Search

กมธ.ภัยพิบัติจี้รัฐออกกฎกระทรวงระบุพิกัดเหมืองสกัดแร่เถื่อนข้ามแดน-อุดช่องโหว่แหล่งสารพิษแม่น้ำข้ามแดน-เผยแต่ละหน่วยงานขาดแคลนงบประมาณในการตรวจ-ต่างคนต่างทำงานจนไร้ทิศทางภาพใหญ่

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมด่านศุลกากรแม่สาย (สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2) อ.แม่สาย จ.เชียงราย คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎรร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน ได้เดินทางศึกษาดูงานเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย  แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง โดยได้ประชุมร่วมกับ หน่วยงานราชการและภาคส่วนต่างๆ นำโดยนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายด่านศุลกากรแม่สาย เชียงแสน และเชียงของเกี่ยวกับการตรวจสอบการนำเข้า–ส่งออก สารเคมี และเครื่องจักรที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน 

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ประธาน กมธ.การป้องกันและบรรเทาผลกระ ทบจากสาธารณภัย เปิดเผยภายหลังรับฟังบรรยายสรุปว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดในปัจจุบันคือ ศุลกากรชายแดนไม่มีเครื่องสแกนสารประกอบแร่ (XRF ทั้งแบบติดตั้งหรือแบบพกพา) มีเพียงเครื่องเอกซเรย์พื้นฐานทั่วไป ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถจำแนกหรือตรวจสอบได้เลยว่าแร่ที่สำแดงมาเป็นแร่ชนิดใด ปริมาณแร่ตรงตามที่แจ้งจริงหรือไม่ ปัจจุบันหากผู้นำเข้าสำแดงว่าเป็นแร่พลวง 100 ตัน ไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่าเป็นแร่พลวงล้วน หรือมีการแฝงแร่หายาก (Rare Earth) ปะปนมาด้วยหรือไม่ อีกทั้งกฎหมายไทยมีแร่ควบคุมเพียงไม่กี่ชนิด ช่องโหว่นี้ทำให้ไทยกลายเป็นทางผ่านของแร่เถื่อนและสารพิษโดยไม่รู้ตัว 

นายภัทรพงษ์ กล่าวว่าการตรวจสอบชนิดแร่ได้อย่างแม่นยำยังสัมพันธ์โดยตรงกับการประเมินภาษีและมูลค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากแร่หายาก (Rare Earth หรือ Heavy Rare Earth) มีมูลค่าทางการตลาดสูงกว่าแร่พื้นฐานอย่างพลวงหรือดีบุกหลายเท่าตัว สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย ไม่จำเป็นต้องรอการแก้ พ.ร.บ. ซึ่งใช้เวลานาน แต่สามารถใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทรวงพาณิชย์ ออกประกาศกฎกระทรวงภายใต้พ.ร.บ. แร่: พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 พ.ร.บ. นำเข้าส่งออก: พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งมีผลบังคับใช้อยู่แล้ว สาระสำคัญของกฎกระทรวงฉบับใหม่จะต้องกำหนดให้ ผู้นำเข้าต้องระบุพิกัดพื้นที่ต้นทางของเหมืองแร่อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับโมเดลการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้สามารถนำพิกัดไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมว่าแร่ดังกล่าวมาจากแหล่งทำเหมืองที่ปล่อยมลพิษกระทบต่อแม่น้ำสาย-รวก หรือไม่ 

นายภัทรพงษ์กล่าวว่า กมธ. กำลังจับตาร่างประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด หลังผลักดันมานานกว่าหนึ่งปี โดยจะนำบทเรียนจากระนองโมเดลมาอุดช่องโหว่ โดยเฉพาะประเด็นการขออนุญาตครั้งเดียวแต่นำเข้าซ้ำได้ต่อเนื่อง ซึ่งอาจกลายเป็นช่องทางหลบเลี่ยงการตรวจสอบพิกัดจริง 

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อยุติผลกระทบจากเหมืองแร่ต้นน้ำ ประธาน กมธ. กล่าวว่า การจัดการมาตรการภายในประเทศเป็นเพียงการปิดประตูบ้านตัวเอง แต่การแก้ปัญหาที่ต้นตอจำเป็นต้องอาศัย เวทีเจรจาระดับพหุภาคี (Multilateral) ร่วมกัน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย จีน เมียนมา และลาว เนื่องจากห่วงโซ่การค้าแร่และการไหลเวียนของสารเคมีเชื่อมโยงข้ามพรมแดนอย่างซับซ้อน ที่ผ่านมาการเจรจาระดับทวิภาคี (Bilateral) แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ไม่สามารถสร้างข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้จริงได้ โดยหลังจากนี้คณะทำงานจะประสานติดตามความคืบหน้าเรื่องการสั่งปิดเหมืองบางแห่งร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยต่อไป 

ในส่วนของข้อมูลการค้าสารเคมีและแร่ธาตุ ขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการฯ อยู่ระหว่างการประสานขอข้อมูลเชิงลึกจากกรมศุลกากรส่วนกลาง เพื่อนำข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งหมด ทั้งการนำเข้า-ส่งออกแร่ และสารเคมีอันตรายที่เข้าข่ายใช้ในเหมืองแร่ เผยแพร่ขึ้นบนเว็บไซต์สาธารณะให้ภาคประชาชนและนักวิชาการร่วมตรวจสอบ 

ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมที่ด่านศุลกากร คณะ กมธ. พร้อมด้วยผู้แทนจาก Central Lab ได้ลงพื้นที่ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 5 (แม่สาย) โครงการชลประทานเชียงราย เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน และผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการติดตามแผนจัดหาแหล่งน้ำสำรองในเขตชลประทานลุ่มน้ำกกและน้ำสาย โดยประชุมรับฟังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีตัวแทนเกษตรจังหวัด ประมงจังหวัด พัฒนาที่ดิน และผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย เพื่อประเมินผลกระทบเชิงสะสมต่อระบบนิเวศและภาคเกษตรกรรมของชาวบ้านในพื้นที่อย่างรอบด้าน โดยในการประชุมหลายหน่วยงานได้สะท้อนสภาพปัญหาซึ่งพบว่าแต่ละหน่วยงานมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการเก็บตัวอย่างทั้งดิน พืช และสัตว์น้ำ ต่างฝ่ายต่างตรวจ ทำให้มองไม่เห็นสถานการณ์ภาพรวม ซึ่งทางจังหวัดเชียงรายกำลังหาแนวทางที่จะบูรณาการการตรวจที่จะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อหารือการออกแบบการตรวจเพื่อครอบคลุมความเสี่ยงและการโต้ตอบสถานการณ์ต่อไป

———-