
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการบริหารจัดการแร่แห่งชาติ เตรียมจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ (ร่าง) แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ฉบับที่ 3 ในวันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุมกิ่งเพชร ชั้น 3 โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ ทั้งนี้แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่จัดทำขึ้นภายใต้บทบัญญัติของ พรบ.แร่ พ.ศ. 2560 เพื่อเป็นกรอบชี้นำแนวทางการบริหารจัดการแร่ โดยรัฐมีหน้าที่บริหารจัดการแร่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืน ภายใต้ดุลยภาพในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างรอบด้าน การจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่
ทั้งนี้สาระสำคัญของแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ประการหนึ่ง คือ การกำหนดเขตแหล่งแร่ เพื่อให้การทำเหมือง โดยก่อนหน้านี้ ทธ.ได้ทำการสำรวจและจัดทำแผนที่กำหนดเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง และเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆมาแล้ว 2 ครั้ง อย่างไรก็ตามพบว่าประชาชนยังรับรู้และเข้ามามีส่วนร่วมน้อยมาก
นายปรีชา สายทอง รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี(ทธ.) ให้เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่มาแล้ว 2 ฉบับ โดยแผนฉบับที่ 2 จะครบกำหนดในวันที่ 16 มกราคม 2571 จึงจำเป็นต้องจัดทำแผนฉบับที่ 3 ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปอีก 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2571 ถึงปี 2575 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการจัดทำแผน
นายปรีชากล่าวว่า การประชุมในวันที่ 11 และ 15 กันยายนที่จะถึงนี้ เป็นทั้งกระบวนการ Focus Group และ Public Hearing เพื่อเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ฉบับที่ 3 ซึ่งขณะนี้มีการจัดทำร่างเบื้องต้นแล้ว โดยประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ และเวทีดังกล่าวจะเปิดเผยว่าแต่ละยุทธศาสตร์มีแนวทางดำเนินการอย่างไร รวมถึงกำหนดช่วงเวลาว่าจะดำเนินการในปีใด
“ก่อนหน้านี้ ทธ.ได้จัดทำข้อมูลทรัพยากรแร่ในเชิงพื้นที่ เพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพแร่อยู่บริเวณใด รวมถึงการกำหนด ‘เขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง’ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 30 ล้านไร่ การประกาศเขตดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเข้าไปทำเหมืองได้ทันที เพราะหากจะทำเหมืองยังต้องเข้าสู่กระบวนการขออนุญาตประทานบัตรทำเหมืองตามกฎหมายอีกขั้นตอนหนึ่ง”นายปรีชากล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าประชาชนจะสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ว่าพื้นที่บริเวณบ้านหรือชุมชนของตนอยู่ในเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองหรือไม่ นายปรีชา กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวอยู่ในเอกสารแนบท้ายแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ในลักษณะของแผนที่ประกอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่าประชาชนเข้าถึงข้อมูลยากโดยเฉพาะเอกสารที่ต้องไปหาเอาจากหน่วยงานในจังหวัด นายปรีชากล่าวว่าจะนำข้อเสนอไปเพิ่มเติมในแผน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองได้สะดวกขึ้นทางระบบออนไลน์
“หลังจากการรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 11 และ 15 กันยายนเสร็จสิ้น จะเข้าสู่กระบวนการเสนอต่อคณะกรรมการจัดทำนโยบาย ภายใต้คณะกรรมการนโยบายแร่แห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งท่านมอบหมายให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จากนั้นจะต้องผ่านการพิจารณาและให้ความเห็นจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก่อน จึงจะสามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบได้”รองอธิบดี ทธ.กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นแร่แรร์เอิร์ธซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ นายปรีชากล่าวว่า ทธ.ได้สำรวจศักยภาพแหล่งธาตุหายากทั่วประเทศ และพบพื้นที่ที่มีธาตุหายากทั้งหมด 33 แห่ง กระจายตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้ แต่พื้นที่ที่พบส่วนใหญ่เป็นจุดขนาดเล็ก และในปัจจุบันยังไม่พบแหล่งที่มีศักยภาพและคุ้มค่าต่อการลงทุนเพื่อเข้าสู่กระบวนการทำธุรกิจ
“การสำรวจธาตุหายากมีความจำเป็น เนื่องจากเป็นแร่ที่สามารถเสริมศักยภาพของประเทศไทยได้ จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งทรัพยากรดังกล่าว ปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจ และยังไม่สามารถผลิตธาตุหายากขึ้นมาได้เอง ทั้งจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและศักยภาพของแหล่งแร่ที่พบ ซึ่งยังไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน” รออธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมธาตุหายากจึงมักพบอยู่บริเวณแหล่งเหมืองดีบุกเก่า นายปรีชากล่าวว่า ธาตุหายากเป็นแร่ที่เกิดร่วมกับหินแกรนิต ซึ่งหินแกรนิตมีแร่ที่เกิดร่วมกันหลายชนิด รวมถึงแร่ดีบุก ในช่วง 20-30 ปีก่อนประเทศไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับธาตุหายากมากนัก จึงมุ่งนำแร่ดีบุกออกไปใช้ประโยชน์ก่อน ทำให้เกิดกองหางแร่หรือเศษแร่ตกค้างในพื้นที่อย่างภูเก็ตและพังงา
“จริงๆแล้วภูเก็ตยังมีศักยภาพด้านธาตุหายากอยู่มาก แต่ปัจจุบันเป็นพื้นที่เมืองท่องเที่ยวและมีข้อจำกัดด้านที่ดิน ทำให้ไม่สามารถเข้าไปสำรวจได้มากเหมือนในอดีต ขณะที่พังงาก็มีศักยภาพเช่นกัน แต่มีข้อจำกัดจากการเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน รวมถึงบางส่วนอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ ทำให้พื้นที่ที่สามารถเข้าไปสำรวจได้มีจำกัด” นายปรีชากล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หางแร่หรือเศษแร่จากยุคเหมืองแร่ในอดีตสามารถนำกลับมาพัฒนาเป็นแหล่ง Rare Earth ได้หรือไม่ นายปรีชากล่าวว่า มีส่วนที่สามารถนำมาพิจารณาได้ แต่ต้องตรวจสอบรายละเอียดและปริมาณเปอร์เซ็นต์ของธาตุหายากที่อยู่ในหางแร่แต่ละแห่งก่อน
“ไทยมีการนำหางแร่หรือเศษแร่จากต่างประเทศโดยเฉพาะจากออสเตรเลียเข้ามา แล้วนำมาแต่งแร่หรือแยกหัวแร่ออกจากหางแร่ ก่อนนำวัสดุที่ได้ไปส่งออก ดังนั้นตัวเลขการส่งออก Rare Earth ที่ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับประมาณ 5-6 ของโลกนั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นแร่ที่ผลิตจากแหล่งแร่ภายในประเทศไทยทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งเป็นวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศ ประเทศไทยยังไม่เคยผลิต Rare Earth ขึ้นมาเอง ส่วนการประเมินมูลค่าพบว่ามีหลายหมื่นล้านบาท แต่ย้ำว่าเป็นเพียงตัวเลขประมาณการ ไม่ใช่มูลค่าที่เกิดจากการผลิตจริง”รองอธิบดี ทธ. กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการนำเข้าและส่งออกแร่ โดยเฉพาะกรณีแร่ดีบุกจากประเทศเพื่อนบ้านและส่งออกไปประเทศที่ 3 ว่ามีการตรวจสอบหรือไม่ว่าแร่ที่นำเข้ามานั้นเป็นดีบุกจริงหรือมีแร่อื่นปะปนอยู่ นายปรีชากล่าวว่า การนำเข้าและส่งออกแร่จะต้องมีการตรวจสอบตามพิกัดศุลกากรว่าเป็นแร่ชนิดใด และมีเปอร์เซ็นต์ของแร่มากน้อยเพียงใด รวมถึงมีการชักตัวอย่างแร่มาวิเคราะห์ก่อนดำเนินการ ประเทศไทยมีเครื่องมือและมีหลายหน่วยงานที่สามารถดำเนินการตรวจสอบได้ เนื่องจากท้ายที่สุดแล้วปริมาณและเปอร์เซ็นต์ของแร่มีผลโดยตรงต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของหัวแร่ หางแร่ และราคาที่ใช้ในการส่งออก จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ฉบับที่ 3 นายปรีชากล่าวว่า ทธ.ยินดีเชิญชวนประชาชนทั่วไปเข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น ทั้งในเรื่องศักยภาพทรัพยากรแร่ของประเทศ แนวทางการพัฒนาในอนาคต รวมถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดยประชาชนสามารถเข้าร่วมทั้งการประชุมที่โรงแรมและช่องทางออนไลน์ผ่าน Zoom ซึ่งจะมีการเผยแพร่ลิงก์ผ่าน Facebook ของคณะกรรมการนโยบายแร่แห่งชาติ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าความคิดเห็นของประชาชนจะมีน้ำหนักต่อการจัดทำแผนมากน้อยเพียงใด นายปรีชากล่าวว่า ทุกความคิดเห็น ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จะถูกนำมาพิจารณาและจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายแร่แห่งชาติ เพื่อให้รับทราบว่าประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร และใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของทุกภาคส่วน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าแผนแม่บทฉบับที่ 3 จะต้องเสร็จสมบูรณ์เมื่อใด นายปรีชากล่าวว่า กรมทรัพยากรธรณีต้องการให้กระบวนการในส่วนของคณะกรรมการนโยบายแร่แห่งชาติเสร็จสิ้นภายในปีงบประมาณ 2569 หรือประมาณวันที่ 31 ธันวาคม 2569 จากนั้นจึงเสนอให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณา ซึ่งจากประสบการณ์การจัดทำแผนฉบับที่ 2 กระบวนการดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือน เนื่องจากมีการสอบถามข้อมูลและขอเอกสารประกอบเพิ่มเติม ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยคาดว่าหากดำเนินการตามกรอบดังกล่าวได้ ปี 2570 จะสามารถเดินหน้าเข้าสู่แผนแม่บทฉบับที่ 3 ได้ต่อไป
ด้านนายสุทธิเกียรติ คชโส นักกฎหมายจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กล่าวว่า ตามประกาศของคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ มีการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้มาตั้งแต่การจัดทำร่างแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ฉบับที่ 2 และยังถูกนำมาใช้ประกอบการจัดทำร่างแผนแม่บทฉบับที่ 3 เนื่องจากประกาศดังกล่าวยังไม่ได้ถูกยกเลิก หากยังใช้หลักเกณฑ์เดิม เช่น การประกาศข้อมูลผ่านเว็บไซต์ หรือการส่งหนังสือเชิญไปยังคนบางกลุ่ม กระบวนการดังกล่าวอาจไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด เพราะผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพยากรแร่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ขณะที่การประชาสัมพันธ์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ส่วนใหญ่เป็นการประกาศผ่านเว็บไซต์อิเล็กทรอนิกส์ หรือส่งข้อมูลไปยังจังหวัดต่าง ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์
”ปัญหาคือ หากประชาชนในพื้นที่ไม่ได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ต หรือไม่ได้เดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อดูข้อมูลที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ก็อาจไม่รับรู้ว่ามีการจัดทำร่างแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ฉบับที่ 3 ขึ้นมา และแม้แต่การจัดทำแผนแม่บทฉบับที่ 2 ที่ผ่านมา ประชาชนบางส่วนก็ไม่ทราบว่ามีการจัดทำแผนดังกล่าว และหลังจากแผนมีผลใช้บังคับแล้วก็ยังไม่ทราบว่ามีแผนแม่บทฉบับนี้อยู่” นักกฏหมายจาก EnLAW กล่าว
นายสุทธิเกียรติกล่าวว่า นอกจากประชาชนที่เข้าถึงข้อมูลผ่านระบบออนไลน์แล้ว ยังมีกลุ่มที่รับทราบข้อมูลอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยคัดค้านโครงการหรือกิจการด้านแร่ รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น EnLAW ซึ่งได้รับหนังสือเชิญเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ทำให้กลุ่มผู้เข้าร่วมบางส่วนยังเป็นกลุ่มเดิมที่มีข้อมูลอยู่ในรายชื่อของหน่วยงาน กระบวนการรับฟังความคิดเห็นยังมีการแบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มหน่วยงานรัฐและภาควิชาการ กลุ่มผู้สนับสนุน และกลุ่มผู้มีความวิตกกังวล โดยกลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านมักถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้มีความวิตกกังวล รวมถึงกลุ่มภาคประชาสังคมด้วยโดยเรื่องการให้ความเห็นแบ่งเป็นกลุ่มแบบนี้ ไม่เป็นไปตามหลักการรับฟังความคิดเห็นแบบทั่วไป เหมือนเป็น Focus Group แบ่งกลุ่มคนตั้งแต่แรก
นายสุทธิเกียรติ กล่าวว่า สำหรับการจัดทำแผนแม่บทฉบับที่ 3 สิ่งแรกที่ควรดำเนินการคือการทบทวนกฎหมายแร่ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ว่ามีการประเมินผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายและมีบทบัญญัติใดที่ควรปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ เนื่องจากมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญกำหนดหลักการให้มีการทบทวนกฎหมายที่มีผลใช้บังคับเป็นระยะ
“พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2560 เข้าข่ายที่จะต้องได้รับการทบทวนว่ามีมาตราใดหรือเนื้อหาส่วนใดที่ควรปรับแก้ แม้ กพร. ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบจะดำเนินการในส่วนของการทบทวนไปแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการแก้ไขกฎหมายในส่วนดังกล่าว จึงเห็นว่าควรดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อยก่อน และอีกประเด็นหนึ่งคือ ข้อเสนอจากภาคประชาชนที่มีมาตั้งแต่การจัดทำแผนแม่บทฉบับที่ 2 ควรถูกนำมาพิจารณาในแผนฉบับที่ 3 โดยเฉพาะมาตรา 17 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสี่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่จะต้องระบุไว้ในแผนแม่บท”นายสุทธิเกียรติ กล่าว
นายสุทธิเกียรติกล่าวว่า แผนแม่บทควรระบุข้อมูลแหล่งทรัพยากรที่สมควรสงวน หวงห้าม หรืออนุรักษ์ไว้อย่างชัดเจน เพราะในแผนฉบับที่ 2 ยังไม่มีการระบุข้อมูลดังกล่าวอย่างชัดเจน ขณะที่แผนฉบับที่ 3 ควรแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ใดควรสงวนหรือหวงห้าม และพื้นที่ใดเป็นพื้นที่ต้องห้ามตามกฎหมาย รวมถึงควรระบุให้ชัดเจนว่าพื้นที่ใดไม่สามารถทำเหมืองได้ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นคือมีการนำพื้นที่เดิมจากแผนแม่บทฉบับที่ 1 มาใส่ในฉบับที่ 2 นำมาใช้ต่อในฉบับที่ 3 โดยไม่ได้มีการตัดพื้นที่เหล่านั้นออกอย่างชัดเจน แม้ข้อมูลพื้นที่สงวนหรือหวงห้ามส่วนหนึ่งจะมีอยู่ในระบบสารสนเทศและเว็บไซต์ของหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็ตาม แต่ไม่ได้มีการสำรวจเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงข้อมูลว่ามีพื้นที่สงวนหรือหวงห้ามใหม่ใดบ้างที่ควรถูกตัดออกจากเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง
“หากพื้นที่หนึ่งถูกกำหนดให้สามารถยื่นขอทำเหมืองได้ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการอนุญาตแล้วกลับไม่สามารถอนุญาตได้ ก็จะทำให้เกิดการเสียเวลา ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการและหน่วยงานรัฐ แต่หากมีการตัดพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่ต้องห้ามตามกฎหมายออกตั้งแต่ต้น ก็จะช่วยลดปัญหาดังกล่าว ทำให้เห็นพื้นที่สำหรับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ชัดเจนขึ้นในฐานะนโยบายตั้งต้นของแผน”นักกฏหมายจากเอ็นลอว์ กล่าว
—————