
สำนักข่าว SHAN รายงานเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ว่า แก๊งสแกมเมอร์หรือเครือข่ายการหลอกลวงทางไซเบอร์ที่เคยกระจุกตั้งฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดนจีน – พม่า ขณะนี้ได้เปลี่ยนรูปแบบกระจายฐานปฏิบัติการไปตามเมืองชั้นในต่างๆของรัฐฉาน โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตอนใต้และทางตะวันออกของรัฐฉาน ซึ่งมีข้อมูลที่รวบรวมจากหนังสือพิมพ์ของทางการพม่าอย่างหนังสือพิมพ์ Alin Paper ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่า ทางการได้ดำเนินการบุกค้นอย่างน้อย 46 ครั้ง โดยมีเป้าหมายที่กลุ่มมิจฉาชีพต้องสงสัยทั่วรัฐฉาน ระหว่างเดือนมกราคมถึง 27 สิงหาคม 2569 มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 2,400 คน รวมถึงชาวจีนกว่า 2,000 คน พลเมืองชาวพม่ากว่า 360 คน รวมทั้งพลเมืองจากเวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน
มีรายงานว่า เครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ออนไลน์ที่ก่อนหน้านี้ได้กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ของกองกำลังโกก้าง MNDAA (Myanmar National Democratic Alliance Army) กองกำลังสหรัฐว้า UWSA ( United Wa State Army) และกองกำลังเมืองลา NDAA (The National Democratic Alliance Army -NDAA) โดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวชายแดน ทางแก๊งสแกมเมอร์ได้ย้ายฐานไปทางทิศตะวันตกข้ามแม่น้ำสาละวินมากขึ้นเรื่อยๆ
มีรายงานว่าศูนย์กลางการหลอกลวงทางไซเบอร์แห่งใหม่ได้เกิดขึ้นในรัฐฉานตอนเหนือ รวมถึงเมืองใหย เมืองต้างยาน เมืองสี่ป้อ ไปจนถึงเมืองเกซี ทางตอนกลางของรัฐฉาน เช่นเดียวกับในพื้นที่ทางใต้ของรัฐฉานอย่างเมืองลายค่า เมืองกุ๋นฮิง (กุ๋นเหง) เมืองน้ำจ๋าง เมืองท่าขี้เหล็กชายแดนติดไทย แม้ว่านายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนจะกล่าวในเดือนมีนาคม 2568 ว่า การหลอกลวงทางไซเบอร์ถูกกวาดล้างหมดแล้ว แต่จายวันใส นักวิเคราะห์ทางการเมืองชาวไทใหญ่กล่าวว่า คำกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นเพียงวาทกรรมระดับรัฐเท่านั้น
“การประกาศของรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีนที่ว่า การหลอกลวงทางไซเบอร์ถูกกวาดล้างไปอย่างสิ้นเชิงแล้วนั้น เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อระดับรัฐ การกำจัดให้หมดไปอย่างสิ้นเชิงนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ได้พัฒนาไปเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขา ซึ่งอาจเชื่อมโยงกันทั่วโลกหรือดำเนินการในจุดต่างๆที่เป็นอิสระ” จายวันใส กล่าว
นักวิเคราะห์ทางการเมืองรายนี้ยังกล่าวว่า ความสามารถของแก๊งฉ้อโกงในการจัดตั้งและดำเนินการสถานที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนหลายร้อยคนนั้น เป็นไปได้ยากหากปราศจากความร่วมมือ การคุ้มครอง หรือผลประโยชน์ทางการเงินบางส่วนจากกองกำลังของรัฐบาลทหารและองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์บางกลุ่ม
“กองทัพพม่ามีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับผู้มีอำนาจของกองกำลังโกก้างในอดีต รวมถึงกลุ่มที่อยู่ตามชายแดนกะเหรี่ยง-ไทย เช่นกองกำลัง DKBA (Democratic Karen Buddhist Army) กองกำลัง BGF (Border Guard Forces) และกองกำลัง KNA (Karen National Army) ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นภายในดินแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ เป็นที่ชัดเจนว่าทั้งกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์และกองทัพพม่าต่างล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางการเงินเหล่านี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” จายวันใสกล่าว
จายวันใสกล่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่และกลุ่มติดอาวุธพึ่งพาอาศัยรายได้ที่ผิดกฎหมายที่เกิดจากการฉ้อโกงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสงครามระดับภูมิภาคที่ทำกำไรได้มหาศาล แม้จะมีความพยายามที่จะจำกัดการดำเนินงานของแก๊งสแกมเมอร์ แต่แก๊งเหล่านี้ยังคงใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อรักษาเครือข่ายของตนไว้ ในช่วงระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย 8 เดือน เจ้าหน้าที่สามารถยึดอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ที่ไม่ได้รับอนุญาตมากกว่า 140 เครื่อง ซึ่งถูกใช้โดยกลุ่มสแกมเมอร์
จายวันใส เปรียบเทียบวิวัฒนาการของการหลอกลวงทางไซเบอร์กับการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของการค้ายาเสพติดผิดกฎหมายในภูมิภาค จากฝิ่นไปสู่ยาเม็ดยากระตุ้นประสาท
“ปัญหานี้คล้ายกับการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของการลักลอบขนยาเสพติดจากฝิ่นไปสู่ยาเม็ดกระตุ้นประสาท ตอนนี้การหลอกลวงทางไซเบอร์ได้กลายพันธุ์และแพร่กระจายไปในทำนองเดียวกัน เนื่องจากนี่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติ มันจะยิ่งทำให้ความไม่มั่นคงในภูมิภาคและวิกฤตการค้ามนุษย์รุนแรงขึ้น” เขากล่าว
ทั้งนี้การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเครือข่ายการหลอกลวงทางไซเบอร์ก่อให้เกิดภัยคุกคามระยะยาวที่ร้ายแรงต่อชุมชนท้องถิ่นและความมั่นคงของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การทำลายเครือข่ายยังคงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้มีอำนาจมีผลประโยชน์ทางการเงินในอุตสาหกรรมที่ผิดกฎหมาย