกับหาวิธีปิดเหมือง คือเอาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้ามาปรับวิธีเพาะปลูก ซึ่งตอนนี้เรายังทำน้อยมาก”ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ กล่าว

———-