
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเด็ก 13 คนในศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ถูกสั่งให้หยุดเรียนจากโรงเรียนขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก เนื่องจาก สพป.(สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา) ตาก เขต 2 เห็นว่าเด็กกลุ่มนี้มีสถานะบุคคลไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ว่ากระทรวงศึกษาธิการปฏิบัติตามอนุสัญญา ว่าเด็กทุกคนที่อยู่ในไทย ไม่ว่าจะเป็นชาติไหน ต้องได้สิทธิ์ในการเข้าเรียน แต่เนื่องจากเด็กส่วนหนึ่งอยู่ในค่ายอพยพ ซึ่งตามระเบียบกฎหมาย สามารถไปทำการเรียนการสอนในค่ายได้ ที่ผ่านมา ได้มีการอนุโลม ด้วยความจำเป็นบางอย่าง ก็ให้ไปเรียนภายนอกค่ายอพยพได้
รัฐมนตรี ศธ.กล่าวว่าภายหลังปรากฏเป็นประเด็นขึ้นมา ศธ.ได้มีทางออกมาสองแนวทาง คือการทำรูปแบบของการจัดการศึกษาภายในค่ายให้ถูกต้อง และเร็ว ๆ นี้จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงานองค์กรอิสระระหว่างประเทศที่ทำงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กทั่วโลก (save the children) มาหารือกัน เพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยจะมีการจัดระบบ เนื่องจากบางอย่างติดเรื่องระเบียบ จะไปดูว่าแก้ไขระเบียบที่เป็นอุปสรรคได้หรือไม่ ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยด้วย เนื่องจากไม่มีหลักฐาน ไม่มีบัตรประชาชน หรือทะเบียนราษฎร์ จึงขอให้รอข้อสรุปจากการหารือก่อน และจะนำข้อสรุปนี้ไปคุยกับกระทรวงมหาดไทย
“กระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่จัดการเรียนการสอนอยู่แล้ว ผมยืนยันว่าไม่ได้ปิดกั้น พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายที่ให้ไว้กับหน่วยงานต่าง ๆ และหลักสิทธิมนุษยชน”นายประเสริฐ กล่าว
ขณะที่นาย Saw Harold Tun หัวหน้าทีมพัฒนาการศึกษาในศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ จ.ตาก กล่าวว่าปัจจุบันในพื้นที่ศูนย์พักพิงฯมีโรงเรียนทั้งหมด 20 แห่ง รวมสถานรับเลี้ยงเด็ก โดยมีนักเรียนทั้งหมดรวมทุกระดับชั้น 9,449 คน ครู 524 คน ซึ่งครู 1 คน ต้องดูแลนักเรียน 36 คน ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานที่ควรจะเป็นคือ 1 ต่อ 25 ทำให้จำนวนครูยังไม่เพียงพ่อต่อความต้องการของเด็กๆในค่าย
นาย Saw Harold Tun กล่าวว่า ระบบการศึกษาในศูนย์พักพิงฯตอนนี้ดำเนินไปภายใต้รูปแบบการศึกษาในสภาวะฉุกเฉิน (Emergency Education) ซึ่งใช้หลักสูตร KCD (Karen Curriculum) ที่แม้จะใช้มานานมาก แต่ก็ยังไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทย โดยใช้วิธีการสอนแบบผสมผสาน บางส่วนเป็นภาษาอังกฤษ บางส่วนเป็นภาษากะเหรี่ยง แต่ไม่มีภาษาไทยอยู่ในหลักสูตร ทั้งยังเผชิญกับภาวะขาดแคลนหนังสือและอุปกรณ์การเรียนในบางช่วงเวลา หากนักเรียนในค่ายต้องการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยภายนอกศูนย์พักพิงฯ พวกเขาจำเป็นต้องขวนขวายสอบวุฒิการศึกษาเทียบเท่าระดับมัธยมปลายที่เป็นสากลอย่าง GED (General Educational Development) ให้ผ่าน ทั้งที่ในความเป็นจริงมีนักเรียนจำนวน 5 – 10 คนเท่านั้นที่ทำได้
หัวหน้าทีมพัฒนาการศึกษาในศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ กล่าวว่า เรารู้ดีว่าข้อเท็จจริงสำหรับการอยู่ในค่ายแห่งนี้คือไม่สามารถเดินทางออกไปภายนอกได้ และถูกกำหนดให้อาศัยอยู่เฉพาะภายในค่ายเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ดำเนินมาเป็นเวลานานกว่า 42 ปีแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เด็กส่วนใหญ่จำเป็นต้องรับการศึกษาภายในค่าย แต่ในขณะเดียวกันมีบางส่วนที่พยายามแสวงหาทางเลือกอื่นเพื่อที่จะหลุดพ้นจากข้อจำกัดหรือหาช่องทางออกไปนอกศูนย์พักพิงฯ ส่งผลให้ผู้ปกครองพยายามผลักดันและหาลู่ทางส่งบุตรหลานออกไปเรียนในโรงเรียนของรัฐบาลไทยภายนอกค่าย ซึ่งประกาศนียบัตรที่ออกโดยโรงเรียนในศูนย์พักพิงฯสามารถใช้ได้เฉพาะภายในชุมชนขนาดเล็กหรือระหว่างศูนย์เท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยทั่วไปหรือสมัครงานภายนอกที่ต้องการการรับรองจากรัฐบาลได้ อีกทั้งสมาชิกในค่ายส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัย (Refugee) อย่างเป็นทางการจาก UNHCR จนกระทั่งช่วงปี 2023 ที่เริ่มมีการตรวจสอบสถานะ (Verification Model) โดยส่วนใหญ่ยังคงมีสถานะเป็นเพียงผู้หนีภัยการสู้รบที่ได้รับการพักพิงชั่วคราว
สำหรับกรณีเด็ก 13 คนถูกออกเรียนกลางคันนั้น นาย Harold กล่าวว่า ตอนนี้เด็กๆ ไม่สามารถเข้าเรียนได้ โดยปกติแล้วหากอาศัยความเข้าใจและผ่อนปรนร่วมกัน พวกเขาอาจจะพอเข้าเรียนได้จนจบระดับประถมศึกษา แต่พอถึงเวลาที่ต้องเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษา พวกเขากลับไม่มีสิทธิ์หรือไม่มีคุณสมบัติทางเอกสารที่จะเข้าเรียนต่อในระดับนั้นได้ นั่นจึงทำให้บางคนต้องเดินทางกลับเข้ามาในค่ายเพื่อยื่นเรื่องขอใบผ่านทางเพื่อไปเรียน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการเข้ามาช่วยสนับสนุนการศึกษาของเด็กๆในค่ายอย่างไร หัวหน้าทีมพัฒนาการศึกษากล่าวว่า ต้องการให้ช่วยพัฒนาหลักสูตรภาษาไทย เนื่องจากปัจจุบันเด็กนักเรียนในค่ายบางคนไม่สามารถสื่อสารหรือพูดภาษาไทยได้เลย ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องยากลำบากและจำเป็นต้องเริ่มปูพื้นฐานกันใหม่ตั้งแต่ต้นหากออกไปทำงานในสังคมไทย หากกระทรวงศึกษาธิการต้องการจะผลักดันโมเดลการศึกษาไทย (Thai education model) เข้ามาในค่ายอย่างจริงจัง ก็ควรเข้ามาช่วยริเริ่มและจัดเตรียมหลักสูตรภาษาไทยที่เป็นกิจจะลักษณะเพื่อรองรับระบบนี้ รวมทั้งรับรองหลักสูตรการเรียนการสอนในค่ายให้เด็กๆสามารถนำไปต่อยอดในการศึกษาระดับที่สูงขึ้นไปได้