วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการตรวจพบสารโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในพืชผักที่ขายอยู่ในตลาดตามชุมชนลุ่มน้ำกกว่า เบื้องต้นต้องได้ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกรมวิชาการเกษตรก่อนว่า ผลการตรวจพืชผักที่มีการปนเปื้อนนั้นอยู่บริเวณไหน เพราะเมื่อรู้แหล่งที่มาแล้ว กรมควบคุมโรคจึงจะสามารถเข้าไปตรวจสอบผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้ โดยตอนนี้เรามีระบบเฝ้าระวังคนประมาณ 1,200 คน ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำและกลุ่มเสี่ยง โดยติดตามมาตั้งแต่ปี 2568-2569 ถ้าเริ่มพบผลกระทบในคนก็จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนหาสาเหตุ เช่น ถ้าเจอหนึ่งคน ก็ตรวจต่อในครอบครัว ถ้าพบเพิ่มก็ขยายไปทั้งชุมชน แล้วต้องหาแหล่งที่มาให้ได้ก่อน
“กรมควบคุมโรคไม่ได้มีหน้าที่จัดการปัญหามลพิษทั้งหมด แต่รับผิดชอบเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ขณะที่การจัดการต้นเหตุหรือแหล่งกำเนิดมลพิษต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมควบคุมมลพิษ กรมพัฒนาที่ดิน กรมเหมืองแร่ และกรมวิชาการเกษตร ถ้าปนเปื้อนในแม่น้ำ แหล่งมันอยู่ที่ไหนก็ต้องจัดการที่แหล่ง กรมควบคุมโรคดูผลกระทบต่อประชาชน ส่วนข้อมูลที่ว่าผักปลูกตรงไหน ดินตรงไหนมีปัญหา น้ำตรงไหนมีปัญหา ทั้งหมดต้องมาเชื่อมระบบกัน”นพ.เอนก กล่าว
รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า กรณีที่มีการตรวจพบสารปนเปื้อนในพืชผัก แต่ยังไม่ระบุแหล่งผลิตอย่างชัดเจน ทำให้การติดตามผลกระทบต่อประชาชนทำได้ยาก เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าพืชดังกล่าวมาจากพื้นที่ใด ใครเป็นผู้ปลูก และมีประชาชนกลุ่มใดที่อาจได้รับผลกระทบ เราต้องการข้อมูลที่เป็นทางการ เพราะถ้าได้ข้อมูลมาแล้วก็จะตามต่อได้ว่าแหล่งผลิตอยู่ที่ไหน ใครปลูก คนปลูกในโซนนั้นมีใครป่วยหรือไม่
“กรมควบคุมโรคมีระบบเฝ้าระวังประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่อยู่แล้ว โดยจะติดตามแนวโน้มของผลตรวจในระยะยาว ไม่ได้ดูเพียงผลตรวจในปีใดปีหนึ่ง เพราะโรคที่เกี่ยวข้องกับสารพิษและสารเคมีอาจต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ”นพ.เอนก กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีคำแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างไรบ้างเกี่ยวกับการปนเปื้อนสารโลหะหนักในพืชผัก รองอธิบดีกรมกรมควบคุมโรค กล่าวว่า พืชผักมีสารปนเปื้อนไม่ควรบริโภค โดยเฉพาะกรณีที่ตรวจพบสารเกินมาตรฐาน ซึ่งถ้ามีการปนเปื้อน ไม่ว่าจะผัก น้ำ ดิน ทั้งหลาย ถ้าปนเปื้อนทั้งหมด เราก็หลีกเลี่ยง ออกจากพื้นที่ให้ได้ แต่ที่เป็นปัญหาคือเราไม่สามารถรู้แหล่ง ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือต้องจัดการที่แหล่ง
“กรมควบคุมโรคจะมีหน้าที่ติดตามผลกระทบในคน และกรมวิชาการเกษตรต้องเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบว่าพืชผักมีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานหรือไม่ หากพบเกินมาตรฐาน ต้องระบุให้ได้ว่าพืชดังกล่าวมาจากพื้นที่ใด เพื่อให้สามารถจัดการพื้นที่เสี่ยงและแหล่งผลิตได้อย่างตรงจุด ขณะนี้จึงจำเป็นต้องเร่งขอข้อมูลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่ตรวจสอบพืชผัก เพื่อให้สามารถนำข้อมูลเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค และติดตามผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว”รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว
ด้านนายนิรันดร์ แปงคำ ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า สารปนเปื้อนเหล่านี้หากเข้าสู่ร่างกายย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และอาจต้องใช้เวลาสะสมหลายปีกว่าจะแสดงอาการเจ็บป่วย แต่ประเด็นนี้เรามีการพูดคุยกันหลายเวทีแล้ว หากรับประทานอาหารที่มีสารปนเปื้อนเข้าไปย่อมเป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยจะสะสมเป็นเวลา 5-10 ปี จึงจะแสดงอาการป่วย บทเรียนจากกรณีห้วยคลิตี้ หรือผลงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น ชี้ให้เห็นว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะสารเหล่านี้เป็นพิษต่อมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และพืชผลทางการเกษตร ซึ่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพอาจเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ต้องอาศัยระยะเวลาในการสะสมของสาร หากยังไม่มีมาตรการหรือนโยบายเข้ามาจัดการปัญหาอย่างจริงจัง ในมุมมองของนักวิชาการด้านสุขภาพถือเป็นสถานการณ์ที่มีความน่ากังวลและเข้าขั้นวิกฤต
ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ปัญหาในตอนนี้คือภาคการเกษตรซึ่งยังไม่ได้เข้ามาทำงานด้วยกันอย่างเต็มที่ โดยมองว่าเป็นผลจากโครงสร้างการทำงานของหน่วยงานรัฐที่มีลักษณะสั่งการแบบบนลงล่าง หากไม่มีคำสั่งให้เดินหน้าจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงมา เจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่อาจไม่สามารถดำเนินงานหรือจัดสรรงบประมาณเพื่อรับมือปัญหาได้อย่างเต็มที่
“สิ่งที่ทำได้ในระดับพื้นที่เพียงตอนนี้คือการเร่งเฝ้าระวัง และให้ข้อมูลความรู้แก่ชาวบ้านให้ทั่วถึงที่สุด โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีงบประมาณและมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลสุขภาวะของประชาชนในพื้นที่” ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดเชียงราย กล่าว
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อทางหน่วยงานเกษตรอำเภอแม่อายแล้วตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ กลับมา
