
วันนี้ (10 กันยายน 2569) สำนักข่าว AFP รายงานว่า เหมืองดีบุกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองของกองกำลังสหรัฐว้า (United Wa State Army-UWSA) กำลังกลับมาดำเนินการอีกครั้งหลังจากมีการปิดเหมืองไปตั้งแต่ปี 2566 มีรายงานด้วยว่า หลังกลับมาดำเนินงาน จะมีการเพิ่มการส่งออกไปยังประเทศจีน
ทั้งนี้ ดีบุกเป็นสารประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้เป็นตะกั่วบัดกรีเพื่อเชื่อมต่อไมโครชิปกับแผงวงจร และเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆในศูนย์ข้อมูล โดยเหมือง’มานหม่อ’ในภาคตะวันออกของพม่าได้กลายเป็นแหล่งผลิตดีบุกที่สำคัญระดับโลกในทันทีในช่วงทศวรรษ 2553 และทำให้พม่ากลายเป็นผู้ผลิตดีบุกรายใหญ่ที่สุดอันดับสามของโลกและเป็นผู้จัดหารายใหญ่ที่สุดให้กับประเทศจีน
การปิดตัวอย่างกะทันหันโดยกลุ่มติดอาวุธทรงอิทธิพลที่ควบคุมพื้นที่นั้นเกิดขึ้นพร้อมกับการเริ่มต้นของยุคเฟื่องฟูของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้ราคาแร่ดีบุกพุ่งสูงขึ้นและเกิดการแย่งชิงโลหะชนิดนี้ไปทั่วโลก โดยทางกลุ่มวิจัย International Crisis Group กล่าวว่า เหมืองดีบุกในพม่ากำลังเริ่มกลับมาดำเนินการอย่างช้าๆ แม้ว่าผลผลิตยังคงต่ำกว่าช่วงที่เหมืองมีผลผลิตสูงสุดก็ตาม
ข้อมูลศุลกากรของปักกิ่งแสดงให้เห็นว่า การนำเข้าแร่ดีบุกและแร่เข้มข้นจากพม่าของจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ได้แซงหน้าปริมาณรวมของปี 2025 ไปแล้ว โดยอยู่ที่เกือบ 40,000 เมตริกตัน รายงานของ International Crisis Group ยังระบุว่า “ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นอาคารขนาดใหญ่แห่งใหม่กำลังก่อสร้างขึ้น” รอบ ๆ บริเวณเหมืองมานหม่อ และเริ่มมีไฟแสงสว่างในเวลากลางคืนรอบๆบริเวณเหมืองเพิ่มขึ้น
ข้อมูลจากกรมศุลกากรปักกิ่งแสดงให้เห็นว่า ในปี 2559 พม่าส่งออกแร่ดีบุกและหัวแร่เกือบ 500,000 เมตริกตันให้แก่จีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของการนำเข้าประเภทนี้ทั้งหมด การกลับมาดำเนินการอีกครั้งของเหมืองมานหม่อ ไม่ว่าจะเป็นไปอย่างช้าเพียงใด แต่มีแนวโน้มจะส่งผลในวงกว้าง ท่ามกลางการแข่งขันระดับนานาชาติเพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่สำคัญต่ออุตสาหกรรม AI
ขณะที่การเข้าถึงเหมืองมานหม่อและข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของเหมืองนั้นถูกจำกัดอย่างเข้มงวดโดยกองกำลังสหรัฐว้า UWSA ที่ควบคุมเหมืองในเขตปกครองตนเองว้าทางภาคตะวันออกของพม่า ซึ่งติดกับชายแดนจีน
ว้า UWSA เป็นหนึ่งในองค์กรติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประวัติยาวนานในการถูกคว่ำบาตรจากต่างประเทศเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด ทางด้านนักวิเคราะห์กล่าวว่า การอุปถัมภ์และความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับจีนทำให้ว้ายังคงค่อนข้างปลอดภัยจากสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆของพม่า นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564
International Crisis Group ยังเผยว่า การปิดเหมืองมานหม่อในปี 2566 น่าจะเกิดจากการแย่งชิงอำนาจควบคุมระหว่างกลุ่มตระกูลที่มีอิทธิพลในกองกำลังว้า UWSA มากกว่าความขัดแย้งและการสู้รบ และเหมืองอาจยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านผลกำไร รวมถึงปล่องเหมืองที่ถูกน้ำท่วมและการลดลงของแหล่งแร่ดีบุกที่มีความเข้มข้นสูง
อีกด้านหนึ่ง สื่อ Tai Freedom อ้างอิงจากข้อมูลขององค์กร ISP Myanmar ว่า ทางภาคเหนือของรัฐฉานเองนั้น มีเหมืองแร่ผุดขึ้นไม่น้อยกว่า 31 แห่ง และอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพพม่าและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น กองทัพพม่าดำเนินการเหมืองแร่จำนวน 10 แห่ง ซึ่งเหมืองแร่เหล่านี้ตั้งอยู่ในเมืองสี่ป้อ เมืองจ๊อกเม เมืองล่าเสี้ยว เมืองต้างยาน ขณะที่กองกำลังปะหล่อง TNLA (Ta’ang National Liberation Army) ดำเนินการเหมืองแร่จำนวน 9 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองน้ำตู้ เมืองจ๊อกเม เมืองน้ำคำ เมืองม่านต้ง
ด้านกองกำลังโกก้าง MNDAA (Myanmar National Democratic Alliance Army)คุมเหมืองแร่จำนวน 8 แห่งในเมืองสี่ป้อ เมืองน้ำตู้ และกองกำลังเอกราคคะฉิ่น KIA (Kachin Independence Army)คุมเหมืองแร่จำนวน 3 แห่ง และนอกเหนือจากนั้นก็ยังมีกองกำลังสหรัฐว้า UWSA โดยรายได้จากการทำเหมืองเหล่านี้ ทางกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์นำมาสร้างกองทัพ ซื้ออาวุธและนำเงินมาใช้ในการปกครองบริหารในเขตพื้นที่ของตน โดยนอกจากเหมืองขนาดใหญ่แล้ว กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ยังมีการขุดหาแร่ทองเป็นจุดๆตามพื้นที่ต่างๆทั่วภาคเหนือของรัฐฉาน รวมถึงในพื้นที่ทำกินของประชาชน
โดยทางสื่อไทใหญ่ Tai Freedom กล่าวว่า สถานการณ์ในภาคเหนือของรัฐฉานเลวร้ายลงในทุกด้าน และทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ถูกทำลายอย่างหนัก แม้ประชากรชาวไทใหญ่จะมีมากกว่าชาติพันธ์อื่นๆในพื้นที่แต่ก็ไม่มีอำนาจต่อรองใด อีกทั้งยังต้องอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์อื่นๆ