
การที่เด็ก 13 คนจากศูนย์พักพิงผู้หนีภัยการสู้รบบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ต้องเคว้งคว้างเพราะถูกสั่งให้หยุดเรียนกลางคันจากโรงเรียนบ้านขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ตามคำสั่งของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) ตาก เขต 2 เพราะเห็นว่าคุณสมบัติไม่เป็นไปตามที่กำหนด ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ถูกวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง ถึงความย้อนแย้งในหลักการ Education for All และภาพปฎิบัติ
เช่นเดียวกับก่อนหน้านั้น หน่วยงานของรัฐไทยได้สั่งปิดและดำเนินคดีกับผู้บริหาร “ศูนย์การเรียน”หลายแห่งที่เปิดสอนให้กับเด็กต่างด้าวหรือเด็กที่ประสบปัญหาสถานะบุคคล ทำให้ศูนย์การเรียนอีกจำนวนมากซึ่งเป็นของเอกชนและองค์กรสาธารณกุศลตลอดแนวขายแดนภาคเหนือและภาคตะวันตกต่างตกอยู่ในสภาพ “หวาดหวั่น”
นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.พรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งให้ความสำคัญกับประเด็นการศึกษาของเด็กและเยาวชนมายาวนาน โดยเฉพาะที่ประสบปัญหาสถานะบุคคล มีมุมมองกรณีที่กระทรวงศึกษา(ศธ.)ห้ามเด็กในศูนย์พักพิงผู้หนีภัยการสู้รบออกมาเรียนด้านนอกอย่างไร ?
“มันเป็นเรื่องเดิม เป็นแนวปฏิบัติต่อผู้ที่หนีภัยจากการสู้รบ ทราบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในศูนย์พักพิกผู้หนีภัยมาเป็นเวลานาน โดยไม่ให้ออกไปไหน อาจมีการผ่อนผันให้ออกมาบ้างเป็นบางครั้งบางคราว เคยมีแนวความคิดว่าการทำอย่างนี้ทำให้คนเหล่านี้เสียโอกาสในการพัฒนาตนเอง ในการประกอบอาชีพ ซึ่งน่าจะหาวิธีที่จะให้พวกเขาออกมาใช้ชีวิตข้างนอกได้ โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน เพื่อที่จะได้มาเรียนในระบบการศึกษาได้ การเรียนอยู่ในศูนย์พักพิงฯ มันก็มีโอกาสในการรับการศึกษา แต่น้อย
“ควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ออกมาเรียน ศธ.น่าจะออกระเบียบ หรือปรับมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องบ้าง เพื่อรองรับ ก็สามารถทำได้ เพราะว่าเด็กเหล่านี้ถึงอย่างไรก็เป็นเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยและไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน เพียงแต่ว่าเขาถูกกันออกเนื่องจากเป็นส่วนที่หนีภัยจากการสู้รบ น่าออกกฎกติกากันใหม่โดยฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศเข้ามาร่วม”
ผู้สื่อข่าวถามว่าทุกวันนี้เด็กจำนวนมากที่ไร้สัญชาติ อพยพมาอยู่ชายแดนและไม่ได้อยู่ในศูนย์พักพิงฯควรเปิดโอกาสให้เขาได้รับการศึกษาหรือไม่ อย่างไร ?
“ถ้าดูในหลักเรื่อง Education for All เด็กทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองในด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งรวมถึงการรับการรักษาพยาบาล และการศึกษา ก็เท่ากับว่าตอนนี้ยังมีช่องว่างที่ทำให้เด็กส่วนนี้ไม่ได้รับการศึกษา ผมเห็นปัญหานี้มาเป็นระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากว่าสถานการณ์ซับซ้อนขึ้น เช่น มีเด็กต้องหนีภัยเข้ามามากขึ้น มีเด็กที่ต้องตามพ่อแม่เข้ามามาก พ่อแม่เข้ามาทำงานานแล้ว แต่ว่าในช่วงหลังจะมีเรื่องหนีภัยสงคราม ซึ่งมีผลกระทบต่อการเข้าออก
“แต่ความสับสนอันนี้มันก็ทำให้เกิดปัญหาใหม่ ๆ เพราะในแง่จำนวนก็มากขึ้น เกิดความไม่แน่นอน ความต้องย้ายไปย้ายมา หนีไปหนีมา มีปัญหาต่อการปฏิบัติ การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ที่ขาดการปรึกษาหารือกันระหว่างหน่วยงาน หรือผู้บริหารที่จะมาดูแลเรื่องลักษณะนี้ ซึ่งต้องมีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ทั้งสภาความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ ตม.ชายแดน ตำรวจ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อัยการ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและภาคประชาสังคมที่เขาทำงานด้านนี้ ทั้งหมดที่ไล่มาก็อาจจะตกไปบางหน่วยงาน แต่ก็ควรจะต้องมีการหารือกัน ทำให้มีปัญหาในทางปฏิบัติ ไปถึงขั้นดำเนินคดี ไปถึงขั้นลงโทษผู้ที่มีหน้าที่ทางด้านการศึกษาด้วยข้อมูลหลักฐานหรือเหตุผลที่ไม่ชัดเจน
“ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในฝ่ายจัดการศึกษา มีความรู้สึกไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรได้หรือไม่ ได้แค่ไหน แต่หลักใหญ่อยู่ที่ว่าประเทศไทยได้รับรองเป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิเด็ก ในระบบกฎหมายและมติ ครม. หรือระเบียบ ก็มีเรื่องนี้ไปในทิศทางที่จะต้องให้ความคุ้มครอง เพื่อให้เด็กที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยได้รับการศึกษา ทีนี้ฝ่ายที่เห็นปัญหาเรื่องความมั่นคงก็ดี หรือกลัวเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่ายจะสูงก็ดี อันนี้ก็ต้องมาพูดกัน ฝ่ายที่ดูแลฝ่ายความมั่นคงว่าจะยินยอมให้ จะปล่อยให้มีการข้ามแดนมามากน้อยแค่ไหน แต่ว่าเมื่อเด็กที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้ว โดยหลักการกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นหลักสากล เขาจะไม่ดูว่าเข้าเมืองถูกกฎหมายหรือไม่
“ประเด็นคือเมื่อเขาเป็นเด็กและมาอยู่ในพื้นที่ของประเทศหนึ่ง ๆ ประเทศนั้นก็ต้องให้การคุ้มครองในด้านการศึกษา แล้วเรื่องการส่งกลับก็จะมีปัญหาเรื่อง ถ้าส่งกลับไปในที่อันตรายหรือที่ที่อาจไม่ได้รับการศึกษา ก็ไม่สามารถส่งกลับได้อีก นอกจากนี้เรื่องที่ควรคิดคือ การมีเด็กเยาวชนอยู่ในประเทศ แล้วก็ไม่ได้ส่งกลับ หรือส่งกลับไม่ได้ ต้องตั้งคำถามว่า จะให้การศึกษาเขา หรือปล่อยให้เขาไม่รู้หนังสือ ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย อย่างไหนจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยมากกว่ากัน
“การใช้จ่ายเงินในด้านการศึกษา ต้องเข้าใจว่าถึงอย่างไรก็เป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้น ๆ มากกว่าการไม่ให้การศึกษาเลย ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมา และจะเกิดเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องมาแก้ปัญหาภายหลัง มากกว่างบประมาณที่จะใช้ไปสำหรับการให้การศึกษา
“ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่จำนวนมากก็ไม่เข้าใจหลักเหล่านี้ อยู่ด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าทำอะไรได้แค่ไหน ทำอะไรแล้วจะผิดกฎหมาย จะผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แต่ก็ยังดีที่ผู้ที่มีหน้าที่ในด้านการจัดการศึกษาส่วนหนึ่งยังมีความเข้าใจว่า ตามมติ ครม. ที่เกี่ยวข้อง ศธ.หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดการศึกษา มีหน้าที่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ในการที่จะให้การศึกษาแก่เด็กเยาวชนที่ไร้สัญชาติ หรือไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรกับกรณีที่มีการจัดตั้งศูนย์การเรียน ซึ่งขณะนี้หลายแห่งถูกหวาดระแวงจากกระทรวงศึกษาธิการ ?
“การจะให้เข้าเมืองได้มากหรือน้อยแค่ไหนเป็นเรื่องกระทรวงการต่างประเทศกับฝ่ายความมั่นคงจะต้องพิจารณา แต่ถ้าเด็กข้ามมาแล้ว ในบางกรณีเด็กข้ามไปข้ามมา จนเป็นเรื่องปกติก็มี เอาเป็นว่าเด็กที่ข้ามมาแล้วและอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย ถ้ามีคนจัดศูนย์การเรียนรู้ให้การศึกษาเขา รัฐบาลอาจจะต้องการเข้าไปดูแลเรื่องการศึกษาอย่างเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร ซึ่งก็หน้าที่ ศธ.เข้าไปดูแลได้ แต่ว่าควรจะเข้าไปดูแลในลักษณะส่งเสริม สนับสนุนเขา กลับมาอยู่ที่ว่าหลักการที่ว่าเด็กต้องได้รับการคุ้มครองให้ได้รับการศึกษา และการที่ให้การศึกษาแก่เด็กเยาวชนที่อยู่ในประเทศหนึ่ง ๆ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประเทศนั้น เป็นอีกเรื่องที่เอกชนจัดศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์การให้การศึกษาอบรม ก็เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน เพียงแต่ว่าช่วยเข้าไปดูว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร แล้วก็ให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ไม่เกิดความรู้สึกต่อต้าน
“เช่น ถ้าเขาเป็นเด็กลาว เขาจะเรียนด้วยภาษาลาว หรือเขาเป็นเด็กพม่า เขาจะเรียนด้วยภาษาพม่า ส่วนจะเรียนเรื่องที่เป็นหลักสูตรของเด็กไทยมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องมาดูว่าเด็กเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะอยู่ในประเทศไทยนานหรือไม่ นี่คือสาระสำคัญที่จะต้องช่วยกันดู ช่วยกันคิด”
เมื่อถามว่าอธิบายกับคนไทยกลุ่มหนึ่งที่มักตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องเอางบประมาณของแผ่นดินไปดูแลเด็กต่างด้าวหรือเด็กไร้สัญชาติ ?
“เมื่อเด็กเข้ามาแล้ว มันเป็นพันธกิจที่เราไปตกลงเป็นภาคีอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง ว่าต้องดูแลคุ้มครองเด็กในด้านการศึกษา เราเป็นประเทศหนึ่งอยู่ในโลกที่เป็นสากล เราก็ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่เป็นสากลนี้
“เมื่อมีเด็กอยู่ในประเทศ การใช้งบประมาณไปดูแลจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม มากกว่าการปล่อยให้เด็กไม่ได้รับการศึกษา เพราะงบประมาณที่เราใช้ไป ทุกบาททุกสตางค์จะเป็นประโยชน์มากกว่าการที่เราไม่ให้การศึกษาเขา ต้องมาทำความเข้าใจกันว่า สมมติมีเด็กสักหมื่นคนอยู่ในประเทศไทย พวกเขาพยายามอยู่ไปโดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลย อันนั้นจะเกิดผลเสียอย่างร้ายแรง ก็เหมือนกับเราพูดว่า ทำไมเด็กไทยทั่วไปถึงถูกบังคับให้เรียนหนังสือ ก็เพราะว่าการเรียนหนังสือ การเข้าโรงเรียนเรียนเป็นประโยชน์ต่อเด็กเหล่านั้น เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม”
————