Search

ประชาชนหลากหลายอาชีพร่วมลงชื่อหนุนการศึกษาเด็กในค่ายผู้ลี้ภัย-จี้รัฐรับคืนสู่ห้องเรียนหลังให้เด็ก 13 คนออกกลางคัน-แนะ ศธ./สมช./มท.ทบทวนหลักการ Education for All

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 บุคคลจากหลากหลายสาขาอาชีพทั้งนักวิชาการ นักกฎหมาย นักศึกษา สมาชิกวุฒิสภา คนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม ผู้แทนหน่วยงานรัฐและคนทั่วไปได้ร่วมกันลงชื่อในแถลงการณ์เพื่อสนับสนุนสิทธิทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนผู้หนีภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ภายหลังจากก่อนหน้านี้ได้เกิดกรณีเด็ก 13 คนในศูนย์พักพิงผู้หนีภัยการสู้รบบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ถูกสั่งให้หยุดเรียนกลางคันจากโรงเรียนบ้านขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก เนื่องจากเนื่องจาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) ตาก เขต 2 เห็นว่าเด็กกลุ่มนี้มีสถานะบุคคลไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า พวกเราขอเน้นย้ำว่า สิทธิทางการศึกษาเป็นหนึ่งใน “สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่สำคัญของเด็ก” ซึ่งเป็นสิทธิอันเป็นสากลและสิทธิเด็ดขาดที่ปรากฏในกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก” ซึ่งไทยได้เป็นภาคีตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 ประเทศไทยจึงมีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะต้องคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาให้แก่เด็กทุกคนโดย “ปราศจากการเลือกปฏิบัติ” ไม่ว่าจะด้วยเหตุของสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย และประเทศไทยจะต้องจัดการศึกษาโดยคำนึงถึง “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เป็นลำดับแรก

“พวกเราตระหนักดีว่ากฎหมายภายในของประเทศไทยยึดมั่นในการคุ้มครองสิทธิเด็กและสิทธิทางการศึกษามาโดยตลอดและไม่เคยปรากฏบทบัญญัติที่แสดงถึงการเลือกปฏิบัติต่อเด็กในกฎหมายไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550 พวกเราจึงขอสนับสนุนการจัดการศึกษาตามแนวนโยบาย Education for All ที่รัฐบาลไทยพยายามยึดถือมาโดยตลอด โดยขอให้รัฐบาลไทยทบทวนกฎหมายลำดับรองที่อาจจะขัดต่อเจตนารมณ์อันดีในการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม”แถลงการณ์ ระบุ

แถลงการณ์ระบุว่า พวกเราให้ความสำคัญกับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและตระหนักถึงปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาของเด็กและเยาวชนทุกกลุ่มทั้งที่มีสัญชาติไทยและไม่มีสัญชาติไทย หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงจะพบว่า การให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนผู้หนีภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ไม่ได้ทำให้สิทธิหรือโอกาสทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนสัญชาติไทยลดน้อยลง แต่การศึกษาสำหรับทุกคนต่างหากที่จะช่วยพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยในองค์รวม

“พวกเราเห็นว่าสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียมสำหรับเด็กและเยาวชนผู้หนีภัยจากการสู้รบเป็นเรื่องสำคัญด้วยเหตุผลที่เกี่ยวเนื่องกัน 2 ประการ ประการแรก คือ พวกเขาเป็นมนุษย์ที่เปราะบางที่สุดของสังคมไทย อยู่ในสุญญากาศทางกฎหมายและการดูแลของรัฐ พวกเขาส่วนใหญ่เกิดและเติบโตในประเทศไทย ไม่เคยกลับและไม่สามารถกลับประเทศต้นทางด้วยสถานการณ์การสู้รบที่ยังเกิดขึ้น และไม่สามารถตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สามเนื่องจากวิกฤตงบประมาณด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นทั่วโลก เหตุผลประการที่สองซึ่งต่อเนื่องกัน ก็คือ พวกเราเชื่อว่าการยึดมั่นในหลักการเรื่องสิทธิทางการศึกษาที่เท่าเทียมจะเป็นการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลไทย ให้สามารถยืนยันกับนานาประเทศได้ว่าประเทศไทยเคารพสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

แถลงการณ์ระบุว่า พวกเราตระหนักดีถึงความสำคัญของพื้นที่ชายแดนในด้านความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เนื่องจากเป็นประตูด่านแรกในการป้องกันปัญหาที่จะเข้ามาสู่ประเทศ พวกเราจึงเล็งเห็นว่าการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทุกคนในพื้นที่ชายแดน (รวมถึงกลุ่มผู้หนีภัยจากการสู้รบที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว) เข้าถึงการศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในการป้องกันปัญหาทางสังคมและความมั่นคงต่างๆ เช่น ปัญหาการก่อการร้าย ยาเสพติดข้ามชาติ การค้ามนุษย์ อาชญากรรมไซเบอร์ ภัยพิบัติ หรือ โรคระบาด เป็นต้น นอกจากนี้ การศึกษาจะสร้างความรู้ความเข้าใจให้คนในพื้นที่ชายแดนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

“พวกเราจึงขอร่วมผลักดันให้เด็กทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสถานะใด สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมและปลอดภัย เนื่องจากการส่งเสริมการศึกษาให้เด็กและเยาวชนเป็นทั้งหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย และ การลงทุนเพื่อสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดน ที่จะทำให้ประเทศสามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้ได้”แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ระบุว่า พวกเราเล็งเห็นว่างานด้านสาธารณสุข งานด้านการจัดการศึกษา และงานของฝ่ายปกครอง มีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้งโดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน การให้การศึกษาคือการให้เครื่องมือในการสร้างสุขภาพที่ดีในระยะยาว โดยสุขภาพในที่นี่ไม่ได้หมายถึงเรื่องของการเจ็บป่วยทางร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ สังคม และปัญญา ในขณะที่ฝ่ายปกครองก็มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและบูรณาการให้เกิดความร่วมมือในการดูแลประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในพื้นที่

“พวกเราจึงขอสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานหน้าด่านในพื้นที่ชายแดน ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงเรียน และหน่วยงานฝ่ายปกครอง ในการสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่เด็กเยาวชนและชุมชน และขอสนับสนุนให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย กำหนดแนวนโยบายในการปฏิบัติงานให้ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อดูแลความมั่นคงของมนุษย์บริเวณชายแดน”

แถลงการณ์ระบุว่า พวกเราชื่นชมรัฐบาลไทย โดยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ปรับเปลี่ยนแนวนโยบายในการดูแลสวัสดิภาพของผู้หนีภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราวเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 เพื่อตั้งรับการปรับลดงบประมาณด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้บุพการีของเด็กผู้หนีภัยจากการสู้รบสามารถเดินทางออกมาทำงานนอกพื้นที่พักพิงชั่วคราวได้ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะทำให้พวกเขาพึ่งพาตัวเองทางเศรษฐกิจและทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย โดยการทำงานและเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

แถลงการณ์ระบุว่า การอนุญาตให้เด็กและเยาวชนผู้หนีภัยจากการสู้รบมีโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและได้รับการศึกษาที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริงในสังคมไทย มีความสอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนแนวนโยบายของรัฐบาลไทยที่ให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบมีทักษะในการพึ่งพาตัวเอง เนื่องจากการศึกษาจะช่วยทำให้เด็กและเยาวชนกลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพเข้ามาทดแทนแรงงานในระบบเศรษฐกิจในอนาคต และเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว พวกเราจึงมีข้อเรียกร้องต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นการเฉพาะ ดังนี้

1.ขอให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งนำเด็กผู้หนีภัยจากการสู้รบที่ถูกพักการเรียนหรือให้ออกจากโรงเรียนกลับคืนสู่ระบบการศึกษา เพื่อให้เด็กได้เรียนต่อในระหว่างที่ยังมีการหารือเรื่องการปรับเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนหรือไม่มีสัญชาติไทย 2.ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย สภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาทบทวนหลักการ Education for All ที่ปรากฏในกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายไทย รวมถึงพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 โดยเฉพาะเรื่องการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนผู้หนีภัยจากการสู้รบที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ให้สอดคล้องกับหลักการ Education for All และบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป

3.เรียกร้องให้สื่อมวลชนใช้ความระมัดระวังการนำเสนอเนื้อหาข่าวสารที่บิดเบือนข้อเท็จจริงอันจะสร้างความเกลียดชังด้านเชื้อชาติในสังคม โดยขอให้ตระหนักว่าปัญหาของผู้หนีภัยจากการสู้รบที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยกว่า 40 ปี มีความซับซ้อนเชิงประวัติศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ และวัฒนธรรม และขอให้สังคมไทยเปิดใจรับฟังด้วยความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์เพื่อเสริมสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดน

ขณะที่ดร.บงกช นภาอัมพร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า พวกเราเชื่อว่ามีคนในสังคมจำนวนมากมีความเชื่อไม่แตกต่างไปจากพวกเรา เพียงแต่อาจจะไม่มีพื้นที่ในการแสดงจุดยืน หรืออาจจะกังวลการถูกโจมตีจากการปลุกปั่นกระแสสังคมที่สร้างความเกลียดชังคนต่างเชื้อชาติ ที่ไม่ได้ตั้งอยู่พื้นฐานของเหตุผลและข้อมูลที่แท้จริง แถลงการณ์ฉบับนี้จึงเป็นเสมือนสื่อกลางที่จะเชื่อมคนที่มีความแตกต่างหลากหลายแต่มีความคิดความเชื่อแบบเดียวกัน หลังจากที่ปิดการลงนามในวันนี้ (9 กันยายน) พวกเราหวังที่จะรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนสิทธิทางการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนผู้หนีภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่รวมลงนาม ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประกอบการพิจารณาในการประชุมที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาในครั้งต่อไป

นักวิชาการรายนี้ชี้ว่า ปัจจุบันมีคนร่วมลงนามมากกว่า 100 คน มีทั้งครู อาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา วิศวกร แพทย์ ทนายความ นักเศรฐศาสตร์ นักธุรกิจ นักข่าว คนทำงานภาคประชาสังคม สส. คนรับจ้างทั่วไป หรือแม้แต่ชาวสวน

พวกเราอยากให้รัฐบาลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องยึดมั่นในหลัก “นิติธรรม” และกล้าหาญที่จะยืนหยัดทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่แท้จริงของประเทศในระยะยาว แยกให้ออกระหว่าง กระแสสังคมที่ใช้อารมณ์นำเหตุผลและไม่พาประเทศให้ก้าวหน้าขึ้น กับ หลักกฎหมายอันเป็นรากฐานของความถูกต้องและหลักนิติธรรม