
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ได้จัดประชุมนัดพิเศษระดับแกนนำพื้นที่ อ.โขงเจียม และ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้าย ก่อนเคลื่อนขบวนมวลชนเดินทางไปปักหลักยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ณ ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 7 กันยายน 2569
ทั้งนี้ในที่ประชุมได้มติการรับรองรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล จำนวน 1,632 ครอบครัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เนื่องจากตลอด 117 วัน นับตั้งแต่มีการลงนามแต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน กลไกดังกล่าวกลับหยุดนิ่ง ไม่มีการจัดประชุมหรืออนุมัติกรอบการจ่ายเงินเยียวยาแต่อย่างใด โดยอ้างเพียงความ “ไม่ว่าง” ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นางสมปอง เวียงจันทร์ หรือ “แม่สมปอง” แกนนำชาวบ้านได้เปิดเผยข้อมูลความสูญเสียเพิ่มเติม ขณะที่ผู้สูงอายุหลายราย อาทิ ยายแพง เมฆใส ในวัย 94 ปี สุขภาพทรุดโทรมลงจนไม่สามารถเดินทางมาร่วมเคลื่อนไหวได้ และต้องส่งมอบภาระการเรียกร้องสิทธิให้แก่ นางพวงพยอม ขันใหญ่ ผู้เป็นลูกสาว ออกมาต่อสู้แทน โดยนางพวงพยอมยังสะท้อนถึงวิกฤตการขาดแคลนรายได้ของชุมชนหาปลาเดิม ซึ่งในอดีตก่อนสร้างเขื่อนเคยมีรายได้ในช่วงฤดูปลาขึ้นจากแม่น้ำโขงเข้าสู่แม่น้ำมูลวันละ 500–1,000 บาท แต่ปัจจุบันต้องแบกรับภาระหนี้สินจากการปรับเปลี่ยนอาชีพที่ล้มเหลว รวมถึงความเสี่ยงต่อการถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่ประมงในพื้นที่ ในช่วงฤดูการของปลาวางไข่ ส่งผลให้ชาวบ้านต้องแบกรับต้นทุนการเลี้ยงปลาในกระชังเพื่อการบริโภคในครัวเรือนท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
แม่สมปอง ระบุว่า การประชุมในวันนี้เป็นการระดมความเห็นเพื่อเตรียมการและกำหนดมาตรการติดตามการแก้ปัญหา โดยยืนยันว่าการเดินทางไปศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 7 กันยายนนี้ จะเป็นการส่งสัญญาณยื่นคำขาด (Deadline) หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังคงไม่เปิดประชุมคณะทำงานเพื่อจ่ายเงินชดเชย ซึ่งเป็นเงินชดใช้ความเสียหายตามสิทธิ ไม่ใช่เงินสงเคราะห์ ทางกลุ่มพร้อมที่จะอนุมัติมติยกระดับ ย้ายการปักหลักจากระดับจังหวัดเข้าสู่การเดินทางปักหลักชุมชนหน้าทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร ทันที