Search

2 ปีน้ำท่วมโคลนถล่มกับคุณภาพชีวิตที่ยังแย่ลงเรื่อยๆของคนลุ่มน้ำกก

กิตติธัช สิงห์เสนา

เข้าสู่เดือนกันยายนเดือนฝนสุดท้ายของฤดูกาล เป็นเวลาครบรอบ 2 ปีของเหตุการณ์น้ำท่วมและดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงราย เหตุการณ์ครั้งนั้นได้สร้างความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ให้ทั้งคนเชียงรายอย่างแทบจะประเมินมูลค่าไม่ได้ จนถึงวันนี้การฟื้นฟูยังไม่กลับมาเหมือนเดิมโดยเฉพาะสภาพจิตใจและเศรษฐกิจของเมือง

ลอแมะ ชาวไทยเชื้อสานปกาเกอะญอ บ้านแคววัวดำ ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย ได้เล่าย้อนเหตุการณ์น้ำท่วมและดินโคลนถล่มที่ไหลทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านว่า ร่องรอยความเสียหายจากครั้งนั้นยังคงปรากฏให้เห็น โดยเฉพาะบริเวณบ้านเรือนเดิมซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ด้านล่างของหมู่บ้าน ถูกน้ำและดินโคลนพัดพาเสียหายทั้งหมด

“ตอนนี้บริเวณที่เคยเป็นบ้านเรือนถูกปล่อยให้กลายเป็นพื้นที่ปลูกกล้วย สิ่งที่ยังเหลืออยู่จากบ้านเดิมมีเพียงเสาปูนประมาณ 20 ต้น ซึ่งบางเสาก็พังแล้ว บ้าน 2 ชั้น ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้ริมแม่น้ำกก เป็นหลักฐานถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งนั้น”

ผู้ประสบภัยระบุว่า ความเสียหายของบ้านและทรัพย์สินมีมูลค่ารวมกันนับล้านบาท ทั้งตัวบ้านซึ่งมีมูลค่าหลักล้านบาท รวมถึงข้าวของเครื่องใช้และโครงสร้างต่างๆ ภายในบ้านที่ถูกน้ำและโคลนพัดเสียหายไปพร้อมกัน หลังเกิดเหตุ ชาวบ้านต้องย้ายขึ้นไปสร้างบ้านหลังใหม่ในพื้นที่สูงหรือบนดอย บ้านหลังใหม่มีขนาดเล็กกว่าบ้านเดิม โดยที่ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างส่วนใหญ่ต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง แม้จะได้รับเงินช่วยเหลือหรือเยียวยาจากภาครัฐ แต่ไม่มากเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

“ความกังวลของชาวบ้านหลายคนยังไม่เหมดไป มันเกิดขึ้นได้ทุกที อย่างที่เราเห็นข่าวที่ประเทศเนปาลในทีวี บ้านใหม่ที่สร้างอยู่ตอนนี้ก็ยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมเหมือนเดิม เพราะไม่มีที่ใหม่ให้สร้างหรือไปอยู่แล้ว” ลอแมะพูดให้ชวนคิด ซึ่ง 2 ปีหลังเหตุการณ์น้ำท่วมและดินโคลนถล่มผ่านพ้นไป ความรู้สึกว่าภัยพิบัติสิ้นสุดลงนั้น ยังคงไม่หายไป แต่ยังคงค้างอยู่ในความกังวลเมื่อฤดูฝนเวียนวนมาอีกครั้ง

ขณะที่จ่าสิบเอก พิชัย พน่าสง่าวงศ์ เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระดับชำนาญการ กล่าวว่า หน่วยงานยังเน้นการเตือนภัยเป็นหลัก ทั้งการติดตามสภาพภูมิอากาศและสถานการณ์พายุ หากมีพายุหรือฝนตกหนักเข้ามาในพื้นที่ ก็จำเป็นต้องแจ้งเตือนประชาชนให้ขนย้ายทรัพย์สินและเตรียมอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง ปัจจุบันระบบเตือนภัยมีการพัฒนามากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต โดยในพื้นที่มีทั้งเครื่องมือวัดระดับน้ำของเครือข่ายอุทกภัยแม่น้ำกก (คอก.) ของชุมชน 7 ชุมชน และจุดติดตั้งระบบเตือนภัยเพิ่มเติมของกรมทรัพยากรน้ำในจังหวัดเชียงราย เช่น บริเวณสะพานฮาเลลูยาในพื้นที่ห้วยดำ และบริเวณสะพานข้ามเรือนจำ

“ในอดีตเกิดปัญหาระบบวัดน้ำได้รับความเสียหายจนไม่สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปัจจุบันมีเครื่องมือและจุดตรวจวัดเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถรับรู้สถานการณ์ล่วงหน้าได้มากกว่าเดิม แม้จะไม่สามารถป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมได้ทั้งหมดก็ตาม” เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย กล่าว

ส่วนการเยียวยาความเสียหายหลังเกิดภัยพิบัติ ระเบียบของรัฐมีการปรับเพิ่มวงเงินช่วยเหลือและครอบคลุมประชาชนมากขึ้น โดยยกตัวอย่างกรณีบ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง จากเดิมที่อาจได้รับเงินช่วยเหลือประมาณ 49,000 บาท ปัจจุบันเพิ่มเป็นประมาณ 88,000 บาทต่อหลัง

อย่างไรก็ตาม เงินดังกล่าวเป็นเพียงการบรรเทาความเดือดร้อน ไม่ใช่การชดเชยมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด

“มันเป็นการบรรเทา มันไม่ใช่ว่ามันจะช่วย สมมติว่าบ้านราคา 2-3 ล้าน จะช่วยเป็นล้าน มันก็ไม่มีหรอก แต่ว่ามันเหมือนเป็นมาตรฐาน ช่วยทุกคน ต่อให้คุณรวยคุณจน แต่มาตรฐานเดียวกันหมด” จ่าสิบเอกพิชัยกล่าว

เมื่อเปรียบเทียบการจัดสรรงบประมาณอ้างอิงจากข้อมูล ข้อมูลเว็บไซต์ Openbudget จาก Wevis (We visualize Data for Democracy) ระบุว่า งบประมาณเกี่ยวกับน้ำท่วมและอุทกภัย ในปีงบ 2570 รัฐบาลจัดสรรงบประมาณสำหรับภารกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม อุทกภัย รวม 16,781,492,800 บาท ให้กับหน่วยงานจำนวน 29 แห่ง ครอบคลุม 668 รายการ โดยเมื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณพบว่า เงินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณสูงที่สุดคือ กรมชลประทาน จำนวน 10,050,437,800 บาท คิดเป็น 59.89% ของงบประมาณทั้งหมด ขณะที่ กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้รับ 5,244,023,500 บาท หรือ 31.25% เมื่อนำงบประมาณของทั้งสองหน่วยงานมารวมกัน พบว่ามีมูลค่ากว่า 15,294 ล้านบาท หรือคิดเป็น 91.14% ของงบประมาณเกี่ยวกับน้ำท่วมทั้งหมด

หากพิจารณาในระดับกระทรวง พบว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกลุ่มที่ได้รับงบประมาณสูงที่สุด จำนวน 10,104.13 ล้านบาท หรือ 60.21% โดยมีกรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลัก ตามด้วย กระทรวงมหาดไทย จำนวน 5,322.13 ล้านบาท หรือ 31.72% ซึ่งมีกรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณสูงที่สุดในกลุ่ม รองลงมาคือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับประมาณ 581.32 ล้านบาท หรือ 3.46% ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับรวม 310.83 ล้านบาท หรือ 1.86% ส่วนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้รับประมาณ 207.90 ล้านบาท หรือ 1.25% และกระทรวงคมนาคมได้รับประมาณ 153.49 ล้านบาท หรือ 0.91%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขงบประมาณเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถตอบได้ว่า งบประมาณจำนวนกว่า 1.67 หมื่นล้านบาทสามารถลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้มากน้อยเพียงใด เพราะความเสียหายจากอุทกภัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบ้านเรือน ถนน พื้นที่เกษตร หรือโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้เท่านั้น หากยังรวมถึงต้นทุนทางสังคมและคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัย

จ่าสิบเอกพิชัยกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ได้มีเพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน แต่รวมถึงผลกระทบด้านสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพจิตหลังเกิดน้ำท่วม ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการประเมินอย่างชัดเจนว่าปัญหาสุขภาพจิตของประชาชนภายหลังน้ำท่วมมีสาเหตุมาจากภัยพิบัติหรือไม่

“ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่หน่วยงานพวกนี้ก็ที่มีภารกิจจำนวนมาก สำหรับในป่าใหญ่ มีทั้งการดูแลโรคไข้เลือดออก ผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงภารกิจด้านสารเคมี สารพิษ และขยะ ขณะที่บุคลากรของท้องถิ่นมีจำนวนจำกัด จึงทำให้การติดตามผลกระทบด้านสุขภาพจิตหลังภัยพิบัติยังไม่สามารถทำได้อย่างจริงจัง” คำกล่าวของจ่าพิชัยสะดสะท้อนช่องว่างสำคัญของการจัดการภัยพิบัติ

เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย ได้กล่าวอีกว่า น้ำท่วมนั้นยังส่งผลต่อเศรษฐกิจของชุมชน โดยเฉพาะประชาชนที่มีพื้นที่เกษตร บ้านพัก เกสต์เฮาส์ และกิจการที่พึ่งพาการท่องเที่ยว เมื่อเกิดน้ำท่วม ทรัพย์สินและพื้นที่ทำกินอาจเสียหายจนต้องเริ่มต้นใหม่ ขณะเดียวกันสถานการณ์สารพิษในน้ำกกยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ทำให้รายได้จากแหล่งท่องเที่ยวลดลง

“หากพื้นที่ต้องเสี่ยงเผชิญทั้งน้ำท่วมซ้ำและปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกก การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะยิ่งทำได้ยาก โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ป่า ซึ่งมีข้อจำกัดในการนำงบประมาณหรือโครงการต่าง ๆ เข้าไปฟื้นฟูโดยตรง และจำเป็นต้องอาศัยหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมแก้ไข” เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย กล่าว

ขณะเดียวกันแรงกดดันทางเศรษฐกิจยังทำให้ชาวบ้านต้องเลือกวิธีทำกินที่สามารถสร้างรายได้ได้รวดเร็ว แม้บางรูปแบบอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อพื้นที่ในระยะยาว โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูง ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกง่ายและมีตลาดรองรับ แต่เมื่อพื้นที่ป่าถูกเปิดเพื่อการเกษตรมากขึ้น ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดิน ดินสไลด์ และความเสียหายต่อเส้นทางคมนาคมเมื่อเกิดฝนตกหนัก

สิ่งที่น่ากังวลคือกิจกรรมเหมืองในพื้นที่ต้นน้ำยังคงดำเนินอยู่ ขณะที่แม่น้ำกกยังต้องรับตะกอนและสารปนเปื้อนจากพื้นที่ต้นน้ำอย่างต่อเนื่อง ปัญหาจึงไม่ได้จบลงพร้อมกับน้ำท่วมเมื่อสองปีก่อน แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่กับผู้คนทั้งจังหวัดเชียงราย เพราะหากเกิดฝนตกหนักในพื้นที่เหมืองครั้งใด มวลน้ำและตะกอนจำนวนมากอาจถูกชะล้างลงสู่ลำน้ำและไหลมายังพื้นที่ปลายน้ำอีกครั้ง ทำให้ผู้คนต้องผวากับความเสี่ยงจากอุทกภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกฤดูฝน

ท้ายที่สุด ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงจึงไม่ได้แบกรับเพียงความเสียหายจากภัยพิบัติครั้งที่ผ่านมา แต่ยังต้องแบกรับ ความวิตกในความเสี่ยงของภัยพิบัติครั้งต่อไป บางส่วนป่วยมีอาการทางจิตเวช บางคนฆ่าตัวตายโดยที่กรมสุขภาพจิตไม่เคยลงพื้นที่ติดตามชาวบ้านกลุ่มนี้เลยตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ดินถล่มเมื่อ 2 ปีก่อน

ทุกวันนี้ต้นทุนทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของชาวบ้านริมแม่น้ำกกตกต่ำลงเรื่อยๆ ขณะที่รัฐบาลไม่ได้มีความจริงจังและจริงใจเข้ามาฟังเสียงของพวกเขาเพื่อแก้ปัญหาเลย