พลอย ศิริวรรณ

ความฝันของหนูคือการเป็นปลัดอำเภอ และความความฝันของเด็กในค่ายผู้ลี้ภัยหละ พวกเขามีความฝันบ้างไหม หรือสิ่งที่เขาฝันนั้นกลายเป็นฝันเฟื่องที่เด็กหลายคนเอื้อมไม่ถึงหรือเปล่า?
สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามเล็กๆที่อยู่ในใจของหนูมาโดยตลอด หนูเป็นเด็กในค่ายผู้ลี้ภัยบ้านใหม่ในสอย จ.แม่ฮ่องสอน บ้านของพวกเราอยู่กลางหุบเขา ที่เต็มไปด้วยต้นไม้และสิ่งธรรมชาติ
ในทุก ๆ วันทุกครอบครัวตื่นแต่เช้า หุงข้าว ทำกับข้าว ผู้ใหญ่เตรียมตัวเพื่อออกไปทำงาน ส่วนลูก ๆ ก็ออกไปเรียนหนังสือ ภาพของเด็ก ๆ ที่เดินกันอย่างขวักไขว่ บ้างก็เดินคนเดียว บ้างก็เดินกันเป็นกลุ่มใหญ่ แต่เด็กทุกคนมีจุดหมายปลายทางเดียวกันคือการไปโรงเรียน แต่เด็กทุกคนไม่รู้เลยว่าอนาคตที่กำลังมาถึงจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
เมื่อก่อนหลายครอบครัวในค่ายผู้ลี้ภัยมีความฝันว่าจะอยากไปสร้างชีวิตใหม่ประเทศที่สาม แต่ปัจจุบันความฝันนั้นดูริบหรี่ขึ้นเรื่อย ๆ จนหลายคนไม่กล้าที่ฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีก เช่นเดียวกับการศึกษาในค่ายผู้ลี้ภัย เด็กทุกคนที่อยู่ตรงนั้นรู้ดีว่า แม้เราจะเรียนเก่งมากเท่าไหร่ เราจะทุ่มเทกับความฝันในอนาคตมากแค่ไหน สิ่งเหล่านั้นมันก็เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ดี เพราะวุฒิการศึกษาในค่ายผู้ลี้ภัยไม่สามารถออกมาใช้กับนอกค่ายผู้ลี้ภัยได้
หนูก็เป็นอีกหนึ่งในเด็กหลาย ๆ คนในค่ายผู้ลี้ภัยที่ออกมาเรียนหนังสือนอกค่ายผู้ลี้ภัย เพราะเราต่างรู้ดีว่าฝันที่เราอยากเป็น จะเป็นจริงได้มากกว่าฝันที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย หนูมีเพื่อนคนหนึ่งในค่ายผู้ลี้ภัย เธอเล่าว่าครอบครัวของเธอหนีภัยความตายจากประเทศเมียนมามาอยู่ที่ค่ายบ้านใหม่ในสอยเป็นเวลากว่า 23 ปีแล้ว ตัวเธออยู่ในระบบการศึกษาในค่ายตั้งแต่เด็กจนจบอนุปริญญาในค่ายผู้ลี้ภัย แม้ว่าเธอจะอยู่ในระบบการศึกษามาเกินกว่า 15 ปีแล้วก็ตามหลังเธอเรียนจบ เธอนำความรู้ที่ได้กลับมาเป็นครูสอนหนังสือให้กับเด็ก ๆ ในค่ายผู้ลี้ภัย แม้ว่าเธอจะได้ทำงานตามที่เธอตั้งใจไว้ แต่รายได้ที่เธอมีนั้นไม่เพียงพอจึงไม่สามารถจุนเจือครอบครัวของเธอได้ เธอจึงลาออกจากงานสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แต่หลายครั้งก็มักพบกับความผิดหวัง เพราะสุดท้ายโอกาสนั้นมักวกกลับมาที่เดิมคือต้องมีบัตรประจำตัวเพื่อการสมัครเรียนอยู่ด้วยเสมอ แต่เธอก็เคยไม่ย่อท้อ พยายามหาโอกาสในหลาย ๆ ทาง จนสามารถสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของอเมริกาที่สามารถเรียนทางไกลได้ แม้ว่าตอนนี้เธอยังไม่มีบัตรประจำตัวก็ตาม แต่เธอก็คอยบอกกับหนูเสมอว่าเธอก็ไม่รู้อนาคตเหมือนกันว่าสิ่งที่เธอทำไปทั้งหมด จะสามารถเป็นฝันที่เป็นจริงได้หรือไม่ รู้เพียงว่าเธอแค่มีความฝัน และอยากไปถึงฝันเท่านั้น
เช่นเดียวกับเด็ก ๆ อีกหลายคนในค่ายผู้ลี้ภัยที่กำลังจะเผชิญอนาคตแบบเดียวกันกับเพื่อนของหนู กำลังมองว่าการศึกษาในค่ายนั้นไม่สามารถทำความฝันของพวกเขาให้เป็นจริงได้ และฝันของพวกเขาไม่เหมือนฝันของคนในเมือง เพราะฝันที่พวกเขามีนั้น มีไม่กี่อย่างที่ค่ายผู้ลี้ภัยจะให้พวกเขาได้ เด็กบางคนฝันอยากเป็นครู เด็กบางคนฝันอยากเป็นหมอ เด็กบางคนฝันอยากเป็นทหาร มีเพียงสามฝันที่พวกเขาเห็น
ครอบครัวของเด็กในค่ายผู้ลี้ภัยหลายคน จึงตัดสินใจพาลูกหลานของตนเองออกมาเรียนนอกค่ายผู้ลี้ภัยกันมากขึ้น เช่นเดียวกับหนูที่ออกมาเรียนในโรงเรียนนอกค่ายผู้ลี้ภัยตั้งแต่ยังเด็ก เพราะพ่อแม่หลายคนมองว่าอยากให้ลูกของตนเองมีโอกาสในชีวิตมากกว่าที่พวกเขาเป็นอยู่
หลังจากที่หนูอยู่ในระบบการศึกษานอกค่ายผู้ลี้ภัยมาเกือบ 17 ปี ทำให้หนูมองเห็นความแตกต่างของระหว่างโลกภายในค่ายผู้ลี้ภัย และภายนอกค่ายผู้ลี้ภัยอย่างมาก ในระหว่างที่หนูกลับไปในค่ายผู้ลี้ภัย หนูมักจะเปิดคลิปวิดีโอเรื่องราวนอกค่ายผู้ลี้ที่หนูไปเจอให้กับเด็ก ๆ หรือแม้กระทั่งผู้เฒ่าผู้แก่ให้พวกเขาดูอยู่เป็นประจำ สิ่งที่พวกเขาแสดงตอบกลับมาคือ พวกเขามีความสนใจ เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านี้ และไม่เคยรู้ด้วยซ้ำไปว่ามีอะไรเกิดขึ้นนอกค่ายผู้ลี้ภัยบ้าง พวกเขามักตั้งคำถามว่าสิ่งนี้คืออะไร สิ่งนั้นคืออะไรอยู่เสมอ เพราะพวกเขามีโลกที่เห็นเพียงแค่ในค่ายผู้ลี้ภัย
เด็ก ๆ หลายคนมักบอกว่าหนูโชคดีที่ได้ออกไปเรียนนอกค่าย ได้ทำตามความฝัน ได้เห็นโลกภายนอก แต่ความเป็นจริงกว่าหนูจะออกมาเรียนนอกค่ายจนมีโอกาสเรียนถึงระดับปริญญาตรีได้นั้นมีอุปสรรคมากที่เป็นบททดสอบ เพราะยิ่งหนูอยู่ในห้วงเวลาระบบการศึกษามากขึ้นเท่าไหร่ เพื่อน ๆ ที่เคยเรียนด้วยกันมักจะค่อย ๆ หายไป ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเรียนในระดับที่สูงขึ้น เพราะด้วยสถานะเศรษฐกิจ การเห็นความสำคัญของการศึกษา สถานภาพครอบครัวหรือสังคมก็ตาม สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงฉุดและแรงดึงต่อความฝันของคนเราได้ในเวลาเดียวกัน
มีคนถามหนูว่าคิดอย่างไรที่กระทรวงศึกษาธิการเตรียมเข้าไปจัดการศึกษาในค่ายผู้ลี้ภัย หนูคิดว่าสิ่งนั้นถือเป็นความฝันอันสุงสุดของเพื่อน ๆ ของหนูและเด็ก ๆ ในค่ายผู้ลี้ภัยมาโดยตลอด ที่ว่าพวกเขาสามารถได้เรียนหนังสือที่สามารถใช้วุฒิการศึกษาที่พวกเขาตั้งใจเรียน มาใช้กับอนาคตของพวกเขาได้ กลายเป็นฝันที่แท้จริงของเด็ก ๆ ในค่าย และสิ่งที่ผู้ใหญ่ใจดีในประเทศไทยกำลังทำสามารถทำให้ชีวิตของเด็กคนหนึ่งที่มีความฝันอย่างไม่มั่นคง กลายเป็นฝันที่มีอยู่จริงได้
หนูขอเป็นตัวแทนในการขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่มองเห็นเด็ก ๆ เหล่านี้ ให้พวกเขาได้เรียน ให้พวกเขากล้าฝัน
ท้ายที่สุดนี้หนูมองว่าเด็ก ๆ ก็ควรมีโอกาสได้ฝัน ได้ลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาฝันถึง ได้เห็นโลกภายนอก หนูอยากให้เด็ก ๆ ได้เป็นเด็กอย่างเต็มที่ กล้าที่จะคิด กล้าที่ฝัน ทำให้ความฝันของเด็ก ๆ เหล่านั้นที่กำลังเติบโตมิใช่ความฝันที่ไม่มีอยู่ในโลกของความจริง ไม่ใช่สิ่งที่เด็กกำลังฝันเฟื่องไปเอง