
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีเด็ก 13 คนในศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ถูกสั่งให้หยุดเรียนจากโรงเรียนขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก เนื่องจาก สพป.(สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา) ตาก เขต 2 เห็นว่าเด็กกลุ่มนี้มีสถานะบุคคลไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ว่าเข้าใจว่าปัญหานี้เกิดขึ้นชายแดนที่จังหวัดตาก ต้องเรียนว่าประเทศไทยได้ปฏิบัติตามสนธิสัญญาและปฏิญญาหลายฉบับที่ให้ไว้กับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรระดับโลก
นายประเสริฐกล่าวว่า เรื่องนี้ตนเข้าใจดีว่า เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นสัญชาติไทยหรือไม่มีสัญชาติไทย ตามปฏิญญาควรจะได้รับการศึกษา ไม่ว่าจะที่ใดในโลกนี้ แต่เนื่องจากว่ามีศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบ ทำให้กระทรวง ศธ.ต้องจัดการศึกษาขึ้นในค่าย เพราะฉะนั้นการทำงานนี้จะแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่1 ที่เราจะแก้ไขปัญหาเบื้องต้นคือ เราจะหาวิธีการในการจัดการศึกษาให้เกิดขึ้นภายในศูนย์พักพิงฯ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสให้เข้าถึงการศึกษา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า ส่วนระยะที่2 เป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว เราก็จะดูกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ถ้ากฎหมายกำหนด บอกว่าห้ามให้การศึกษาเด็กกับกลุ่มนี้นอกศูนย์พักพิงฯ เราจะดูว่าถ้ามีการยืดหยุ่นหรือให้สอดคล้องกับระบบงบประมาณ ทั้งปฏิญญาและและอนุสัญญาก็ไม่ขัดควรจะทำอย่างไรเพื่อให้มีความเหมาะสม จึงมีที่มาที่ไปว่าต้องมีการประชุมกันหลายฝ่ายในเรื่องนี้ แต่ในเบื้องต้น เพื่อการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ก็จะมีการพยายามจัดให้มีการเรียนการสอนภายในศูนย์พักพิงฯ
นายประเสริฐให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เพิ่มเติมถึงกรณีเด็ก 13 คนที่ต้องหยุดเรียนกลางคันมาแล้ว 13 วัน ว่าจะหารือในระยะแรกเรื่องการเรียนในค่ายผู้ลี้ภัย โดยในวันที่ 31 สิงหาคมจะเชิญฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องมาหารือเพื่อติดตามสถานะของเด็กกลุ่มนี้ซึ่งตนเข้าใจสถานการณ์ดี และปกติกระทรวงศึกษาธิการให้เด็กทุกคนได้เรียนหนังสือเพียงแต่เมื่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สต.)หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติท้วงติงมาในบางประเด็นก็ต้องพิจารณาให้รอบครอบในการหาช่องทางให้ความช่วยเหลือ
ดร.บงกช นภาอัมพร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าเห็นด้วยและสนับสนุนที่ทางกระทรวงศึกษายึดมั่นในหลักการ Education for All ซึ่งเป็นไปตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยได้ยืนยันในเวทีระหว่างประเทศ แต่หากยังไม่มีความคืบหน้าในการคุ้มครองสิทธิเด็กที่ถูกให้ออกจากโรงเรียน เกรงว่าประเทศไทยจะได้รับข้อท้วงติงจากนานาประเทศในระหว่างการทบทวนสถานสิทธิมนุษยชน ในกระบวนการ UPR ปลายปีนี้แน่นอน และนั่นก็จะส่งผลกับภาพลักษณ์ของประเทศ ตนคิดว่ากระทรวงศึกษาเป็นหน่วยงานหลักที่ต้องตัดสินใจในเรื่องการจัดการศึกษาให้เด็ก เนื่องจากเป็นงานในหน้าที่โดยตรง ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
“ดิฉันเชื่อว่าทุกหน่วยงานต่างทราบดีว่า ถ้าคนไร้การศึกษาจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติแน่นอน ถ้าเราดูแนวโน้มของนโยบายความมั่นคงที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนผ่านจากการให้การควบคุมและการสงเคราะห์ไปสู่การฝึกทักษะให้ผู้หนีภัยการสู้รบได้พึ่งพาตัวเองได้ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 เป็นต้นมา ดังนั้นการจัดการศึกษาที่เหมาะสมให้แก่เด็กผู้หนีภัยจากการสู้รบย่อมสอดคล้องกับแนวนโยบายของฝ่ายความมั่นคงแน่นอน”ดร.บงกช กล่าว
ดร.บงกชกล่าวว่า ไม่ได้เรียกร้องให้เด็กผู้หนีภัยทุกคนเข้าเรียนโรงเรียนไทย แค่ขอให้กระทรวงศึกษาจัดการศึกษาที่เหมาะสมให้กับพวกเขาไม่ว่าจะในค่ายหรือนอกค่าย ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาบอกว่ากำลังพิจารณาเรื่องการจัดการศึกษาให้เด็กๆในค่าย
—————