
วันที่ 8 กันยายน 2569 หน้าห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เกิดบรรยากาศตึงเครียด เมื่อตัวแทนประชาชน ภาคประชาสังคม และองค์กรเครือข่ายกว่า 20 คน ถูกสกัดกั้นไม่ให้เข้าร่วมการประชุมของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ซึ่งได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 (PDP2026) โดยมีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมภายใน
ทว่า เครือข่ายประชาชนจากหลากหลายพื้นที่ ทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคอีสาน อาทิ อุบลราชธานี จะนะ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี และเครือข่ายผู้ใช้ไฟ ตลอดจนองค์การภาคประชาสังคมในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียและกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ตามแผนพลังงานมาโดยตลอด กลับถูกไม่อนุญาตให้เข้าไปภายในห้องประชุม
น.ส.สดใส สร่างโศรก ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง และตัวแทนภาคประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า หลายคนพยายามลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ล่วงหน้าแต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากระบบเต็มและปิดรับอย่างรวดเร็วจนเข้าไม่ถึง ขณะที่หนังสือเชิญประชุมที่ส่งมาถึงมือเครือข่ายบางคนเมื่อวันที่ 1–2 กันยายนที่ผ่านมา ก็ไม่มีรายละเอียดสาระสำคัญใดๆ ระบุไว้ เมื่อเดินทางมาถึงจึงพบว่าถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าห้องประชุม จนต้องรวมตัวกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อคัดค้านการปิดกั้นการมีส่วนร่วม พร้อมทั้งยื่นหนังสือคัดค้าน และเรียกร้องให้โฆษกกระทรวงพลังงานและเจ้าหน้าที่ สนพ. ออกมาพูดคุยชี้แจงบริเวณหน้าห้องประชุมแทน
เมื่อไม่มีการจัดเวทีรับฟังในระดับภูมิภาค ชาวบ้านในต่างจังหวัดจะเข้าถึงกระบวนการได้อย่างไร ระบบออนไลน์ก็เข้าไม่เป็น แล้วคนรากหญ้าอย่าง แม่สมปอง หรือพี่น้องชาวอีสาน จะมีส่วนร่วมออกความเห็นและตั้งคำถามได้อย่างไร ในเมื่อแผนพลังงานระยะยาวเช่นนี้ควรเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

สดใสกล่าวต่อว่า แม้จะมีตัวแทนบางส่วนที่สามารถลงทะเบียนทันเข้าไปในห้องประชุมได้ แต่ก็ยืนยันว่าภายในไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเพิ่มแหล่งพลังงานจากนิวเคลียร์ว่าจะนำไปตั้งไว้ในพื้นที่ใด ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกและกังวลใจอย่างยิ่งให้กับชาวบ้าน เนื่องจากในอดีตพื้นที่อุบลราชธานีเคยมีแผนจะถูกใช้เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้ามาแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน นอกจากนี้ ทางเครือข่ายยังได้ตั้งคำถามถึงกรณีการนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนแม่น้ำโขงว่าจะมีการเพิ่มสัญญาซื้อขายอีกหรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบหน้าห้องประชุมว่าจะไม่มีการทำสัญญารับซื้อใหม่นอกเหนือจากที่ทำไปแล้ว แต่ความกังวลใจต่อผลกระทบข้ามพรมแดนและประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
ด้าน น.ส.ไพรินทร์ เสาะสาย ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ เปิดเผยว่า ทราบจากเครือข่ายที่ได้ร่วมประชุมบางคนว่า ภายในที่ประชุมมีการนำเสนอตัวเลขแผนระยะ 12 ปีแรก (พ.ศ. 2569–2580) ซึ่งกำหนดให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่รวมสูงถึง 50,900 เมกะวัตต์ โดยประกอบด้วย โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ (CCGT) 9,100 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) 300 เมกะวัตต์, พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) 24,300 เมกะวัตต์, พลังงานลม (Wind) 2,700 เมกะวัตต์ และส่วนอื่นๆ อีก 14,500 เมกะวัตต์ ทำให้ภายในปี 2580 ประเทศจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าสะสมรวมสูงถึง 115,632 เมกะวัตต์ โดยระบุว่าผ่านเกณฑ์ความมั่นคงและมีอัตราค่าไฟฟ้าเท่ากันทุกกรณี
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีตัวเลขภาพรวมดังกล่าว แต่การประชุมที่ สนพ. เป็นผู้ดำเนินการจัดกลับไม่มีความชัดเจนและรายละเอียดทางข้อมูล ผู้เข้าร่วมประชุมพยายามซักถามถึงรายละเอียด ทั้งโครงสร้างการผลิตของโรงไฟฟ้าก๊าซฯ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือการจัดการพลังงานแสงอาทิตย์ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบและไม่มีการนำมาเปิดเผยในที่ประชุม ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแผน PDP2024 ในอดีต ที่เคยระบุชัดเจนว่าจะนำไฟฟ้ามาจากแหล่งใด ในสัดส่วนเท่าไหร่ หรือนำเข้าจากต่างประเทศในปริมาณเท่าใด แต่สำหรับร่างแผน PDP2026 กลับไม่มีรายละเอียดเหล่านี้เลย

น.ส.ไพรินทร์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เครือข่ายประชาชนได้พูดคุยทักท้วงผู้จัดงานหน้าห้องประชุมเป็นเวลานาน และได้ร่วมกันผลักดันข้อเรียกร้องไปยังสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และกระทรวงพลังงาน โดยเรียกร้องให้ต้องจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นให้ครอบคลุมทั้ง 7 ภูมิภาคตามโครงสร้างของแผน พร้อมทั้งเปิดกว้างให้ประชาชนเข้าร่วมได้อย่างเสมอภาคโดยปราศจากเงื่อนไขการจำกัดสิทธิ์หรือจำกัดจำนวน อีกทั้งต้องเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดสาระสำคัญเกี่ยวกับกำลังผลิตไฟฟ้าในช่วง 12 ปีแรก ประเภท และพื้นที่ตั้งโครงการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และต้องรวบรวมข้อเสนอพร้อมจัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความเห็นเผยแพร่ต่อสาธารณะภายใน 15 วันหลังจัดเวทีในแต่ละครั้ง
“เมื่อวันนี้ไม่สามารถเข้าได้ เราก็จะพยายามรวบรวมข้อมูลติดตามสถานการณ์และหารือเครือข่ายพี่น้องและองค์กรที่ขับเคลื่อนต่อไป และรอฟังการตอบคำถามจากกระทรวงพลังงานในคำถามที่เราฝากไว้ ว่าเขาจะตอบเราหรือไม่อย่างไร” น.ส.ไพรินทร์ กล่าว
ขณะที่ นายปวัตร กาญจนะวงศ์ ตัวแทนจากเครือข่ายติดตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC Watch) กล่าวว่า ตนเองก็พยายามลงทะเบียนออนไลน์ล่วงหน้าแต่ระบบเต็มก่อน จึงต้องเดินทางมาแสดงความกังวลต่อการจำกัดการมีส่วนร่วม และการจัดเวทีเพียงครั้งเดียวโดยไม่มีการกระจายไปยังภูมิภาคเหมือนการทำแผนที่ผ่านมา ตนมาในฐานะตัวแทนของพี่น้องชาวประมงจังหวัดชลบุรีและระยอง ซึ่งเมื่อเห็นตัวเลขในร่างแผน PDP2026 ที่จะมีการเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและนำเข้าก๊าซ LNG สูงถึง 9,100 เมกะวัตต์ จึงเกิดคำถามและความกังวลอย่างยิ่งว่าจะต้อง