
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ขบวนพี่น้องชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูน จ.อุบลราชธานี ในนามสมัชชาคนจน นัดรวมตัวเคลื่อนขบวนจากแก่งสะพือ มุ่งหน้าศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี นำโดยนางสมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล อดีตชาวประมงบ้านวังสะแบงใต้ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี และพ่อเฒ่าแม่แก่รุ่นบุกเบิกวัยกว่า 70 ปีจำนวนมาก ร่วมขอพรศาลหลักเมือง ก่อนเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่าน ว่าที่ร้อยตรี กรกฎ ประเสริฐวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ทวงถามความคืบหน้าการแก้ปัญหา
ในหนังสือแถลงการณ์ดังกล่าว เปิดเผยว่า หลังรัฐบาลตั้งคณะกรรมการฯ มาตั้งแต่ 14 พฤษภาคม 2569 แต่กลับเงียบหาย ปล่อยเวลาล่วงเลยเกือบ 4 เดือนโดยไม่มีการจัดประชุมตามที่เคยรับปากไว้ในเดือนสิงหาคม พร้อมยื่นคำขาดอย่างชัดเจนว่า หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยและไม่ยอมเปิดประชุมแก้ไขปัญหา ชาวบ้านเตรียมยกพลเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อปักหลักทวงถามความเป็นธรรมถึงทำเนียบรัฐบาลอย่างแน่นอน

หนังสือของชาวบ้านยังระบุว่า การต่อสู้ยืดเยื้อมานานกว่า 36 ปี และผลการพิสูจน์สิทธิ์ “คนหาปลา” ได้ข้อยุติแล้วเมื่อ 12 มีนาคม 2569 รับรองชัดเจน 1,632 ครอบครัว รัฐบาลจึงไม่มีข้ออ้างจะยื้อเวลาอีกต่อไป การเยียวยาไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่เป็นการชดใช้ความเสียหายจากโครงการรัฐตามมติ ครม. 29 เมษายน 2540 ที่กำหนดให้ที่ดินครอบครัวละ 15 ไร่ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจหนี้สินรุมเร้า ซึ่งคนเฒ่าคนแก่หลายคนล้มหายตายจากไปก่อนได้เงินชดเชย ขณะที่รุ่นลูกหลานต้องมารับไม้ต่อสู้แทน

แต่ทว่าเมื่อชาวบ้านเดินทางมาทวงถาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้แจ้งว่ากระทรวงพลังงานได้ออกหนังสือด่วนที่สุด นัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฯ ครั้งที่ 1/2569 ในวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 ไว้ตั้งแต่ต้นเดือน แต่เรื่องกำหนดการประชุมนี้ไม่เคยแจ้งให้ชาวบ้านในพื้นที่รับทราบมาก่อน
ด้วยเหตุดังกล่าวเครือข่ายสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล จึงทำหนังสือเร่งด่วนถึงปลัดกระทรวงพลังงาน เสนอเพิ่มชื่อตัวแทนชาวบ้าน 8 คน เข้าเป็นคณะกรรมการร่วมโต๊ะเจรจาในวันที่ 21 กันยายนนี้ ได้แก่ นางสมปอง เวียงจันทร์ นายบัวดี โพธิวงศ์ นางสาวพวงพะยอม ถิ่นใหญ่ นางอรัญญา เลื่อนเปื้อน นายทวีสินธิ์ ทาตุ้ย นางทรัพย์ทวี ไชยโกษฐ นางสาวสดใส สร่างโศรก และนางสาววนิสา นามรองศรี พร้อมระบุว่าหลังจากนี้หากมีนัดหมายใดๆ ขอให้กระทรวงพลังงานส่งหนังสือแจ้งตรงถึงตัวแทนชาวบ้านด้วยทุกครั้ง

ขณะเดียวกัน ด้าน นายบัวดี โพธิวงศ์ ชาวบ้านบ้านห้วยไฮ ต.คำเขื่อนแก้ว อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ขอให้เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลอย่างถาวร การเปิดเขื่อนตามฤดูกาลในปัจจุบันที่มีกรอบเวลาเพียงประมาณ 4 เดือน ไม่สอดคล้องกับวงจรธรรมชาติของแม่น้ำมูนและแม่น้ำโขง
นายบัวดี กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐมักเปิดเขื่อนล่าช้า ไม่ตรงกับช่วงเวลาที่ปลาว่ายอพยพขึ้นมาวางไข่ตามธรรมชาติ เมื่อเขื่อนปิดกั้นลำน้ำ ชาวบ้านไม่สามารถประกอบอาชีพประมงได้ตามวิถีเดิม ต้องทิ้งร่างแหออกไปรับจ้างอื่น ซ้ำร้ายการกั้นเขื่อนยังบิดเบือนระบบนิเวศจนเกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชน เพราะปลาที่อพยพขึ้นมาจากแม่น้ำโขงไม่สามารถว่ายข้ามเขื่อนไปต้นน้ำได้ ทำให้ปลาไปกระจุกตัวแออัดอยู่เฉพาะบริเวณท้ายเขื่อน ชาวบ้านท้ายเขื่อนจึงจับปลาได้ง่าย แต่ชาวบ้านเหนือเขื่อนกลับหมดทางทำกิน
“การเปิดเขื่อนแค่ 4 เดือน ทำให้ชาวบ้านต้องสูญเสียโอกาสทำมาหากิน และต้องเสียเวลาออกมารวมตัวเรียกร้องให้เปิดเขื่อนซ้ำซากทุกปี มันไม่ใช่แค่เรื่องการเปิดหรือปิดบานประตู แต่มันคือเรื่องของความอยู่รอด ต้องเปิดเขื่อนถาวรเท่านั้น เพื่อให้สายน้ำไหลตามธรรมชาติ ระบบนิเวศแม่น้ำมูนฟื้นคืน พันธุ์ปลาได้ว่ายอพยพ และวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านที่สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษจะได้กลับคืนมาจริง ๆ” นายบัวดี กล่าว
